“การที่มนุษย์ไม่สามารถมีความสุขด้วยตัวเองและต้องคอยเพิ่มปริมาณของวัตถุภายนอกมากขึ้น เพื่อให้ตนเองมีความสุข อันนี้ในแง่ของพระพุทธศาสนาถือว่า มนุษย์สูญเสียอิสรภาพ กลายเป็นผู้ขึ้นต่อสิ่งภายนอก ความสุขของเขาขึ้นต่อวัตถุ เป็นการมองสวนทางกันกับแนวคิดตะวันตก ซึ่งมองว่า เป็นความยิ่งใหญ่หรือความมีอิสรภาพของมนุษย์ที่สามารถไปเอาวัตถุมาบำรุงบำเรอตนให้พรั่งพร้อมได้ แล้วตนก็จะมีความสุขเต็มที่ แต่พุทธศาสนากลับมองว่า การรอความสุขจากวัตถุบำเรอพรั่งพร้อมเต็มที่นั้นคือ การสูญเสียอิสรภาพ”
จากหนังสือ “วาทะธรรมเพื่อการพัฒนาตนของ
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) หน้า. ๓๙๗
IV : อิสรภาพจาก “วัตถุ”
วันนี้ คนส่วนใหญ่วิ่งไล่กวดไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่ง “อิสรภาพ” ในการดำรงชีวิตในทุก ๆ ด้าน แต่กาลผ่านไปกลับกลายเป็นว่า อิสรภาพถูกกำกับและบังคับไว้ด้วยปัจจัยภายนอกคือ “วัตถุ” นัยคือ
- เมื่อหาวัตถุเสพได้มากขึ้น จะทำให้ได้รับความสุขเพิ่มขึ้น
- เมื่อหาวัตถุเสพได้น้อยลง จะทำให้ได้รับความสุขลดลง
“อิสรภาพที่ถูกพันธนาการรอบด้านไปด้วยวัตถุ จะบรรลุซึ่งอิสรภาพแท้จริงได้อย่างไร”
เราทุกคนเกิดมาล้วนต้องการ “อิสรภาพ” แต่จะมีสักกี่คนที่หลุดพ้นจากอำนาจที่กักขัง จองจำเราเอาไว้ด้วยสิ่งที่รื่นเริงบันเทิงใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ ทวารทั้ง ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) เปรียบเสมือนป้อมปราการที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้รู้เท่าทันและป้องกันศัตรูผู้รุกรานตัวการใหญ่ก็คือ “ทุกข์” หากเรามีแม่ทัพใหญ่ที่ฝักใฝ่ไปด้วย “อวิชชา” มาทำหน้าที่ประจำการทวารทั้ง ๖ให้กับเรา โดยการเฝ้าปิดบัง ซ่อนเร้น “สัจจะ (ความจริง)” กักขัง หน่วงเหนี่ยวเราให้เสพใน “อารมณ์” แห่ง กามตัณหา (ความทะยานอยากในกาม : รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่น่าปรารถนาพอใจ) ภวตัณหา (ความทะยานอยากเป็นนั่น เป็นนี่) และ วิภวตัณหา (ความทะยานอยากไม่เป็นนั่น ไม่เป็นนี่) อิสรภาพดังกล่าวก็จะถูกพันธนาการไว้ด้วยความทุกข์
การเลือกเสพวัตถุที่นำมาบำรุงบำเรอหรือปรนเปรอเพื่อตอบสนองต่อความต้องการในการเป็นสะพานเชื่อมต่อไปยังความสุขนั้น เปรียบเสมือนการแสวงหาความสุขด้วยการพึ่งพาจากภายนอกหรือเอาความสุขไปผูกสมการไว้กับเหตุปัจจัยภายนอก ซึ่งหากว่าไม่ได้รับการสนองตอบก็จะทำให้เกิดทุกข์ในทันที แต่หากถึงแม้ว่าจะได้รับการสนองตอบก็จะเป็นเพียงการยืดระยะเวลาของการเกิดเกิดทุกข์ออกไปในอนาคตเท่านั้นเองหาได้เป็นการบำบัดทุกข์อย่างแท้จริงแต่ประการใด
“อิสรภาพ” ที่ติดกับดักในวัตถุนิยมเป็นไปในลักษณะของการบริโภค ๓ ประการ คือ
- บริโภคเพื่อสนองโลภะ เป็นการบริโภคในลักษณะของความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักพอประมาณ ไม่สมเหตุสมผล นำไปสู่การเห็นแก่ตัว
- บริโภคเพื่อสนองโทสะ เป็นการบริโภคในลักษณะของการแก่งแย่งช่วงชิง การกอบโกยเอาผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง นำไปสู่การเบียดเบียน ทำร้ายทำลายกันเองระหว่างมนุษย์ รวมถึงก้าวล่วงเข้าไปตักตวงและทำลายธรรมชาติ
