๕. มนุษย์ คือ สิ่งมีชีวิต ธาตุดิน มีการเก็บสะสมกุศลจิต กุศลธรรม มีการให้ทาน รักษาศีล ในเบื้องต้นและมีความสามารถในการพัฒนาตนด้านคุณธรรม และปัญญาจนหลุดพ้นได้ในที่สุด ดังนั้น ภพภูมิมนุษย์ ก็คือ “ประตูแห่งนิพพาน” นั่นเอง

          การปฏิบัติวิปัสสนา ถือเป็นการสร้างบุญในระดับสูงที่สุดในบรรดาการสร้างบุญบารมีทุกชนิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายกิเลส เครื่องเศร้าหมองให้หมดออกจากจิตใจ เมื่อศตรูแห่งปัญญาถูกทำลายหมดสิ้นเมื่อนั้น การกลับมาเวียนว่ายตายเกิดก็หยุดลง เข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า “อมตะ” เป็นสถานที่ที่ไม่มีทั้งการมาและการไป หนทางนี้ยาวนานนักสำหรับผู้ที่ก้าวเดิน ไม่ใช่เพียงหนึ่งชาติ สองชาติ หรือสิบชาติ หากแต่จะนับรวมเวลาที่สิ่งมีชีวิตอย่างเราๆท่านๆ ที่เรียกตนเองว่า “มนุษย์” ล้วนแล้วแต่เดินทางผ่านพ้นมาแล้วหลายร้อยต่อหลายหมื่นชาติ บางท่านอาจจะเป็นแสนชาติก็ได้ และเนื่องจากโอกาสที่จะลืมตาขึ้นมา แล้วพบว่าตนเองเป็นมนุษย์นั้น เท่ากับโอกาสของคอเต่าตาบอดจะรอดห่วงยางน้อยท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล ขอทุกท่านที่อ่านบทความนี้แล้วมีปัญญาเข้าใจ จงอย่าประมาท จงใช้ความเพียรพยายามพัฒนาจิตใจของท่านให้บริสุทธิ์เพื่อที่ท่านจะสามารถเลือกเกิดได้มากขึ้นในทั้งในปัจจุบัน และอนาคต

          สรรพสิ่งล้วนมีเหตุและปัจจัยส่งให้เกิดขึ้นและส่งให้ดับไปตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เล็กละเอียดหรือใหญ่โต เป็นนามธรรมหรือรูปธรรมจับต้องได้ ไม่มีสิ่งใดหลุดรอดจากกฎธรรมชาตินี้เลย โดยจะขยายความการเกิดและการดับออกเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้

          (กฎนี้มีชื่อว่า “ปฏิจจสมุปบาท” มีองค์หรือหัวข้อ ๑๒ หมายถึง การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลาย เพราะอาศัยกัน, ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม, การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยซึ่งกันและกันจึงเกิดมีขึ้น – Paticca-samuppada; The Dependent Origination; Condition arising) (พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม; พระพรหมคุณาภรณ์, ป.อ. ปยุตฺโต)

๑.-๒. อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เพราะ อวิชชา เป็นปัจจัย สังขาร จึงมีขึ้น (Dependent on Ignorance arise Kamma-Formations.)

๓. สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ เพราะ สังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณ จึงมีขึ้น (Dependent on Kamma-Formations arises Consciousness.)

๔. วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ เพราะ วิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูป จึงมีขึ้น (Dependent on Consciousness arise Mind and Matter.)

๕. นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ เพราะ นามรูป เป็นปัจจัย สฬายตนะ จึงมีขึ้น (Dependent on Mind and Matter arise the Six Sense-Bases.)

๖. สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส เพราะสฬายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะ จึงมีขึ้น (Dependent on the Six Sense-Bases arise Contact.)

๗. ผสฺสปจฺจยา เวทนา เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนา จึงมีขึ้น (Dependent on Contact arises Feeling.)

