“รู้ในความไม่รู้อะไร ดีกว่า รู้อะไรทุกอย่างไปในทางมิจฉาทิฏฐิ”

2

“ปัญหาความยุ่งยากของโลก คือ พวกคนโง่และคนบ้าคลั่ง เชื่อมั่นตัวเองสูง

ขณะที่คนฉลาดกว่าเต็มไปด้วยข้อสงสัย

 เบอร์ทรันด์  รัสเซลล์ (Bertrand Russell : ค.ศ. ๑๘๗๒ – ๑๙๗๐)

นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ

 

 

 

II : พันธนาการด้าน “มิจฉาทิฏฐิ”

 

         องขวัญที่ยิ่งใหญ่ คือ การใส่ใจในรายละเอียดของชีวิต เพื่อสร้างกระบวนการทางความคิดไม่ให้ไปหลงเสพติดใน “มิจฉาทิฏฐิ”

       

           มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ แต่สามารถที่จะเป็นผู้รู้ได้จากการศึกษาที่ถูกต้องตามจริง เข้าถึงเข้าใจในตำราและประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมเปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ ที่สมเหตุสมผล เพื่อฝึกฝนตนเองให้สลัดออกมาจากกับดักแห่ง “มิจฉาทิฏฐิ”

 

     

“เริ่มต้นให้ของขวัญกับชีวิต ด้วยการสร้างกระบวนการทางความคิดที่ดีและถูกต้องตามจริง ที่อิงกับตรรกะเหตุและผลจนหลุดพ้นออกจากกับดักแห่ง “มิจฉาทิฏฐิ” ที่ยึดติดถือมั่น ถือได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์และสร้างเสริมผลิตมูลค่าเพิ่มให้กับตนเองและสังคม”


          

          มิจฉาทิฏฐิ คือ ความเห็นที่ไม่ชอบ ความเห็นที่ไม่ถูกต้องในสภาวะ (ธรรม) ตามจริง เป็นไปในลักษณะของการถูกกิเลส (โลภะ โทสะ และโมหะ) ครอบงำและเบียดบังช่วงชิงพื้นที่ของกระบวนการทางความคิดแห่งตรรกะเหตุและผลจนนำไปสู่ความเห็นที่ผิด  ซึ่งตรงข้ามกับ “สัมมาทิฏฐิ” ดังนั้นเราต้องฝึกใช้กระบวนการทางความคิดที่รู้จักแยกแยะเหตุและผลตามจริง เพื่อปฏิบัติการช่วงชิง ขอคืนพื้นที่ให้กับความเห็นที่ถูกต้อง (เห็นชอบ) ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญกับ “ความเห็น” เป็นอย่างมาก โดยพระองค์ทรงยกเอามาตั้งไว้เป็นข้อที่ ๑ ของอริยมรรคมีองค์ ๘ คือ

         

             ๑. สัมมาทิฏฐิ                เห็นชอบ           (right view หรือ right understanding)

             ๒. สัมมาสังกัปปะ          ดำริชอบ           (right thought)

             ๓. สัมมาวาจา               วาจาชอบ         (right speech)

             ๔. สัมมากัมมันตะ          กระทำชอบ     (right action)

            ๕. สัมมาอาชีวะ              เลี้ยงชีพชอบ    (right livelihood)

            ๖. สัมมาวายามะ            พยายามชอบ    (right effort)

            ๗. สัมมาสติ                    ระลึกชอบ        (right mindfulness)

            ๘. สัมมาสมาธิ                จิตมั่นชอบ      (right concentration)

      

           ซึ่งองค์ประกอบทั้ง ๘ ของมรรคนั้น หากว่านำมาจัดลำดับย่อยใหม่ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น องค์ประกอบของมรรค ๘ ประการดังกล่าว ก็คือ “ไตรสิกขา” ที่เป็นกระบวนการการรับรู้หรือ เรียนรู้โดยผ่านการประพฤติปฏิบัติจนเป็นที่ประจักษ์เห็นแจ้ง

  

             ศีล                                           สมาธิ                                         ปัญญา 

- วาจาชอบ           (๓)                           -  พยายามชอบ (๖)                        -  เห็นชอบ (๑)

- การกระทำชอบ   (๔)                           -  ระลึกชอบ      (๗)                        -  ดำริชอบ (๒)

