7 ยุทธศาสตร์ หมอประเวศ กับก้าวใหม่การปฏิรูปการศึกษาไทยในทศวรรษที่ 2
โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส
เมื่อวันพุธที่ 30 มิถุนายน 2553 เวลา09.25 น. ณ โรงแรมสยามซิตี้ ถ.ศรีอยุธยา
เมื่อถามว่าการปฏิรูปอะไรสำคัญที่สุด? สิ่งนั้นก็คือการปฏิรูปทางปัญญา เมื่อมาดูเหตุผลเป็นลำดับจะพบว่าประเทศไทยอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม แต่ขณะนี้ประเทศไทยกลับเกิดวิกฤตสุดๆ ไม่มีทางไปในทุกๆ ด้าน คำถามอาจเกิดขึ้นว่ามันเกิดจากอะไร? กล่าวได้ว่าเพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความซับซ้อนเชื่อมโยงไปทุกด้าน ในความซับซ้อนไม่มีทางออกอื่นนอกจากมี ?ปัญญา? มาทำความเข้าใจ
แล้วจะออกจากวิกฤตอย่างไร? ในความซับซ้อนนี้ออกไม่ได้ ไม่ว่าด้วยอำนาจรัฐ หรืออำนาจเงินก็ตาม ตอนคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกแรกๆ ผมคุยกับท่าน ผมบอกว่าหากใช้อำนาจมากจะเกิดความซับซ้อน เมื่อเกิดปัญหาที่ซับซ้อน ถ้ามัน ?มืด? มันก็ออกไม่ได้ มันจะเดินชนกันหรือตีกันตาย นอกจากจะมี ?ความสว่าง? ซึ่งก็คือความสว่างทางปัญญา พูดไปแล้วก็คือ สังคมไทยเกิดวิกฤตทางปัญญา เมื่อปัญญาไม่พร้อม ก็ไม่สามารถจัดการวิกฤตได้
ผมพยากรณ์มาสิบกว่าปีแล้วว่าประเทศไทยหนีการนองเลือดไม่พ้น เพราะถ้าไม่เข้าใจก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ ก็จะกล่าวโทษกันไปมา ก็จะต่อสู้กัน และนำไปสู่ความรุนแรง เพราะเราขาดวัฒนธรรมทางปัญญา เราอยู่ในเขตที่อุดมสมบูรณ์ ภัยธรรมชาติน้อย มันเกิดความเฉื่อยชาทางปัญญา ต่างจากประเทศที่ลำบากที่ถ้าไม่กระตือรือร้นเขาก็ต้องตายลูกเดียว ในแง่นี้ สังคมไทยถ้าไม่ใช้ปัญญาก็จะไปไม่ได้ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ คำถามคือ จะมีวิธีปฏิรูปอย่างไร ที่จะมีปัญญาเผชิญวิกฤตนี้ได้อย่างไร?
ผมคิดว่าระบบการศึกษาไม่เหมือนอุตสาหกรรม ที่ใส่อะไรเข้าไปไปแล้วจะได้รับผลออกมา แต่ระบบการศึกษาตอนนี้กดเข้าไปแล้วก็หายเงียบ ในการเริ่มต้นต้องดูที่แนวคิด ที่ทิฐิ ดูทรรศนะหรือทิฐิว่าสิ่งนี้คืออะไรเป็นตัวเริ่มต้นของแนวทางปฏิบัติ ในทางสาธารณสุขผ่านวิธีคิดตรงนี้มา เดิมเคยคิดว่าสุขภาพดีคือการไม่มีโรค การมีโรคคือสุขภาพไม่ดี ฟังดูแล้วก็ดี แต่เป็นความคิดที่แคบ ทำให้ระบบสาธารณสุขเดินไปสู่เรื่องแคบๆ เราต้องปรับวิธีคิดเกี่ยวกับสุขภาพ, ดุลยภาพ, สิ่งแวดล้อม, ร่างกาย, จิตใจ
สังคมไทยโชคไม่ดีที่หลุดไปสู่ทรรศนะที่ว่า ?การศึกษาเป็นการท่องวิชา? อาจไม่มีใครให้นิยาม แต่สังคมนี้มันเดินเข้าไปทางนี้ แล้วก็เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ท่านเจ้าคุณธรรมปิฎกพูดมานานแล้วว่าปัญหาของการศึกษาคือ การแยกส่วนระหว่าง ?ชีวิต? กับ ?วิชา? ปัญหาคือสังคมไทยเอาวิชาเป็นตัวตั้ง จินตภาพห้องเรียน ก็คือครูถ่ายทอด นักเรียนรับฟัง (passive) นี่เป็นการศึกษามิติเดียว-ทางเดียว แต่ในความเป็นจริงมนุษย์มีศักยภาพเป็นพหุมิติ แต่การเรียนด้านเดียวทำให้น่าเบื่อ และไม่ได้ใช้ทรัพยากรมาพัฒนามิติความเป็นมนุษย์ ซึ่งจริงๆแล้วต้องการมิติรอบด้าน เมื่อเป็นเช่นนี้ มานึกถึงคุณภาพเยาวชนที่ทุกคนอยากเห็นแต่ก็ไม่มีคำตอบ เพราะเรามองเห็นแต่การศึกษามิติเดียว