๘. เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เพราะ เวทนา เป็นปัจจัย ตัณหา จึงมีขึ้น (Dependent on Feeling arises Craving.)

๙. ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ เพราะ ตัณหา เป็นปัจจัย อุปาทาน จึงมีขึ้น (Dependent on Craving arises Clinging.)

๑๐. อุปาทานปจฺจยา ภโว เพราะ อุปาทาน เป็นปัจจัย ภพ จึงมีขึ้น (Dependent on Clinging arises Becoming.)

๑๑. ภวปจฺจยา ชาติ เพราะ ภพ เป็นปัจจัย ชาติ จึงมีขึ้น (Dependent on Becoming arises Birth.)

๑๒. ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เพราะ ชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะ จึงมีขึ้น (Dependent on Birth arise Decay and Death.)

โสกปริเทวทุกฺขโทมสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ

ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจก็มีพร้อม (There also arise sorrow, lamentation, pain, grief and despair.)

เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีด้วยประการฉะนี้ (Thus arises this whole mass of suffering.)

          จากปรากฏการณ์ดังกล่าวข้างต้น เหตุหาจุดเริ่มต้นไม่พบอาจจะเกิดจากนามธรรมกว่าแล้วก่อเกิดสิ่งที่เป็นรูปธรรมกว่า หรือตรงกันข้าม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หยาง สร้าง หยิน แล้ว หยิน ก็สร้าง หยาง กลับไปกลับมา ดังนี้คือ อวิชชา(หยิน)--> สังขาร(หยาง)-->วิญญาณ(หยิน)-->นามรูป(หยางและหยิน)-->สฬายตนะ(หยาง)-->ผัสสะ(หยิน)-->เวทนา(หยาง)-->ตัณหา(หยิน)-->อุปาทาน(หยาง)-->ภพ(หยิน)-->ชาติ(หยาง)-->ชรามรณะ(หยิน ซึ่งยังถือเป็นอวิชชาอยู่) การจะตัดวงจรนี้เพื่อความหลุดพ้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทรงใช้ความเพียรพยายามสังเกต(วิปัสสนา)อย่างถึงที่สุด ละเอียดมาก ลงไปจนเล็กกว่ารูปนาม สู่ดินแดนแห่งนามธรรม อุเบกขาบารมี เข้าทำลายอวิชชาจนหมดสิ้น เกิดเป็นปัญญารู้แจ้ง หยุดปฏิกิริยาการเกิดดับ หรือการเปลี่ยนแปลง หยิน-หยาง ทั้งปวง เรียกสภาวะนี้ว่า “นิพพาน” หรือ “อมตะ” นั่นเอง

          ในตอนนั้นพระองค์บรรลุถึงสัจธรรม สามัญลักษณะของสิ่งทั้งปวงว่า “กลาปะทั้งหลายซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดของสสารในจักรวาล ไม่ใช่ของแข็ง และไม่มีลักษณะของความเป็นก้อนแข็งอยู่เลย หากแต่กลาปะเหล่านี้มีสภาพเป็นเพียงการสั่นสะเทือนเท่านั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “สัพโพ ปัชชะลิโต โลโก สัพโพ โลโก ปะกัมปิโต ปะกัมปิโต” ทั่วทั้งจักรวาลก็เหมือนกับที่ได้ประจักษ์ภายในร่างกายนี้ ความจริงภายในก็เหมือนกับความจริงภายนอก ความจริงภายนอกก็เหมือนกับความจริงภายใน ความจริงภายนอกเราจะรู้ได้ในระดับเหตุผลเท่านั้น แต่ความจริงภายในเราสามารถประจักษ์ได้เอง ดังนั้นเมื่อพระพุทธองค์ได้ประจักษ์ในความจริงนี้ จึงมีพุทธดำรัสว่า “สัพโพ โลโก ปะกัมปิโต ปะกัมปิโต” โลกทั้งหมดคือความสั่นสะเทือน โลกทั้งหมดคือการเผาไหม้ลุกโพลง “ปัชชะลิโต” แปลว่า การเผาไหม้ลุกโพลง และ“ปะกัมปิโต” คือ ความสั่นสะเทือน มีอยู่เท่านั้น ไม่มีตัวตน รูปทั้งหมด นามทั้งหมด ตลอดจนส่วนผสมของรูปและนาม ล้วนเป็นเพียงความสั่นสะเทือน” (คัดลอกจากหนังสือ ธรรมบรรยาย หลักสูตร ๑๐ วันโดยท่านอาจารย์โกเอ็นก้า)

