หลักปฏิบัติในการอบรมเลี้ยงดูเด็กโดยใช้ธรรม ๔ ข้อนั้นก็คือ
๑. ในยามปกติ อยู่กันตามธรรมดา ก็มี เมตตา คือ หวังดี ปรารถนาดี แสดงน้ำใจ เอาใจใส่ด้วยไมตรี ให้ความรู้สึกอบอุ่นร่มเย็น
๒. เมื่อใดเขาเกิดความเดือดร้อน มีทุกข์ เช่น เจ็บไข้ไม่สบายก็ใช้ กรุณา คือ ความสงสาร เห็นใจ ขวนขวายช่วยเหลือ หาทางปัดเป่า ปลดเปลื้องความทุกข์ยาก
๓. เมื่อใดเขาประสบความสำเร็จ ก้าวหน้าหรือก้าวไปด้วยดีในทางที่ถูกต้อง เช่น สอบได้ ทำงานสำเร็จ ก็มี มุทิตา คือ พลอยยินดี รื่นเริงบันเทิงใจด้วย และส่งเสริมสนับสนุน
๔. แต่เมื่อใด เด็กจะต้องรับผิดชอบตัวเอง เช่น ฝึกปฏิบัติหัดทำ เพื่อให้รู้จักทำอะไรด้วยตัวเอง หรือช่วยตัวเองได้ หรือทำอะไรผิดพลาดไปจะต้องแก้ไข ก็ต้องวาง อุเบกขา คือวางทีเฉยคอยดู เอาความถูกต้องและผลดีเป็นหลัก รู้จักปล่อยให้เขาทำด้วยตัวเอง ให้หัดแก้ปัญหา และรู้จักแก้ไขความผิดพลาดของตน ไม่ใช่คอยแต่เอาใจหรือตามใจ และไม่ใช่กลัวว่าเด็กจะลำบากแล้วเลยไปทำแทนเสียหมด
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
ปราชญ์แห่งพุทธธรรม
จากหนังสือ “พุทธศาสนา : ในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์”
I : สร้างภูมิคุ้มกันจากรากฐานของครอบครัว
ความเสื่อมโทรมทางจิตใจ ความห่างไกลจากศีลธรรม นำไปสู่ปัญหาวิกฤติทางสังคมเต็มรูปแบบ การแก้ไขไม่ใช่ผลักภาระต้นทุนของปัญหาไปในภายภาคหน้าให้กับคนรุ่นต่อไป ในการใช้กฎหมาย ข้อบังคับ ทางสังคมอย่างเข้มข้นและเบ็ดเสร็จ หากแต่
เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันจากสารตั้งต้นที่ถูกคิดค้นและผลิตไว้เป็นหัวเชื้อให้แล้วโดยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือ “พรหมวิหาร ๔” ที่ต้องเริ่ม สร้างภูมิคุ้มกันจากรากฐานของครอบครัว
“สารตั้งต้นคือ พรหมวิหาร ๔ ที่เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นยาสามัญประจำบ้านที่ควรมีไว้เพื่อใช้ในการรักษาทุกข์ -โลก”
ในภาวะของสังคมปัจจุบันที่เกิดวิกฤติซ้อนทับวิกฤติในหลายมิติทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เป็นสังคมที่ศีลธรรมและคุณธรรมเสื่อมโทรมลงไปอย่างมากมาย เราไม่สามารถคาดการณ์หรือเดาอนาคตในภายภาคหน้าว่าจะเกิดวิกฤติทางด้านสังคมรุนแรงขึ้นมากอีกเท่าไหร่ แต่สิ่งที่สำคัญที่เราทำได้ในปัจจุบันและอนาคตข้างหน้า ก็คือ มอบความรักความอบอุ่นอันบริสุทธิ์เพื่อเป็นเกราะและภูมิคุ้มกันให้กับคนที่เรารัก ซึ่งความรักความอบอุ่น และความเอาใจใส่ในด้านดีงามที่เรามีให้กับคนที่เรารักจะสั่งสมและเสริมสร้างพลังต่อสู้กับเชื้อร้าย (วิกฤติทางสังคมที่เสื่อมโทรมลงทุกวัน หลากหลายมิติ ทั้งด้านความรุนแรง ความเห็นแก่ตัว ความมัวเมาในกิเลสทุกรูปแบบ เป็นต้น) ได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคตภายภาคหน้า ไม่มีอะไรที่จะยิ่งใหญ่มากไปกว่า “สายใยรัก ความอบอุ่นและความดีมีคุณธรรม” ที่จะมอบให้กับคนที่เรารัก เพราะสิ่งเหล่านี้หาซื้อไม่ได้ นอกจากต้องใช้ต้นทุนทางด้านจิตใจที่ดีงามปลูกฝังให้กับคนที่เรารัก ซึ่งเราทุกคนสามารถผลิตสิ่งเหล่านี้เข้าสู่ระบบเพื่อเยียวยาอาการเจ็บป่วยของสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะจริงใจ และร่วมมือร่วมใจกันหรือเปล่าเท่านั้นเอง