- บริโภคเพื่อสนองโมหะ เป็นการบริโภคในลักษณะลุ่มหลงตามค่านิยมอันผิด ๆ จนไปติดกับดักของความมัวเมาในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีความเจริญทางด้านวัตถุแต่คุณค่าแห่งการบริโภคกลับตกต่ำ เช่น การบริโภคเทคโนโลยีอย่างไม่เข้าใจในเหตุผล ไม่รู้เท่าทันต่อคุณและโทษของมัน นำพามาใช้ในทางที่ผิดก่อให้เกิดโทษทั้งต่อตัวเองและสังคมโดยรวม
วัตถุที่ได้จากการบริโภคเพื่อสนองตอบต่อความต้องการ แล้วตีค่าออกมาว่าเป็นราคาแห่งความสุขนั้น หาใช่ความสุขที่จีรังยั่งยืนไม่ เป็นเพียงความสุขที่ฉาบฉวย ชั่วครั้งชั่วคราว เติมไม่เต็ม มีแต่จะใช้เพื่อเป็นบันไดปีนป่ายไต่ขึ้นไปสู่ “ความทุกข์” ทั้งกายและใจต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ความสุขที่ไม่ต้องมีการพึ่งพา เป็นความสุขที่ไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยภายนอกมาเป็นส่วนประกอบของกระบวนการการผลิตความสุข เป็นไปในลักษณะของความสุขที่มีอยู่เต็มเปี่ยมภายใน ไม่ยึดติดถือมั่นในภายนอก (วัตถุ) ที่มีมาปรนเปรอผ่านทางทวารทั้ง ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ)
โดยปกติของคนส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบัน จะมีปฐมฐานด้านความคิดที่ติดยึดว่า การที่จะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อ มีวัตถุมาบำรุงบำเรออย่างพรั่งพร้อม ฐานความคิดดังกล่าวก็จะมาเป็นตัวกำหนดบทบาท แนวทางในการประพฤติปฏิบัติกำกับพฤติกรรมโดยการ พยายามเสาะแสวงหาความมั่งคั่งและวัตถุมาสนองตอบต่อความต้องการ (ไม่มีที่สิ้นสุด) ให้ได้มากที่สุด ก็จะกลายเป็นว่า ต่างคนต่างพยายามหาวัตถุ มุ่งเข้าสู่ลู่ทางแห่งการแก่งแย่ง แข่งขัน นำไปสู่การเบียดเบียนกัน รวมทั้งก้าวล่วงไปตักตวงและเบียดเบียนธรรมชาติในที่สุด
การพัฒนาจิตใจให้มีความรู้เท่าทัน “กิเลส” เป็นสิ่งที่สำคัญในการนำพาวิถีของชีวิตให้โคจรออกจากวังวนแห่งกับดักของวัตถุ มุ่งตรงเข้าสู่ประตูของเส้นทางแห่งความสุขภายในที่ไม่ใช่การการพึ่งพา (วัตถุ) ภายนอก ซึ่งหลักธรรมในการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพจิตใจให้สูงขึ้นนั้นมีหลากหลายหลักธรรมที่เป็นสารตั้งต้นในการผลิตคุณธรรมนำทางชีวิตเพื่อพัฒนาตนเองต่อยอดไปถึงการพัฒนาสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างศานติสุข เช่น หลักธรรม “พรหมวิหาร ๔”
เป็นหลักธรรมประจำใจที่จะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์ หลักธรรมนี้ได้แก่
- เมตตา ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข
- กรุณา ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
- มุทิตา ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
- อุเบกขา การรู้จักวางเฉย วางใจเป็นกลาง
๑ เมตตา เป็นไปในลักษณะของการมีไมตรีจิตกับคนทั่วไป เจอใครก็ทักทายยิ้มแย้มแจ่มใส รักใคร่ปรารถนาดีต่อทุกคน เมื่อมีเมตตาคอยกำกับแล้วมุมมองในเรื่องของการแก่งแย่ง แข่งขัน และเบียดเบียนกันระหว่างมนุษย์รวมทั้งการก้าวล่วงไปตักตวงและเบียดเบียดในธรรมชาติก็จะลดน้อยลง เกี่ยวเนื่องจาก การพร้อมที่จะให้ไมตรีจิตกับทุก ๆ คน