ระบบการศึกษาที่บิดเบี้ยว เพราะเน้นแต่ท่องจำ
ตัวอย่างที่มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรม เอารายงานมาให้อ่าน เขาไปวิจัยในชุมชนหลายแห่ง เยาวชนในท้องถิ่นเข้าร่วมใน ?ศิลปวัฒนธรรมสัมพันธ์? คนทั้งชุมชนจะร่วมกัน พ่อแม่ ผู้เฒ่าผู้แก่ ครูช่าง ครูที่โรงเรียน มาร่วมกันหมด ?ศิลปวัฒนธรรมสัมพันธ์? อาจเป็นอะไรที่อยู่ตามพื้นที่ เป็นความสัมพันธ์กันหมดทั้งชุมชน มันเกิดความสุขทั้งหมด แล้วความสุขก็ไม่ได้มีแต่กับเด็กแต่มีผู้ใหญ่ด้วย อย่างเช่น เด็กได้หัดพากย์เสียง หัดแกะหนังตะลุง คนแก่ที่ปกติเข้าใจว่ารอแต่วันตาย คนแก่ที่มีความรู้ในตัวแต่ไม่รู้จะส่งต่อไปให้ใคร ก็กลับมามีความสุขได้ใหม่ เพราะได้กลับมาถ่ายทอดวัฒนธรรมให้คนรุ่นลูกหลาน ได้คุยกับลูกหลาน เด็กก็ได้มีบทบาทในชุมชน ได้ทำอะไรเป็น เกิดความมั่นใจในตนเอง ในขณะที่ วิชาต่างๆในห้องเรียนถล่มเด็ก สิ่งที่เกิดในชุมชนคือการทำให้มีปฏิสัมพันธ์อันรอบด้าน
พอการศึกษาเป็นการท่องวิชา มันก็ทำให้เกิดระบบการศึกษาที่บิดเบี้ยว เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง ดร.บุญเลิศ มาแสง อยู่ กศน. มานาน ท่านเขียนว่า ถ้าดูโครงสร้างของการพัฒนา ไม่มีเจดีย์ที่สร้างสำเร็จจากยอด ที่ผ่านมาสังคมไทยพัฒนาประเทศโดยพยายามทำจากยอดทุกอย่าง ก็จะพังลงๆ เพราะไม่มีฐานรองรับ เศรษฐกิจก็ทำจากข้างบน แล้วจะให้ triggle-down แต่มันไม่สำเร็จอย่างนั้น ประชาธิปไตยเราก็จะเอาประชาธิปไตยระดับชาติ ไม่มีประเทศใดทำได้สำเร็จจากยอด แต่ต้องมาจากฐาน ฐานของเจดีย์คือชุมชนท้องถิ่น ถ้าฐานเข้มแข็งก็จะทำให้สังคมเข้มแข็งไปด้วย ที่ผ่านมาเราไปเอาทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่นให้เปลี่ยนเป็นเงินของคนส่วนน้อยแล้วเราก็ทำลายชุมชนท้องถิ่นให้อ่อนแอลง
เราไปเกณฑ์คนทั้งหมดให้เข้าเรียนชั้นประถม-มัธยม-อุดมศึกษา แต่เราทิ้งชุมชนท้องถิ่น ขณะที่ท้องถิ่นเป็นพื้นฐาน ถ้าการศึกษาไปส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็งทุกด้าน ทั้งสิ่งแวดล้อม ประชาธิปไตย ประเทศก็จะเข้มแข็ง จากที่เป็นอยู่ถนนแห่งการศึกษาก็เลยแน่นมาก เพราะผู้คนเบียดเสียดเพื่อจะไปเข้าสู่อุดมศึกษา การ ?สอบเอ็นท์ฯ? เปรียบเหมือนประตูสู่สวรรค์หรือนรก ในแง่หนึ่ง ทำให้อุดมศึกษากลายเป็นธุรกิจ และอ่อนแอทางวิชาการมาก และจึงไม่สามารถทำวิจัยได้ มหาวิทยาลัยไม่สามารถเป็นแหล่งทางปัญญา เรื่องการกำหนดนโยบายสาธารณะก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของคนรู้น้อยและสุจริตน้อยไป