- การเลี้ยงชีพชอบ (๕)                            -  จิตมั่นชอบ    (๘)

     (การไม่เบียดเบียน                                   (มีสติมั่นคงและ                        (เห็นและเข้าใจทุกสิ่ง

        ตัวเองและผู้อื่น)                                     ทำในสิ่งที่ดีงาม)                             ตามจริง)

        

                 องค์ประกอบทั้ง ๘ ของมรรคนั้น หากพึงสังเกตให้ดีจะเห็นว่าท่านได้ยกเอา “สัมมาทิฏฐิ” ขึ้นไว้เป็นองค์ประกอบในเบื้องแรก มีนัยว่า สัมมาทิฏฐิบ่งชี้ถึงปัญญาที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรในสภาวะ (ธรรม) ตามจริงอย่างที่สุด ซึ่งเมื่อรู้ว่าอะไรมีคุณ อะไรมีโทษ อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรดี อะไรไม่ดี ตามจริงอย่างไรแล้ว ก็มีเจตจำนงประสงค์ที่จะประพฤติปฏิบัติอะไร ๆ ในด้านที่ดี ๆ เป็นเบื้องถัดไป

 

           สัมมาทิฏฐิ : เห็นชอบ (right view หรือ right understanding) คือ การมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องอริยสัจ ๔ ตามจริงที่เกี่ยวเนื่องกับ ความรู้ในทุกข์ (ทุกข์)  ความรู้ในสาเหตุของความทุกข์ (สมุทัย)  ความรู้ในความดับทุกข์ (นิโรธ) และความรู้ในวิธีปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ (มรรค) ดังพุทธพจน์ที่ว่า :

 

          “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิคืออะไร ? ความรู้ทุกข์  ความรู้ในทุกขสมุทัย  ความรู้ในทุกขนิโรธ  ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  นี้เรียกว่า สัมมาทิฐิ”

        *** ทิฏฐิ กับ ทิฐิ  เป็นคำเดียวกัน

 

              ในประเด็นของการทำความเข้าใจใน “สัมมาทิฏฐิ” (จากหนังสือ พุทธธรรม : ฉบับปรับปรุงและขยายความ โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตตฺโต) หน้า. ๗๓๗ – ๗๓๘.)

           สัมมาทิฏฐิ แบ่งเป็น ๒ ประเภทหรือ ๒ ระดับคือ 

             