ความเมตตาถือได้ว่าเป็นสมบัติล้ำค่าซึ่งมีอยู่ในตัวของเราทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำมันออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์หรือเปล่าเท่านั้นเอง เป็นเสมือนฆ้อนใหญ่ที่ใช้ทุบทำลายกำแพงแห่งความหวาดระแวงระหว่างกัน เมื่อเรามอบความ “เมตตา” ให้ไปเราก็จะได้รับผลสะท้อนกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ความรักและความปรารถนาดีที่มีต่อกันของคนในสังคม ช่วยประสานรอยร้าวฉาน ก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี ที่นำพาไปสู่ความศานติสุขในสังคม
๒. กรุณา เป็นไปในลักษณะที่เห็นใครตกทุกข์ได้ยากก็พร้อมช่วยเหลือเขา หากว่ามีความกรุณาในจิตใจแล้ว “วัตถุ” ภายนอกก็จะลดค่าลงมา เป็นความพรั่งพร้อมที่ใช้ปัญญารวมถึงการจะสละทรัพย์สินบางส่วนเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก เช่น
- พระมหาสุภาพ พุทฺธวีริโย แห่งวัดป่านาคำ จ.กาฬสินธุ์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของพระสงฆ์รุ่นใหม่ที่ใช้แนวคิดของพระพุทธศาสนามาพัฒนาปรับใช้ในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อช่วยเหลือชุมชน โดยพระอาจารย์ได้เล่าว่า เดิมทีท่านเป็นคนจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อท่านเป็นสามเณรและได้เดินธุดงค์มาตั้งแต่อายุ ๑๔ มาอยู่ในป่าช้า และต่อมาได้พัฒนามาเป็นวัดจนถึงปัจจุบัน จากพื้นที่ป่าช้าที่มีอยู่ ๔๓ ไร่ ต่อมาขยายไปอีก ๘๓ ไร่ ท่านแบ่งเป็น ๓ ส่วน ส่วนแรกเป็นวัด ส่วนที่สองเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตรพอเพียงซึ่งอยู่หลังวัด และส่วนที่สามเป็นส่วนของการบำบัดผู้ที่ติดยาเสพติดจากศาลแขวงพระนครเหนือโดยการใช้หลักศาสนาบำบัด โดยใช้วิถีชีวิตของความพอเพียงเป็นเครื่องมือ
- บิล เกตส์ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ สองคู่หูเพื่อนซี้ต่างวัย อภิมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งและสองของโลกกลับหลังหัน ๑๘๐ องศาจากการแสวงหาความมั่งคั่งทางด้านธุรกิจ กลับไม่ยึดติดในวัตถุ รู้จักความพอเพียงทางจิตวิสัย (จิต) อุทิศชีวิตให้กับการกุศลโดยการบริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลไปแล้วรวมกันกว่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สรอ. เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคมในด้านต่าง ๆ ในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา
- ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา นักฟุตบอลกองหน้าทีมชาติไอเวอรี่ โคสต์ สังกัดสโมสรเชลซีแห่งพรีเมียร์ลีก (อังกฤษ) ได้รับการจัดอันดับจากไทม์ นิตยสารชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ให้เป็นหนึ่งในร้อยของบุคคลที่มีอิทธิพลต่อคนอื่นมากที่สุดในโลก โดยริชาร์ด สเตนเกิ้ล บรรณาธิการของไทม์ ได้อธิบายว่า
“เดอะ ไทม์ ๑๐๐ ไม่ใช่เฉพาะแค่บุคคลที่ทรงอำนาจ แต่เรายังรวมถึงคนที่มีอิทธิพลต่อคนส่วนใหญ่ ซึ่งบางคนที่ติดอันดับเป็นบุคคลที่คนทั่วไปรู้จักดีว่าเขามีอิทธิพลมากแค่ไหน แต่เรายังมองหาบุคคลที่นำเสนอไอเดียหรือการกระทำที่เป็นตัวอย่างให้แก่คนอื่น ๆ ในการพัฒนาชีวิตและเปลี่ยนแปลงตัวเองตามแบบคนเหล่านี้”