“คุณธรรมไม่ต้องเสียต้นทุน (มูลค่าทางตัวเงิน) ในการผลิต ใช้แค่ปัจจัยการผลิตคือ กระบวนการคิดที่ดีงามของจิตใจผ่านเข้าสู่กระบวนการผลิตโดยใช้ปัญญา และก็จะได้ผลผลิตออกมาทางการกระทำในสิ่งที่ดีและมีค่าทั้งต่อตัวเองและสังคม”
ในสังคมปัจจุบันที่มีการการแข่งขันกันทุกด้าน สร้างแรงบังคับ บีบคั้นในการดำเนินชีวิตให้กับเราโดยไม่รู้ตัว สำหรับคนที่มีครอบครัวและมีลูกแล้ว คงเคยเจอคำถามและ/หรือ ตั้งคำถามกับลูกว่า “โตขึ้นอยากให้ลูกเป็นอะไร?” หรือ “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร?” ซึ่งถือได้ว่าเป็นคำถามยอดฮิตและเจือปนไปด้วยความห่วงใยและความคาดหวังของญาติพี่น้องและบุคคลรอบข้างที่มีความรัก ความผูกพัน และความเอื้ออาทรให้แก่กันและกัน
ในบางครั้ง การคาดหวังและความหวังดีในอนาคตของลูก กลับกลายเป็น แรงกดดัน ที่ให้ผลลัพธ์ ออกมาในทิศทางตรงกันข้ามกับความคาดหวัง หากว่าเรายังไม่ทำความเข้าใจประเด็นเหล่านี้ให้ชัดเจนซะก่อน คือ
- ความรัก เป็นการให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูก
- ความเข้าใจ เป็นการเข้าใจในความคิด ความต้องการของลูก
- ความคาดหวัง เป็นความคาดหวังอย่างมีตรรกะของเหตุและผล โดยอาศัย ความรัก และ ความเข้าใจ เป็นมูลฐานแห่งการคาดหวัง อย่าเอา ต้นทุน กำไร (ขาดทุน) ที่มีมูลค่าทางตัวเงิน มาเป็นบรรทัดฐานในการคาดหวังสำหรับลูก เพราะสิ่งเหล่านั้นจะแปรกลับเป็น ต้นทุน ของแรงกดดันให้กับลูกของเราเอง
“เราต้องเรียนรู้ในการผลิต ความรัก และ ความเข้าใจ ให้กับลูก อย่างพอประมาณและสมเหตุสมผล ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ จะกลายเป็นพลังแห่งต้นทุนทางจิตใจที่สั่งสมและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีและยั่งยืน กว่า การคาดหวังในตัวของลูก โดยอาศัยบรรทัดฐานของ ต้นทุน กำไร (ขาดทุน) ที่มีมูลค่าเป็นตัวเงิน มาเป็นตัวชี้วัด”
ในสังคมปัจจุบันที่การดำเนินชีวิตมีความซับซ้อน วุ่นวาย ต้องดิ้นรน ต่อสู้กับปัญหานานาประการ ความเครียดเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ ไม่มีใครเชื้อเชิญ จากปัญหาเรื่องความรัก ปัญหาทางเศรษฐกิจ (การเงิน) ปัญหาครอบครัว เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิถีทางการดำเนินชีวิต ตั้งแต่เบาจนถึงหนักสุด (ฆ่าตัวตาย) มีหลายคนเคยบอกไว้ว่า “ทุกปัญหามีทางออก” หรือ “ปัญหามีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้กลุ้ม” เป็นต้น แต่พอคนเราเมื่อประสบกับปัญหา (ไม่รู้ปัญญาวิ่งหนีไปอยู่ไหน) ทัศนคติในด้านลบจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่า ทัศนคติทางด้านบวก ทำให้ภาวะจิตใจหดหู่ จมปรักอยู่กับปัญหา เหมือนชีวิตหมดหวัง ไร้พลัง จนในที่สุดก็มองว่าชีวิตไร้ค่า
การแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือ ต้องแก้ที่ต้นเหตุ หากแก้ปัญหาที่กลางและปลายเหตุแล้ว ก็เท่ากับเป็นการผลักภาระต้นทุนของปัญหาไปไว้ในอนาคต สั่งสมรอวันที่จะระเบิดออกมา เราต้องกล้าเผชิญกับความจริง แม้มันจะเจ็บปวดมากก็ตาม เมื่อเกิดความท้อแท้ ต้องรีบผลิตพลังทางใจ (สามารถผลิตได้ด้วยตัวเราเอง และอาศัยกำลังการผลิตจากคนอื่นช่วย) ให้กลับมาโดยเร็วที่สุด อย่าปล่อยให้พลังทางด้านลบทำงานและผลิตออกมาในปริมาณมากจนครอบงำนำทางสติของเรา
ตัวยาที่ดีที่สุดสำหรับความเครียดในยุคปัจจุบัน คือ ตัวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจที่สามารถผลิตได้ด้วยตัวเอง (ทัศนะคติในด้านบวก) และหากกำลังการผลิตของตัวเองไม่พอ (ทัศนะคติในด้านลบมากเกินไป) ต้องอาศัยกำลังการผลิตจากที่อื่นช่วย ซึ่งแหล่งที่ดีที่สุดคือ ครอบครัว มาช่วย เร่งผลิต ที่สำคัญคือ ห้ามเลิกการผลิตกลางครัน เนื่องจาก ทัศนคติในด้านลบจับจ้องและรอเสียบอยู่ตลอดเวลา
ผลผลิตทางด้านจิตใจ = f (ตัวเรา, คนอื่น,ภาวะแวดล้อม)
โดยที่ :
คนอื่น ที่สำคัญที่สุดคือครอบครัว เมื่อกำลังการผลิตของเรามีน้อย ต้องรีบ ให้คนอื่นเข้ามาช่วยผลิตเพื่อเติมเต็มช่องว่างนั้นทันที
ภาวะแวดล้อม ได้แก่ ฮีโร่ในทัศนคติของเรา ความคิดหรือสิ่งที่มีผลกระทบทางจิตใจของเรา เป็นต้น
ชีวิตของคนเราเป็น แรงงาน ที่เก็บสั่งสมไว้ไม่ได้ หมดไปในแต่ละวัน เปรียบเสมือนหาก วันนี้เราไม่ได้ทำอะไรเลย (อยู่เฉย ๆ เพราะเครียดและจมปรักกับปัญหา) กำลังแรงงานของเราก็จะหมดไปด้วย เพราะไม่สามารถนำไปฝากหรือเก็บสั่งสมเอาไว้ได้ เท่ากับ แรงงานในวันนั้นสูญไปโดยเปล่าประโยชน์ หากเราปล่อยให้ความเครียดครอบงำไปเรื่อย ๆ ต้นทุนของชีวิตเราก็จะสูญไปเรื่อย ๆ เช่นกัน จนในที่สุดก็จะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางจิต คิดว่าตัวเองไม่มีค่านำพาไปสู่ด้านมืดของชีวิต
ต้นทุนของชีวิตทุกคนเป็นสิ่งที่มีค่า อย่าปล่อยให้เวลาหมดไปเพราะถูกครอบงำด้วย ปัญหา ต้องรีบเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้กับตัวเอง โดยคอยสำรวจผลผลิตทางจิตใจว่า กำลังการผลิตของเรามีเพียงพอหรือไม่ ที่สำคัญ อย่าหยุดการผลิตทัศนคติทางด้านบวกให้กับจิตใจ
วันนี้ เราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับจิตใจได้โดยอาศัย สายใยรักจากตัวเองและครอบครัว ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยมาสร้าง เริ่มผลิตตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่สาย โรงงานการผลิตที่ดีที่สุดอยู่ที่ จิตใจ นั่นเอง
“ภูมิคุ้มกัน (จิตใจ) ไม่มีวางขาย อยากได้ต้องผลิตเอง”
