สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ประมาณ ๑ ใน ๔ ของเศรษฐกิจโลก) และมีมูลค่าทางอุตสาหกรรมอาวุธมหาศาล
สงคราม & เศรษฐกิจ มีพันธุกรรมและภาวะแวดล้อมสัมพันธ์ กันอย่างไร ?
สหรัฐอเมริกานอกจากจะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมูลค่าของอุตสาหกรรมทางอาวุธที่มหาศาลแล้ว ยังถือได้ว่าเป็นประเทศ ลูกหนี้ รายใหญ่ของโลกที่มีการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องมากว่าทศวรรษ ถือได้ว่าเป็นประเทศที่บริโภคทรัพยากรของประเทศอื่น ๆ เป็นมูลค่ามหาศาลต่อปี
พิจารณาในแง่ตรรกะทางเศรษฐศาสตร์
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) = C + I + G + (X – M)
จะได้ว่า
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ ผลผลิตของประเทศ (GDP) จะถูกนำไปใช้เพื่อการบริโภคของภาคเอกชน (Private Consumption : C) การลงทุนของภาคเอกชน ( private investment : I) รายจ่ายของภาครัฐบาล (Government expenditure : G) และมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ (Exports : X) หักด้วยมูลค่าการนำเข้าสินค้าและบริการ (Imports :M)
หากประเทศใดมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าและบริการ (M) มากว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ (X) นั่นแสดงว่า ประเทศนั้นขาดดุลการค้า เป็นการใช้สินค้าและบริการ (ทรัพยากรของต่างประเทศ) มากกว่าที่ตนเองผลิตได้ การที่ประเทศใด ๆ จะมีความสามารถทำได้เช่นนี้ต่อเนื่องกันนาน ๆ และมีมูลค่าการขาดดุลการค้าได้อย่างมหาศาล นั่นแสดงว่าประเทศอื่น ๆ ให้ความเชื่อถือและยอมรับการเป็นหนี้ของประเทศนั้น ๆ
สมการรายจ่ายรวมของประเทศ (Gross Domestic Expenditure : GDE) คือ
GDE = GDP + ( M – X)
โดยที่ GDE จะเท่ากับผลผลิตของชาติ (รายได้ประชาชาติ) บวกด้วย การขาดดุลการค้า การที่ประเทศใดมีมูลค่าของ GDE มากกว่า มูลค่าของ GDP นั่นแสดงว่ามีการใช้สินค้าและบริการมากกว่าการที่ประเทศของตนเองผลิตได้ ดังที่กล่าวมาแล้ว เช่น ในปี ค.ศ. 2004 ประเทศสหรัฐอเมริกามีขนาด GDP ประมาณ ๑๑.๗ ล้านล้านดอลลาร์สรอ. ในขณะที่ GDE มีขนาดเท่ากับ ๑๒.๓ ล้านล้านดอลลาร์สรอ. นั่นแสดงว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ใช้สินค้าและบริการ มากกว่า ที่ผลิตได้เอง โดยที่จะสามารถทำอย่างนี้ได้นานเท่าไหร่ ? ก็ขึ้นอยู่กับประเทศอื่น ๆ ยอมรับการเป็นหนี้ของสหรัฐอเมริกา โดยดูได้จากการยอมเก็บดอลลาร์สรอ. เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ และที่สำคัญ สหรัฐอเมริกาเป็นผู้พิมพ์เงิน (ดอลลาร์สรอ.) สกุลหลักให้โลกใช้ โดยไม่ต้องมีทองคำค้ำประกันเหมือนแต่ก่อน สหรัฐอเมริกาจึงมีการใช้จ่ายได้อย่างเกินตัว ตราบใดที่ยังได้รับฉันทามติจากประเทศอื่น ๆ ในการยอมรับการเป็นหนี้ของสหรัฐอเมริกา ด้วยการเก็บสะสมดอลลาร์สรอ.เป็นสกุลหลักในรูปแบบของทุนสำรองระหว่างประเทศ
ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริการักษาความเจริญเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเอาไว้ได้กว่าทศวรรษก่อนวิกฤติซับไพร์ม (ถ้าเป็นประเทศในโลกที่สองและสามคงล้มละลายไปนานแล้วแล้ว) ก็เนื่องมาจากปัจจัยเหตุสำคัญที่ การรักษา (สร้างภาพ) ให้เงินดอลลาร์สรอ. รักษาศักยภาพเป็นเงินสกุลหลักของโลก เมื่อดอลลาร์สรอ. ยังได้รับความไว้วางใจและเป็นที่ต้องการของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก สหรัฐอเมริกาก็คงความได้เปรียบในการพิมพ์เงินดอลลาร์สรอ.เพิ่มขึ้นได้เรื่อย ๆ ตามปริมาณ GDP ของโลกที่เพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองกับอุปสงค์ของประเทศทั่วโลก ได้อย่างไม่ต้องกังวลในเรื่องการขาดุลการค้าและบริการรวมทั้งไม่ต้องกังวลอัตราเงินเฟ้อของโลกจะเพิ่มขึ้น
ที่สำคัญอีกประการประเทศสหรัฐอเมริกามีอุตสาหกรรมอาวุธที่มีมูลค่ามหาศาลที่ช่วยขับเคลื่อนและผลักดันให้ GDP เติบโตทั้งในด้านการจ้างแรงงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ อาจกล่าวได้ว่า อุตสาหกรรมอาวุธ เป็นอีกเมนูนโยบายหนึ่งที่สำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา
Paul Krugman ได้เขียนไว้ในหนังสือ The Great Unraveling หรือ “เปิดโปงมหาอำนาจอเมริกา : การหลงทางในศตวรรษใหม่ ของรัฐบาลจอร์จ บุช” ซึ่งได้วิพากษ์ถึงความสมเหตุสมผลในการทำสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิรักอย่างถึงแก่นว่า เป็นการฉกฉวยโอกาสของ จอร์ ดับเบิลยู บุช ภายหลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยาน ๒๐๐๑ กอปรกับขณะนั้นสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย
การที่สหรัฐอเมริกาทำสงครามนอกจากจะอ้างความชอบธรรม (ที่สร้างขึ้นเอง) แล้ว ยังถือได้ว่าเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจชั้นยอด (แม้จะเสียงบประมาณไปมหาศาล) โดยไม่มี time lag (ความล่าช้าในเงื่อนเวลา) เกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมอาวุธและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และยังได้ทดสอบศักยภาพของอาวุธ และที่สำคัญอีกประการยังได้ครอบครองทรัพยากร (น้ำมัน) ที่สำคัญทางเศรษฐกิจอีกด้วย
สงครามที่เกิดขึ้นในขณะนั้นถือได้ว่าปัจจัยพันธุกรรมทางเศรษฐกิจ (GDP ที่อาศัยการขับเคลื่อนทางด้านอุตสาหกรรมอาวุธในการขยายตัว) และภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ (อ้างความชอบธรรมหลังเกิดเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๐๐๑) มาบรรจบลงตัวกันพอดีก็เลยเกิดส่วนผสมของ “สงคราม” ขึ้น
ในประเทศมหาอำนาจของโลกหากมองด้วยตรรกะความเป็นจริงแล้วมูลค่าทางเศรษฐกิจอิงแอบแนบชิดกับธุรกิจอุตสาหกรรมทางด้านอาวุธเสมือนประหนึ่งเป็นฝาแฝดกัน มิหนำซ้ำยังสามารถนำมาใช้เป็นเมนูนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะจำเป็นได้อย่างแยบคาย