          ๑. โลกียสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบระดับโลกีย์ คือ ยังเนื่องในโลก ขึ้นต่อโลก ได้แก่ ความเห็น ความเชื่อ ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและชีวิตที่ถูกต้องตามหลักแห่งความดี เป็นไปตามคลองธรรม หรือสอดคล้องกับศีลธรรม โดยทั่วไปสัมมาทิฏฐิประเภทนี้เกิดจาก ปรโตโฆสะ คือปัจจัยฝ่ายภายนอก หรือ องค์ประกอบทางสังคม ด้วยอาศัยศรัทธาเป็นเครื่องเชื่อมโยงหรือชักนำ เฉพาะอย่างยิ่งเกิดจากการหล่อหลอมกล่อมเกลาของสังคม เช่น การอบรมสั่งสอนทางศีลธรรม การถ่ายทอดทางวัฒนธรรม เป็นต้น แม้สัมพันธ์กับโยนิโสมนสิการก็มักเป็นโยนิโสมนสิการแบบเร้ากุศล ทิฏฐิระดับนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่า เช่นว่า ดี ชั่ว ถูก ผิด อะไรดีกว่า  อะไรเลวกว่า ควรจะเป็น ไม่ควรจะเป็น หรือว่าน่าเป็น ไม่น่าเป็น อย่างไร เป็นต้น ตลอดจนหลักความเชื่อ หลักความเห็นต่าง ๆ ที่จะรักษาคุณค่าที่ดีงามถูกต้องไว้ เพราะเหตุที่เกิดจากการหล่อหลอมของสังคม มีการถ่ายทอดโดยปรโตโฆสะ ทิฏฐิประเภทนี้จึงมีลักษณะเป็นหลักการ กฎเกณฑ์ มาตรฐาน ความเชื่อถือชนิดที่มนุษย์ปรุงแต่ง สร้างสรรค์ หรือบัญญัติวางกันขึ้น เป็นของซ้อนเข้ามา หรือต่างหากจากกฎธรรมดาของธรรมชาติอีกทีหนึ่ง และดังนั้นจึงมีลักษณะของความเป็นโลกียะ คือ มีรายละเอียดข้อปลีกย่อยผิดแปลกแตกต่างกันออกไปตามกาลเทศะ เปลี่ยนแปลงได้ตามอิทธิพลของสภาพแวดล้อมและความเป็นไปของสังคม ทิฏฐิจำพวกข้อถูกใจ ความใฝ่นิยมหรือค่านิยมทั้งหลายล้วนรวมอยู่ในทิฏฐิประเภทโลกียะนี้ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ารายละเอียดข้อปลีกย่อยของทิฏฐินี้จะเปลี่ยนแปลงต่างกันไปได้ตามถิ่นฐานและกาลสมัย แต่ก็มีหลักกลางสำหรับวัดความเป็นสัมมาทิฏฐิ คือความสอดคล้องกับหลักกรรมหรือกฎแห่งกรรม เพราะหลักกรรมเป็นกฎธรรมชาติหรือหลักความจริงที่รองรับความเป็นไปแห่งพฤติกรรมทั้งหมดของมนุษย์ โดยนัยนี้โลกียสัมมาทิฏฐิจึงมีกฎธรรมชาติรองรับอยู่หรือสอดคล้องกับความจริงของธรรมชาติ และด้วยเหตุนี้ บางครั้งท่านจึงจำกัดความหมายของโลกียสัมมาทิฏฐิโดยระบุลงไปว่าได้แก่ กัมมัสสกตาญาณ คือ ความรู้ว่ามีกรรมเป็นของตน หรือรู้ว่าชีวิตเป็นไปตามกฎแห่งกรรม หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือรู้หรือเชื่อว่า พฤติกรรมและผลสืบเนื่องจากพฤติกรรมทั้งหลายของมนุษย์เป็นไปตามกฎธรรมดาของความสัมพันธ์สืบทอดแห่งเหตุปัจจัย โลกียสัมมาทิฏฐินี้ จึงส่องถึงค่านิยมพื้นฐาน เช่น ความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ความใฝ่ผลสำเร็จที่เกิดจากการกระทำหรือความเพียรพยายามความสามารถและสติปัญญาของตนเอง ความรู้จักพึ่งตนเอง และการช่วยเหลือกันด้วยเรี่ยวแรงกำลังของมนุษย์เอง เป็นต้น พึงสังเกตด้วยว่าความรู้เกี่ยวกับกรรมในระดับนี้ เป็นเพียงความเชื่อที่สอดคล้องกับกฎแห่งกรรมหรือรู้ว่ามนุษย์จะเป็นไปตามกฎแห่งกรรมนั้นเท่านั้น ยังไม่ใช่เป็นการรู้เข้าใจในตัวกฎหรือหยั่งรู้ถึงความเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นโดยตรง ทั้งนี้เพราะความรู้เข้าใจที่หยั่งถึงตัวกฎหรือเหตุปัจจัยโดยตรงย่อมจัดเข้าในจำพวกโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ นอกจากนี้อาจวัดความเป็นโลกียสัมมาทิฏฐิด้วยวิธีพูดอย่างอื่นอีก เช่นว่า ได้แก่ ทิฏฐิชนิดที่เกื้อกูล เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ชีวิตและสังคมหรือว่าได้แก่ทิฏฐิชนิดที่ทำก้าวหน้าไปในมรรคได้คือ ส่งผลแก่องค์มรรคข้ออื่น ๆ ได้ตั้งแต่ช่วยให้เกิดสัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ : หรือความนึกคิดในทางที่ถูกต้อง) เป็นต้น และในเมื่อเป็นความรู้ความเข้าใจที่สอดคล้องกับความเป็นจริงตามธรรมดาของธรรมชาติ โลกียสัมมาทิฏฐินี้จึงอาจเชื่อมต่อให้ก้าวไปยังโลกุตตรสัมมาทิฏฐิได้ด้วย 

         