          ธาตุพื้นฐานที่เป็นส่วนประกอบของ นามและรูป ต่างๆมีลักษณะทั่วไปอยู่ ๔ ชนิดคือ ดิน น้ำ ลม และไฟ โดยที่

          หากไม่พูดถึง “นาม” หรือ “นามธรรม” โดยอาจจะเรียกรวมว่า “จิต” โดยเฉพาะในสิ่งมีชีวิต ด้วยเหตุนี้เราสามารถกล่าวได้ว่าสรรพสิ่งประกอบขึ้นจาก ธาตุทั้ง๔ และ จิต(หรือ อาการของมันกรณีที่ไม่มีชีวิต) เนื่องจากจิตซึ่งไม่มีสัณฐานแน่นอนมีความเร็วสูงมากเดินทางไปบนส่วนต่างๆของธาตุเพื่อแสดงลักษณะเฉพาะของธาตุนั้นๆออกมา มากน้อยแตกต่างกันตามปริมาณธาตุที่ผสมอยู่ และสรุปภาพรวมเป็นอาการแสดงเฉพาะของสิ่งนั้นๆ เช่น ไม้หนึ่งท่อน นิ่งแข็งแน่นทึบ ไม่แปรเปลี่ยนรูปโดยง่าย ประกอบด้วยธาตุดินเป็นหลัก อาการที่แสดงออกมาจึงเป็นลักษณะของธาตุดิน มีส่วนที่เลื่อนไหลได้น้อยมากจนแทบจะไม่มีเลย(ธาตุดิน) ส่วนมนุษย์นั้นมีส่วนประกอบอย่างสมดุลของทั้ง ๔ธาตุ จึงแสดงออกให้เห็นลักษณะของธาตุต่างๆครบถ้วน ได้แก่ “ดิน” คือ กระดูก ฟัน กล้ามเนื้อ อวัยวะ ผิวหนัง เป็นต้น “น้ำ” คือ น้ำเลือด น้ำเหลือง สิ่งคัดหลั่งต่างๆ เป็นต้น “ลม” คือ อากาศที่ไหลเวียนเข้าออกจากปอด และที่อยู่ตามอวัยวะกลวงชนิดต่างๆ เป็นต้น และ “ไฟ” คือ อุณหภูมิ ความร้อน พลังงานการเผาผลาญสารอาหาร และปฏิกิริยาเคมี โดยธาตุต่างๆทั้ง๔ ทำงานร่วมกันได้โดยมี “จิต” เป็นตัวควบคุมอยู่โดย จิตจะวิ่งไปตามส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อทำหน้าที่รับรู้สัมผัสต่างๆและการนึกคิด (วิญญาณ) (อ่าน เมื่อวิปัสสนา..“จิต” ก็เห็นกายได้ไม่แพ้ “ตา”)

๑.      ธาตุดิน มีลักษณะของหยิน คือ หนัก แน่น รวบรวม ไม่ค่อยเคลื่อนไหว หรือมักจะหยุดนิ่ง ตรงข้ามกับ การขาดธาตุดิน คือเบาสบาย โปร่งโล่งสบาย เคลื่อนที่ง่าย