ดร็อกบาถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา โดยดร็อกบาที่จะพาทีมชาติไอเวอรี่ โคสต์ ลงสู่ศึกในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่แอฟริการใต้ในปี ค.ศ. ๒๐๑๐ ถือได้ว่าเป็นนักฟุตบอลที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในทวีป นอกจากนั้นในระหว่างการคัดเลือกฟุตบอลโลกปีค.ศ. ๒๐๐๖ ที่มีแฟนบอลไอเวอรี่ โคสต์เสียชีวิต ๒๒ ราย เนื่องจากแฟนบอลเหยียบกันตายในสนาม ดร็อกบาได้บริจาคเงินของเขาเพื่อสร้างโรงพยาบาลใหม่ให้ประชาชนในประเทศ และยังเป็นนักเตะที่บริจาคเงินช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในการกุศลต่าง ๆ มากมายอีกด้วย
๓. มุทิตา เป็นไปในลักษณะของการเห็นใครได้ดี ประสบความสำเร็จ มีความเจริญก้าวหน้า ก็โมทนาส่งเสริมไป ซึ่งถือได้ว่าเป็นการฝึกฝนจิตใจให้เป็นคนใจกว้าง มองโลกในด้านดี เกี่ยวเนื่องจาก ความดีและความสำเร็จไม่ได้มีไว้เพื่อให้ใครผูกขาดหรือครอบครองเพียงคนใดคนหนึ่ง ดังนั้น เมื่อมีใครคนอื่นที่ได้ดี ประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ก็ยินดี ส่งเสริมในความดีและความสำเร็จนั้น เมื่อคิดได้อย่างนี้จิตใจก็จะเข้าสู่กระบวนการผลิตสารตั้งต้นแห่งความใจกว้าง มองโลกในด้านดี นำพามาสู่สิ่งที่ดี ๆ ทั้งภายในและภายนอก
๔. อุเบกขา เป็นไปในลักษณะของการวางใจเป็นกลาง ให้ความเป็นธรรม เกิดจากผลของการใช้ปัญญาฝึกให้รู้จักรับผิดชอบต่อตัวเอง (จิตสำนึกส่วนตน) และรับผิดชอบต่อส่วนรวม (จิตสำนึกต่อส่วนรวม) ในส่วนของอุเบกขานั้นสิ่งสำคัญท่านว่าเป็นการมี ปัญญา มากำกับในกระบวนการวางใจให้เป็นกลาง เช่น เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นและมีผลกระทบมาถึงการดำเนินชีวิตของตัวเรา บางคนมัวเฝ้าแต่เอะอะโวยวาย ฟูมฟาย จนจิตใจไม่เป็นอันทำงาน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถที่จะไปควบคุมหรือแก้ไขปัญหาที่ปัจจัยเหตุได้โดยตรง เกี่ยวเนื่องจาก ปัจจัยเหตุที่มีหลากหลายทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ เราสามารถที่จะใช้อุเบกขาในการวางใจให้เป็นกลางต่อปัจจัยเหตุของวิกฤติทางเศรษฐกิจ แล้วพัฒนาต่อยอดทางปัญญาโดยการรู้เท่าทันของการก่อเกิด ตั้งอยู่และดับไปในกระบวนการวิกฤติเศรษฐกิจดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตโดยการมีอุเบกขาที่เป็นพื้นพัฒนาต่อยอดนำไปสู่การมี “สติสัมปชัญญะ” กำกับและดูแลอย่างเข้มข้น
คุณธรรม คือ พรหมวิหาร ๔ ซึ่งประกอบไปด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา นั้นท่านว่า เป็นทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ติดตัว ใช้เท่าไรก็ไม่รู้จักหมด มีแต่จะเจริญงอกงามทั้งภายในและภายนอกมากยิ่งขึ้น สร้างความสุขให้เกิดขึ้นภายในแล้วยังมีเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปให้กับคนรอบข้างต่อยอดไปถึงสังคมโดยรวม
“ความกล้าที่ยิ่งใหญ่ในการปลดปล่อยอิสรภาพ
ก็คือ
กล้าที่จะก้าวออกมาจากกับดักของทัศนคติและพฤติกรรม ที่ถูกครอบงำและพันธนาการด้วย วัตถุ”