             ๒. โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ : ความเห็นชอบระดับโลกุตระ คือเหนือโลก ไม่ขึ้นต่อโลก ได้แก่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและชีวิตที่ถูกต้องตามความเป็นจริง หรือรู้และเข้าใจตามสภาวะของธรรมชาติ พูดง่าย ๆ ว่ารู้เข้าใจธรรมชาตินั่นเอง สัมมาทิฏฐิประเภทนี้ เกิดจาก โยนิโสมนสิการ ซึ่งเป็นองค์ประกอบภายใน หรือปัจจัยภายในตัวบุคคล ปรโตโฆสะที่ดีหรือกัลยาณมิตรอาจช่วยได้เพียงด้วยการกระตุ้นให้บุคคลนั้นใช้โยนิโสมนสิการแล้วรู้เห็นเข้าใจเอง หมายความว่า สัมมาทิฏฐิประเภทนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้เพียงด้วยการรับฟังแล้วเชื่อตามคนอื่นด้วยศรัทธา เพราะต้องเป็นการรู้จักที่ตัวสภาวะเอง ต้องเอาธรรมชาตินั่นเองเป็นข้อพิจารณาโดยตรง และด้วยเหตุนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นหลักการ กฎเกณฑ์ ข้อยึดถือที่ปรุงแต่งหรือบัญญัติวางซ้อนเพิ่มขึ้นมาต่างหากจากธรรมดาของธรรมชาติ และจึงเป็นอิสระจากการหล่อหลอมของสังคม ไม่ขึ้นต่ออิทธิพลของสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการเกี่ยวข้องกับธรรมชาติเองแท้ ๆ ซึ่งมีสภาวะและธรรมดาเสมอเหมือนกันทุกถิ่นฐานทุกกาลสมัย โดยนัยนี้สัมมาทิฏฐิประเภทนี้จึงมีลักษณะเป็นโลกุตระ คือไม่ขึ้นต่อกาล ไม่จำกัดสมัย เป็นความรู้ความเข้าใจอย่างเดียวกัน จำเป็นสำหรับปรีชาญาณและความหลุดพ้นในทุกถิ่นทุกกาลเสมอเหมือนกัน  

  

           ในภาคส่วนของโลกียสัมมาทิฏฐิที่พึงมีต่อการดำรงชีวิตนั้น ความเห็นชอบดังกล่าว เป็นไปในลักษณะของการมีวิชชา (ความรู้) ที่ถูกต้องตามจริง เมื่อมองในลักษณะของความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกับสังคมเศรษฐกิจแล้ว สัมมาทิฏฐินี้เป็นความเห็นที่ถูกต้องที่พึงมีต่อการเข้าไปเกี่ยวเนื่องกับวัตถุ (สินค้าและบริการ) โดยมองที่ประโยชน์ใช้สอย และคุณค่าจำเป็นของวัตถุตามจริงว่า เราจะใช้วัตถุนั้นเพื่ออะไร ใช้อย่างไร ที่ให้เกิดประโยชน์ตามจริงสูงสุดรวมทั้งพินิจพิจารณาถึงผลกระทบด้วยเป็นประการสำคัญ ซึ่งเป็นไปในลักษณะของการใช้สอยสินค้าและบริการที่เล็งเห็นความจำเป็นตามจริง ไม่ใช่ ปล่อยให้ความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ทางด้านความอยากอื่น ๆ ที่พอกเสริม (คุณค่าเทียม) มาเบียดบังแย่งชิงพื้นที่ความเห็นที่ถูกต้องนั้น กล่าวคือ ไม่เพ่งพินิจไปที่ความสวยงาม ความโก้หรู ความมีรสนิยม ของวัตถุนั้น (สินค้าและบริการ) เป็นประการสำคัญในเบื้องแรก เพราะถ้ามีความเห็นที่เป็นไปในลักษณะอย่างนั้นก็เท่ากับว่า ถูกอวิชชาครอบงำ หลงผิดเข้าไปยิดติดถือมั่นใน “ลัทธิบริโภคนิยม” ที่สมประโยชน์กับคุณค่าเทียมที่งอกเสริมเพิ่มเติมเข้ามาในสินค้าผ่านช่องทางของการโฆษณาชวนเชื่อนั่นเอง

 