๒.     ธาตุน้ำ มีลักษณะของหยิน คือ ดึงดูดเข้าหากัน เลื่อนไหลไปได้ กระจุกตัว ตรงข้ามกับการขาดธาตุน้ำ มีจะลักษณะกระจายออก นิ่งเคลื่อนไหวน้อย ผ่อนคลาย

๓.     ธาตุลม มีลักษณะของหยาง คือ ไปมาไร้ร่องรอย เกิดขึ้นรวดเร็ว หายไปรวดเร็ว การกระตุก สั่นไหว ตรงกันข้ามกับการไม่มีลม หรือลมสงบ ก็คือหยุดนิ่ง เคลื่อนไหวช้า

๔.     ธาตุไฟ มีลักษณะของหยาง คือ ไม่เห็นตัวตน เป็นอุณหภูมิความร้อน ทำงานแทรกแซงไปในธาตุอื่นๆข้างต้น ตรงกันข้ามกับการขาดธาตุไฟ คือ อุณหภูมิต่ำลง

                หากสังเกตให้ลึกลงไปเราจะพบว่าร่างของกายมนุษย์เรานั้น ประกอบด้วยเซลล์ชีวิตเล็กๆนับล้านๆที่จำเป็นต้องทำงานสอดคล้องกันเพื่อให้เกิดสมดุลของธาตุทั้ง ๔ เพื่อตอบสนองต่อกลไกของชีวิตใน”ภพ”ที่สูงขึ้นเรื่อยๆในที่นี้คือ”อวัยวะ” นั่นเอง (อ่าน “ฝังเข็ม..ประตูสู่..การพัฒนาจิต) ส่วนภพภูมิที่อยู่นอกร่างกายเราก็มีเมื่อพิจารณาคร่าวๆต่อไปก็มีทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล โดย ภพที่เป็นอกุศล ได้แก่ (ต่อไปนี้เป็นเพียงข้อสังเกตส่วนบุคคล)

๑.      สัตว์นรก คือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เป็นธาตุไฟ ก่อให้เกิดความร้อนและอุณหภูมิสูงเนื่องจากมีแต่ การเผาไหม้ เห็นจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ไวรัสและ แบคทีเรีย หรือสิ่งมีชีวิตที่เป็นปรสิต มี “โทสจริต”เป็นที่ตั้งแห่งจิต สิ่งมีชีวิตนี้สามารถแทรกแซงอาศัยอยู่ในตัวสิ่งมีชีวิตอื่นได้ โดยเฉพาะในสัตว์ที่มี โทสจริตเช่นเดียวกัน

๒.     อสูรกาย คือ  สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เป็นธาตุลม ไปมาไร้ร่องรอย อยู่ๆหายๆ ทำให้เกิดอาการคันได้ เนื่องจากดูดความชื้นและความร้อนได้ทำให้บริเวณนั้นๆก็แห้งลง ยกตัวอย่างเช่น เชื้อรา มี “โมหะจริต”เป็นที่ตั้งแห่งจิต สามารถอาศัยอยู่กับสิ่งมีชีวิตอื่นได้บ้าง เป็นๆหายๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีโมหะจริตเช่นกัน เช่น ความกลัว วิตกกังวล ลังเลสงสัย เป็นต้น

๓.     เดรัจฉาน คือ สิ่งมีชีวิตขนาดสัดส่วนของสมองที่เล็ก(กว่ามนุษย์) เป็นธาตุน้ำ เลื่อนไหลไปมา เคลื่อนไหวได้ เห็นได้ แพร่กระจายขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ซึ่งก็คือเดรัจฉานทั่วไป มี “โลภจริต”เป็นที่ตั้งแห่งจิต ใช้สัญชาติญาณในการดำรงชีวิตเป็นปกติ