นอกจากนั้น แทนที่คนจะอยู่ทำชุมชนให้เข้มแข็ง เศรษฐกิจเข้มแข็ง สังคมไทยเรากลับสร้างคนที่หยิบโหย่งเต็มไปหมด บัณฑิตที่ผลิตมาขณะนี้ทำงานไม่เป็น ไม่มีความอดทน ไม่รับผิดชอบ เพราะตัวระบบมันบิดเบี้ยว ตรงนี้สำคัญมาก และถ้าเราช่วยกันทำเสียใหม่มันก็จะลงตัว ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราใช้งบประมาณมากแต่ผลตอบแทนมันน้อย เรียกว่าไม่มีประสิทธิผล (efficient) ตัวอย่างที่เพื่อนผมคนหนึ่ง สมศักดิ์ ชูโต เล่าให้ฟัง เขาเป็นคนที่มีวาจาแหลมคม วันหนึ่งเขาก็บอกผมว่า ?มัน (นิสิต-นักศึกษา) อยากได้ปริญญานักแต่มันไม่อยากเรียน ก็ให้ปริญญามันไปทุกคน เราจะได้สอนแต่คนที่อยากเรียน?
ปรับโครงสร้างการศึกษาเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง
ดังนี้แล้ว จึงต้องไปสู่โครงสร้างใหม่ของระบบการศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ฐานของการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดหรือฐานของเจดีย์ก็คือชุมชน ต้องพัฒนาจากรากฐานเพื่อพัฒนาทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และประชาธิปไตย หากทำได้ชุมชนก็จะเข้มแข็งและเป็นฐานใหญ่สำหรับการศึกษาเพื่อชีวิต
ถัดมา ต้องพัฒนาระบบอาชีวศึกษา สัมมาอาชีโวเป็นหนึ่งในมรรค 8 แต่สังคมไทยรังเกียจ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมเจ้าขุนมูลนาย ขาดการให้คุณค่าในงาน (work value) สังคมไทยชอบดูถูกว่า ?รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา? ?ขอให้ได้เป็นเจ้าคนนายคน? ?ขอให้ได้นั่งกินนอนกิน? ฯลฯ สังคมดูถูกการทำงาน ถ้าไปดูประเทศเยอรมัน เขาให้ความสำคัญกับอาชีวะเหนือกว่าสามัญอีก เราต้องสร้างคุณค่าให้กับอาชีวศึกษา และทั้งหมดต้องร่วมกันทำ ทั้งอาชีวะ วิทยาลัยช่างเทคนิค กศน. ผู้ประกอบการทั้งหมดควรเชื่อมโยงกัน เรียนแล้วมีงานทำ แล้วได้รายได้ด้วย สถานประกอบการก็ได้ประโยชน์ เหมือนระบบแพทย์ฝึกหัดของโรงพยาบาล สถานประกอบการจะประสบความสำเร็จจากสิ่งที่มหาวิทยาลัยสร้างให้ได้
หากทำสองอย่างนี้ ทั้งการศึกษาของชุมชน และอาชีวศึกษา ชุมชนก็จะแข็งแรง สังคมก็จะแข็งแรง ที่เหลือก็ไปทำการศึกษาเพื่อความเข้มแข็งทางวิชาการ เพื่อการทำวิจัย เพราะทรัพยากรจะเหลือเฟือเพื่อเอามาศึกษา ไปทุ่มเทกับการวิจัยให้มันสุดๆ ต้องให้เป็นที่สุด ถ้าเราช่วยกันทำให้เข้ารูปเข้ารอย ทรัพยากรก็ไม่ต้องใช้มาก ประเทศก็จะลงตัว ตอนนี้อุดมศึกษาไม่มีคำตอบเรื่องคุณภาพเรื่องการวิจัย เพราะต้องแบกรับภาระการเรียนการสอนที่หนัก
7 ยุทธศาสตร์ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
………………เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็จะพอเห็นว่ามียุทธศาสตร์ 7 เรื่องในการขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้………