           ในภาคส่วนของโลกียสัมมาทิฏฐิที่พึงมีต่อการดำรงอยู่ในสังคมร่วมกัน หากพิจารณาในสภาวะปัจจุบันนั้นคนส่วนใหญ่ในสังคมยังมีความเข้าใจไม่ถ่องแท้และคลาดเคลื่อนจากหลักสภาวะความเป็นจริงไปมาก หนำซ้ำยังจับเอาวาทะกรรมทางด้าน “ความคิดเห็นแตกต่าง” มาเป็นตัวประกันเพื่อตีตราประทับรับรองแทนมิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นที่ผิด) ของตน  

               “ความคิดเห็นแตกต่าง” เป็นวาทะกรรมที่เข้ามามีบทบาทในสังคมไทยเป็นอย่างมากตลอดระยะเวลากว่า ๕ ปีที่ผ่านมา ในการจัดแบ่งกลุ่มคนที่สนับสนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กับกลุ่มคนที่สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนำโดยกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แท้ที่จริงแล้วเส้นแบ่งระหว่างกลุ่มคนทั้งสองกลุ่มนั้น เป็นเส้นแบ่งที่จัดอยู่ในวาทะกรรมของมายาคติ “ความคิดเห็นแตกต่าง” จริงหรือ ?

                “ความคิดเห็นแตกต่าง” ในทัศนะของผู้เขียนแล้วเห็นว่า วาทะกรรมของคำนี้ที่เป็นปกติในสังคมทั่วไปน่าจะจัดอยู่ในพลวัตรที่สะท้อนออกมาทางความคิดที่เป็นไปในลักษณะของ ความชอบ  ความไม่ชอบ   ความรัก  ความเกลียด เป็นต้น ซึ่งความคิดเห็นในลักษณะแบบนี้ เป็นพลวัตรที่สามารถแปรเปลี่ยนไปได้ในอนาคต จากที่ชอบอาจเปลี่ยนเป็นไม่ชอบ จากที่ไม่ชอบอาจเปลี่ยนเป็นชอบ  หรือ จากที่เคยรักอาจเปลี่ยนเป็นเกลียด จากที่เคยเกลียดอาจเปลี่ยนเป็นรักหากมีเหตุปัจจัยมาเป็นตัวกระตุ้น ซึ่งเป็นไปในลักษณะรูปแบบของมายาคติที่ถือเอา ความคิด ของตัวเองเป็นที่ตั้งและเป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนสะท้อนออกมาทางความคิดและการกระทำที่มีต่อสิ่งหนึ่ง ๆ เช่น

                            คุณ ก. มองว่าผู้หญิงที่หน้าคม ผิวสีแทน เป็นผู้หญิงที่สวยในสายตาของเขา

                            คุณ ข. มองว่าผู้หญิงหน้าหมวย ผิวขาว เป็นผู้หญิงที่สวยในสายตาของเขา

                            คุณ ง. มองว่าผู้ชายหน้าเข้ม มีกล้ามโต เป็นผู้ชายที่หล่อในสายตาของเธอ

                            คุณ จ. มองว่าผู้ชายหน้าตี๋ ผิวขาว เป็นผู้ชายที่หล่อในสายตาของเธอ

                            คุณ ท. มองว่าสีแดง เป็นสีที่ดี มีมงคลสำหรับชีวิตของเขา

                            คุณ น. มองว่าสีน้ำเงิน เป็นสีที่ดี มีมงคลสำหรับชีวิตของเขา

                            คุณ ส. มองว่าสีเหลือง เป็นสีที่ดี มีมงคลสำหรับชีวิตของเขา

                                                               เป็นต้น

               

         ความคิดเห็นที่แตกต่างกันเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ ปกติ ในทุกสังคมที่สะท้อนออกมาในเรื่องของความชอบหรือความไม่ชอบ ความรักหรือความเกลียด ย่อมมีความคิดเห็นแตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญทั่วไป และไม่สามารถบอกได้ว่า ความชอบและ/หรือความไม่ชอบ ความรักและ/หรือความเกลียด ของใคร ถูก – ผิด หรือ ดี – เลว กว่ากันได้ ตราบใดที่ความชอบ/ไม่ชอบ หรือ ความรัก/เกลียด ในกรณีดังกล่าวไม่ได้ก้าวล่วงเข้าไปละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นหรือทำให้บุคคลอื่นเดือดร้อน โดยปกติทั่วไป ความชอบ/ไม่ชอบ หรือ ความรัก/เกลียด ในเรื่องใด ๆ มักขึ้นอยู่กับ ทัศนคติและรสนิยม ส่วนตนของบุคคลนั้น ๆ เป็นประการสำคัญ