๔.     เปรต คือ สิ่งมีชีวิตที่ เป็นธาตุดิน ขนาดสมองเท่ามนุษย์ คงที่ ยึดมั่นถือมั่น มีความอยากได้ใคร่ดีในกาม การเอา การสะสม ไม่รู้จักพอเนื่องจากมี “ราคะจริต”เป็นที่ตั้ง คือความรักพอใจในกาม มีลักษณะเหนียวแน่น เหนือดข้นมากทางกายภาพ ก็คือคนที่มีตัณหามากๆนั่นเอง เมื่อจิตมีลักษณะเป็น ราคะจริต นานๆมักจะป่วยเป็นโรคเรื้อรัง จากการเก็บสะสมผิดปกติ เช่นโรคอ้วน โรคเบาหวาน (ระยะสุดท้ายของโรคคือ กินอะไรไม่ได้ ต้องมีข้อจำกัดมากมายเป็นผลแห่งกรรม) ทั้งนี้ยกเว้นในส่วนที่เป็นจากพีชนิยาม หรือ จากกรรมพันธุ์

          ในด้านภพภูมิที่เป็นกุศลก็ได้แก่

๕.     มนุษย์ คือ สิ่งมีชีวิต ธาตุดิน มีการเก็บสะสมกุศลจิต กุศลธรรม มีการให้ทาน รักษาศีล ในเบื้องต้นและมีความสามารถในการพัฒนาตนด้านคุณธรรม และปัญญาจนหลุดพ้นได้ในที่สุด ดังนั้น ภพภูมิมนุษย์ ก็คือ “ประตูแห่งนิพพาน” นั่นเอง

๖.      เทวดา คือ สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่(กว่ามนุษย์) ธาตุน้ำ มีการเคลื่อนย้ายเปลี่ยนที่ไปมาได้ ขยายใหญ่หรือเล็กลงได้ตามความเหมาะสม ชอบที่เย็น ขยายพันธุ์ได้กว้างไกล ในที่นี้คือ ต้นไม้ใหญ่ มีหิริ(ความละอายต่อการทำบาป) โอตตัปปะ(ความเกรงกลัวต่อการทำบาป) เป็นคุณธรรมประจำตัว

๗.     พรหม คือ สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ ธาตุลม ไปมารวดเร็ว ผุดโตทันที (โอปปาติกะ) อาจจะมองเห็นได้ด้วยตา ในที่นี้อาจจะเป็นก้อนเมฆ ฝน ลมบนท้องฟ้า หรืออากาศบริสุทธิ์ มีพรหมวิหารเป็นคุณธรรมประจำตัว

๘.      อรูปพรหม คือ สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ ธาตุไฟ สามารถควบคุมอุณหภูมิของโลกได้ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตในข้อ ๕,๖ และ ๗ จากการรักษาธรรม โดยเฉพาะส่วนของพรหมวิหาร ในที่นี้อาจจะเป็น ก๊าซออกซิเจน และท้องฟ้าชั้นโอโซน ซึ่งกรณีของก๊าซออกซิเจนสามารถแทรกซึมอยู่ได้ในทุกๆชีวิตในภพภูมิเดียวกันนี้ เพื่อใช้ในการเผาไหม้และดำรงชีวิต

         หากจะมองในส่วนของภพภูมิที่ไม่มีชีวิต (ในสายตามนุษย์เพราะใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะมองได้ทั้งหมด ในทำนองเดียวกันกับมนุษย์ในมุมมองของมดตัวหนึ่ง มันก็ไม่ได้มองว่ามนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิต อาจจะมองว่าเราเป็นแผ่นดินไหว เป็นการเคลื่อนที่ของทวีป หรือแผ่นดินของมันนั่นเอง) มนุษย์จึงสังเกตเห็นแยกส่วน โดยแน่นอนส่วนที่ประกอบขึ้นมีปริมาณของธาตุอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นหลัก และมากจนกระทั่งจิตไม่สามารถแทรกแซงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวมันเอง ต้องอาศัยสิ่งมีชีวิตอื่นในมิติหรือภพภูมิที่เล็กกว่าขับเคลื่อนเป็นลำดับขั้นต่อเนื่องขึ้นมา ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเองจึงดูเหมือนจะทำหน้าที่เป็นจิตของสิ่งที่อยู่ภพภูมิที่ใหญ่กว่านั้นนั่นเอง ซึ่งแสดงได้พอสังเขป ดังตารางต่อไปนี้