ประการที่ 1 สร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ จากที่ผมเป็นคนบ้านนอก ผมพบว่าในป่าในดงจะมีคนชอบเรียนรู้ ในแง่นี้จึงควรทำแผนที่ (mapping) ว่าใครเป็นคนชอบเรียนรู้ ผมเคยเป็นอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้ ก็ไปดูผู้คนในที่ต่างๆ อย่างเช่น ลุงคำพวน แกเรียนรู้วิจัยตลอดเวลา จนวันหนึ่งแกก็รวยไม่รู้เรื่อง หรือไปดูแม่กิมลั้ง ซึ่งก็สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ก็รวยไม่รู้เรื่องเหมือนกัน หรืออย่างป้าอีกคน แกขายเห็ดนางฟ้า แต่เดิมขายเหลือก็ทิ้ง จนวันหนึ่ง แกก็ถามว่าจะทำอย่างไรให้เก็บเห็ดได้ทนและกินอร่อย แกก็ค้นพบวิธีการทำเห็ดหยองซึ่งไม่เคยมีมาก่อน แล้วแกก็รวยไม่รู้เรื่องอีกเช่นกัน
ประการที่ 2 การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ตอนนี้เรามีองค์ความรู้อยู่แล้วว่าเลี้ยงดูเด็กเล็กอย่างๆเขาจะโตขึ้นเป็นคนฉลาด เป็นคนดี และเป็นคนมีความสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างได้ ทุกวันนี้ อบต. อบจ. อปท. ทุกแห่ง ต้องการศูนย์เด็กเล็ก ต้องพัฒนาเรื่องพัฒนาการของเด็กอย่างทั่วถึง จากการวิจัยทางสมอง พบว่าสามารถสร้างโครงสร้างและโปรแกรมในสมองได้ ดังนั้น การเรียนรู้ต้องเข้าใจโครงสร้างการทำงานของสมองด้วย ซึ่งเราก็อาจสร้างโครงสร้างทางศีลธรรม เป็นต้น
ประการที่ 3 ปรับโครงสร้างระบบการศึกษาที่ให้ชีวิตเป็นตัวตั้ง ประเด็นนี้ ได้บรรยายอย่างละเอียดไปแล้วก่อนหน้านี้ ก็คือเรื่อง การเรียนรู้สามส่วน คือ การศึกษาของชุมชน อาชีวศึกษา และการศึกษาเพื่อวิชาการ
ประการที่ 4 ทำให้การอ่านเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ เพราะประเทศไทยเราไม่ใช่ชาติอ่าน แต่เราเป็นชาติพูด ซึ่งพอไม่อ่านก็ไม่เข้าใจความซับซ้อน ดังนั้น ต้องลงไปที่ชุมชน ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีคนชอบอ่าน ตอนที่ผมอยู่ในป่า ผมก็อ่านตามถุงกล้วยแขกบ้าง มันมีคนชอบอ่านอยู่ทุกหมู่บ้าน เราก็อาจส่งเสริมชมรมรักการอ่าน ทำห้องสมุดหมู่บ้าน มีอินเทอร์เน็ต มีระบบการจัดการให้มีหนังสือที่น่าอ่าน ให้พ่อแม่อ่านนิทานให้ลูกฟัง ให้ลูกฟังนิทานดีๆ ก็จะมีความสุขและฉลาด ครอบครัวก็จะอบอุ่นไปด้วย อีกทั้ง สามารถเอาความรู้ดีๆไปเผยแพร่ในหมู่บ้าน เช่น การใช้เสียงตามสาย การเชิญชวนให้คนมาอ่านหนังสือ เป็นต้น
กล่าวคือ ถ้าคิดอยู่แต่ข้างบน ก็ได้แค่ตามยอด ตามกิ่ง ตามก้าน แต่ต้องไปตามราก ซึ่งหมายถึงชุมชน หากทำได้จะไปทำลายวงจรอุบาทว์ (vicious cycle) อันหนึ่ง คือ หนังสือดีขายได้น้อย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่อันตราย เป็นดัชนีแห่งหายนะของประเทศ พอหนังสือดีมีคนอ่านน้อย มันก็ไม่มีแรงส่งให้คนเขียนหนังสือดีๆ แปลหนังสือดีๆ มันก็จึงมีหนังสือดีๆ น้อย เมื่อหนังสือดีๆมีน้อย คนอ่านหนังสือก็น้อย ในแง่นี้ รัฐบาลต้องตัดวงจรตรงนี้ ทำให้หนังสือดีๆ ขายให้ได้สัก 80000 เล่ม ให้มีหนังสือดีๆหมู่บ้านละเล่มทั่วประเทศ เป็นต้น