              ในภาวะปัจจุบันที่เกิดขึ้นในสังคมไทยระหว่างกลุ่มพธม.และผู้สนับสนุน กับ กลุ่มนปช.และผู้สนับสนุน “ความคิดเห็นแตกต่าง” ถือเป็นเส้นแบ่งระหว่างกลุ่มของทั้งสองฝ่ายอย่างนั้นหรือ ?

            การที่กลุ่มพธม.และผู้สนับสนุน กับ กลุ่มนปช.และผู้สนับสนุน ถูกมองจากหลาย ๆ ฝ่ายว่า ทั้งสองกลุ่มเป็นเพียงกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันเท่านั้นเอง ในทัศนะของผู้เขียนแล้วเห็นว่า มุมมองในลักษณะอย่างนี้อาจจะมองผิวเผินและสุ่มเสี่ยงไปซักหน่อยสำหรับผู้ที่มีทัศนคติแบบนี้ เกี่ยวเนื่องจาก จะกลับกลายเป็นว่า มองปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเพียง ทัศนคติและรสนิยมของความชอบ/ไม่ชอบ และ ความรัก/ความเกลียด ของแต่ละกลุ่มให้อยู่เหนือตรรกะของเหตุผล ความถูก – ผิด และ ความดี – ความเลว ซึ่งเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมากหากจะผูกโยงระหว่างมายาคติของความคิดเห็นแตกต่างกันที่ใช้ทัศนคติและรสนิยมในทางความคิดให้เข้าไปเสพติดเจือปนและเชื่อมโยงระหว่างการแยกแยะความถูก – ผิด และ ความดี – เลว แล้วจะอรรถาธิบายมาตรฐานของความถูก – ผิด และ ความดี –เลว ที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมของสังคมไปในทิศทางใด ? หากสิ่งเหล่านี้ถูกทัศนคติและรสนิยมของความชอบ/ไม่ชอบ หรือ ความรัก/ความเกลียด เข้าครอบงำนำทางในสังคมอยู่อย่างนี้

 

         นาย ก. ทุจริตคอรัปชั่น ?

         นาย ข. มีทัศนคติและการกระทำที่หมิ่นต่อสถาบัน ?

         นาย ค. ใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง

                                              เป็นต้น

 

              หากว่าใช้เกณฑ์ในการวัดด้านวาทะกรรมของ “ความคิดเห็นแตกต่าง” สิ่งเหล่านี้ ถ้าหากไปถามคนที่ชอบนาย ก. นาย ข. และนาย ค. ส่วนใหญ่ก็จะมองว่าบุคคลเหล่านี้ถูกใส่ร้ายและถูกกลั่นแกล้ง หรือ ถ้าหากไปถามคนที่ไม่ชอบ นาย ก. นาย ข. และนาย ค. ส่วนใหญ่ก็จะมองว่าบุคคลเหล่านี้ผิดจริง เป็นคนไม่ดี ซึ่งภาวะของสังคมไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่กำลังตกอยู่ในวังวนกับดักของมายาคติของความชอบ/ไม่ชอบ และ ความรัก/ความเกลียด และถือเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นดัชนีชี้วัดอยู่เหนือเหตุผลของการกลั่นกรองสิ่งที่ถูก – ผิด และ ดี – เลว ผ่านเส้นแบ่งของมิติคำว่า “ความคิดเห็นแตกต่าง” ในทัศนะของผู้เขียนมองว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดเป็นอย่างมาก กลับกลายเป็นว่า อิทธิพลของความชอบ/ไม่ชอบ และ ความรัก/ความเกลียด อยู่เหนือเหตุผลและความถูกต้องตามจริง ทั้ง ๆ ที่แท้ที่จริงแล้วดัชนีชี้วัดในประเด็นดังกล่าวที่แยกแยะความถูก – ผิด และความดี – ความเลว ที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม ต้องยืนอยู่บนเส้นแบ่งของ สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ

                