ดิน

น้ำ

ลม

ไฟ

จิต

นิวตรอน

โปรตอน

ที่ว่าง

อิเล็กตรอน

ประจุ

Carbon

Oxygen

Nitrogen

Hydrogen

Bonding function

Lipid

Carbohydrate

Protein

Inorganic material

Organic function

Nucleus

Cytoskeleton

Membranous

Mitochondria

Messenger

Cell

น้ำ

ก๊าซ

การเผาไหม้

ชีวิต

เนื้อเยื่อ

เลือด,น้ำเหลือง

กระแสประสาท

ความร้อน

กลไกชีวิต

อวัยวะ,ร่างกาย

ของเหลว,หลอดเลือด

ระบบประสาท,การหายใจ

พลังงานความร้อน

จิตใจคน

คน

สัตว์,พยาธิ

เชื้อรา,ยีสต์

แบคทีเรีย,ไวรัส

พืช

แผ่นดิน

ทะเลมหาสมุทร

ท้องฟ้า

แสงอาทิตย์

ป่าไม้

อังคาร

โลก

ศุกร์

พุธ

แสงจากดวงอาทิตย์

เนปจูน

ยูเรนัส

เสาร์

พฤหัส

ดวงอาทิตย์

ดาวเคราะห์

น้ำแข็งจักรวาล

พายุกลุ่มหมอก

ดาวฤกษ์

ระบบสุริยะจักรวาล

                  นิวตรอน             

โปรตอน

ที่วาง

อิเล็กตรอน

ประจุ

~ดิน

~น้ำ

~ลม

~ไฟ

~มิติใหม่

 

          และในสิ่งที่ยกตัวอย่างในตารางแต่ละอย่างมีลักษณะการแจกแจงเป็นธาตุทั้ง ๔ และอาการของมัน ในมิติต่างๆเฉพาะตัว เช่น เรื่องของ”อวัยวะภายใน”ของมนุษย์ แบ่งออกตามการแพทย์แผนจีน เป็นต้น (อ่าน “ฝังเข็ม..ประตูสู่..การพัฒนาจิต”)

          สรุปว่าการเชื่อมโยงถึงกันของเหตุปัจจัยต่างๆในจักรวาลไม่มีที่สิ้นสุด “ปฏิจจสมุปบาท” นั้นถูกอธิบายได้จากปฏิสัมพันธ์ของธาตุทั้ง ๔ และอาการของมัน แล้วผลักดันพลังงานสู่มิติที่สูงขึ้นไปเป็นลำดับหากความตระหนักรู้ของสิ่งมีชีวิตในมิติๆหนึ่งไม่ทราบกฎแห่งธรรมนี้ อาจจะสร้างสรรสิ่งที่เป็นสมดุลจอมปลอมเกิดประโยชน์เฉพาะในภพภูมิของตนเอง แต่ก่อเกิดโทษภัยแก่สิ่งมีชีวิตในภพภูมิหรือมิติที่สูงขึ้นไป และทั้งนี้ท่านสังเกตพบว่า เหตุเกิดแต่ จิต” หรือเริ่มต้นจากปฏิกิริยาภายในมิติส่วนของนามธรรมเป็นพื้นฐาน ส่วผลให้เกิดสิ่งต่างๆที่เป็นปฏิกิริยาส่วนรูปธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น (อ่าน “จิตบำบัด..วิถีแห่งพุทธะ”)

นพ.ลัญฉน์ศักดิ์ อรรฆยากร