ประการที่ 5 การปฏิรูประบบการศึกษาในสถานศึกษา วิธีการหนึ่งคือดูว่าต่างประเทศทำอย่างไร ศึกษาเป็นตัวอย่าง และทำการพัฒนาจนคณาจารย์เชี่ยวชาญการเรียนรู้ และนำไปปฏิรูประบบการเรียนรู้ ซึ่งถือเป็นหัวใจของการสร้างสังคมของการเรียนรู้ ในแง่นี้ หากมีมวลวิกฤต (critical mass) ของคณาจารย์ที่เชี่ยวชาญกระบวนการเรียนรู้จะเกิดการปฏิรูปทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียนทั้งหมด นั่นคือทั้งสังคมมีกระบวนการเรียนรู้ที่ดี
ประการที่ 6 องค์กรเรียนรู้-องค์กรส่งเสริมการเรียนรู้ ประเด็นนี้ ลองนึกไปถึงโรงงาน ธนาคาร ภาคธุรกิจต่างๆ ที่เป็นองค์กรการเรียนรู้ทั้งหมด ถ้าองค์กรทั้งหมดเป็นองค์กรเรียนรู้ ก็จะเป็นมวลทางปัญญาที่ใหญ่มาก โดยธรรมชาติแล้วภาคธุรกิจจะทำอะไรไวกว่าราชการ เพราะต้นทุน-กำไรอยู่ตรงนั้น ความเป็นความตายของเขาอยู่ตรงนั้น คำถามก็คือ จะทำอย่างไรให้ภาครัฐเป็นองค์กรการเรียนรู้บ้าง
และประการที่ 7 การสื่อสารการปฏิรูปการเรียนรู้ สมัยก่อนความรู้เดินทางช้า แต่สมัยนี้เราไปได้ทั่วถึงด้วยสื่อทุกชนิด ความรู้ไปได้อย่างทั่วถึง ทั้งทีวีหรืออินเทอร์เน็ต นี่จึงเป็นโอกาสแห่งการปฏิวัติการเรียนรู้ที่ดี แต่สื่อตอนนี้ยังไม่ได้ใช้เพื่อการเรียนรู้ที่ดี สื่อตอนนี้ใช้บริโภคและบริภาษกันมาก จำเป็นต้องคิดเรื่องการเรียนรู้ให้มากกว่านี้ ผมกำลังจะไปยุช่องสาม ให้ทำสถานีโทรทัศน์ที่เป็นสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ ลองจินตภาพใหม่ คนทุกคนเหมือนเซลล์สมองที่เชื่อมต่อกัน ต้องทำให้เกิดความรู้สึกร่วม มีจิตสำนึกร่วม การบริโภค-บริภาษ มันทำให้ผู้คนแตกเป็นเสี่ยงๆ เราต้องดึงคนเข้ามา ทำความรู้ที่มีประโยชน์ให้มีสเน่ห์ แล้วการสื่อสารจะเป็นแม่เหล็กตัวดึงดูดใหญ่ (great attractor) ให้คนมาร่วมกัน มีความรู้ความคิดที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ผมพยายามยุมหาวิทยาลัยว่าควรตั้งศูนย์ความรู้ (knowledge center) เพราะตอนนี้เลอะเทอะกันมาก ทั้งเรื่อง กินไข่ กินกาแฟ ต่างคนก็ว่าดี บางคนว่าไม่ดี ตอนนี้ไม่รู้อันไหนถูก อันไหนผิด นอกจากนั้น ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้มันมีสเน่ห์ เพื่อดึงความรู้สึกนึกคิดของผู้คนให้มาร่วมกัน จากที่แตกเป็นเสี่ยงๆอยู่ในทุกวันนี้
สุดท้าย ผมเห็นว่าประเทศเราต้องการมหาอโหสิกรรม หรือมหกรรมอโหสิกรรมแห่งชาติ การขออภัย (apologize) ช่วยในเรื่องความรู้สึกผู้คนได้ และผมก็ขออโหสิกรรมท่านทั้งหลาย ถ้าพูดอะไรผิดพลาดหรือล่วงเกินท่านไป
หมายเหตุ:เรียบเรียงจากบรรยายพิเศษ ?สังคมแห่งการเรียนรู้กับการพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชนไทย?
http://www.qlf.or.th/358
ok ครับ