                - การที่เราชอบคน ๆ หนึ่งมาก ทั้ง ๆ ที่แท้ที่จริงแล้ว เขาคนนั้นเป็นคนเลว คดโกง แต่เราก็ยังเห็นเขาเป็นคนดีในสายตาและความคิดของเรา แสดงว่า เราถูกมิจฉาทิฏฐิ คือ ความรัก/ความหลง ครอบงำจนบดบังกระบวนการกลั่นกรองความคิดของตรรกะเหตุและผลที่ก่อให้เกิดปัญญาและตาสว่าง หาใช่ เป็นแก่นของความคิดเห็นแตกต่างจากคนอื่นไม่

ในขณะเดียวกัน

                  - การที่เราเกลียดคน ๆ หนึ่ง ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนดี ทำประโยชน์ให้กับสังคม แต่เราก็ยังมองเขาว่าเป็นคนไม่ดีในสายตาและความคิดของเรา แสดงว่า เราถูกมิจฉาทิฏฐิ คือ ความเกลียด/ความอาฆาต ครอบงำนำทางจนบดบังกระบวนการกลั่นกรองทางความคิดของตรรกะเหตุและผลที่ทำให้เกิดปัญญาและตาสว่าง หาใช่ เป็นแก่นแท้ของความคิดเห็นแตกต่างจากคนอื่นไม่

 

                  ในภาวะปัจจุบันเราต้องทำความเข้าใจกับความหมายและนัยยะของ “ความคิดเห็นแตกต่าง” กับ “มิจฉาทิฏฐิ” ให้ชัดเจนเสียก่อนว่า กรณีใดแบบใดเป็นเรื่องของ “ความคิดเห็นแตกต่าง” และกรณีใดแบบใดเป็นเรื่องของการถูกครอบงำนำทางโดย “มิจฉาทิฏฐิ” ไม่ใช่ไปเหมารวมในเรื่องของความดี – เลว และ ความถูก – ผิด ตามครรลองคลองธรรมแล้วผลักภาระดังกล่าวไปให้กับ “ความคิดเห็นแตกต่าง” มาเป็นเส้นแบ่งในการตัดสินเรื่องดังกล่าว แล้วจะหามาตรฐานของเรื่องความถูก – ผิด และ ความดี – เลว ที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมจนนำไปสู่ข้อยุติได้อย่างไร หากมองประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงความคิดเห็นแตกต่างที่ขับเคลื่อนโดยความชอบ/ไม่ชอบ และความรัก/ความเกลียด เป็นสำคัญ

 

                   หากสังคมไทยยังดำรงอยู่ท่ามกลางการแยกแยะในประเด็นดังกล่าวไม่ออก สังคมก็จะสุ่มเสี่ยงต่อความแตกแยกรุนแรงขึ้นไปอีก เพราะความไม่เข้าใจ และ/หรือความจงใจที่จะไม่เข้าใจในการใช้วาทะกรรม “ความคิดเห็นแตกต่าง” มาบิดเบือนแก่นแท้ของมาตรฐานของการแยกแยะถูก-ผิด และ ความดี –เลว แทนการมองถึงแก่นแท้และรากเหง้าของการถูก “มิจฉาทิฏฐิ” ครอบงำจนมืดบอดทางปัญญา แล้วสังคมในอนาคตจะดำรงอยู่ได้อย่างไร ? ในเมื่อเรื่องของความถูก – ผิด และ ความดี – เลว ที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม ถูกผลักภาระไปยังมายาคติ “ความคิดเห็นแตกต่าง” ที่ไม่สามารถสะท้อนออกมาทางมาตรฐานของดัชนีชี้วัดในเรื่องดังกล่าวได้ หากเป็นเช่นนั้นสังคมคงดำรงอยู่บนกับดักของสองมาตรฐาน (double Standard) ของความถูก –ผิด และ ความดี –เลว ที่ใช้ดัชนีชี้วัดจากความชอบ/ไม่ชอบ และความรัก/ความเกลียด แทน ความสมเหตุสมผลตามจริง ที่เป็นผลผลิตจากคุณธรรมและจริยธรรมที่ดีงามและสั่งสมมายาวนานในสังคมไทย

 

“รู้ในความไม่รู้อะไร

ดีกว่า 

รู้อะไรทุกอย่างไปในทางมิจฉาทิฏฐิ