
ในปี 2553นี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นการ น้อมรำลึก 100 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากในวันที่ 23 ตุลาคม ปี 2553 จะครบรอบ 100 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อชาติบ้านเมืองนานัปการ และแสดงความกตัญญูกตเวทีสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่มีต่อปวงประชาชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้
อำเภอพระยืน ซึ่งได้ยกฐานะเป็นอำเภอมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 นับเป็นระยะเวลารวมถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 34 ปี ยังไม่ได้มีการจัดสร้างบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๕ ฉะนั้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติคุณในวโรกาสที่พระปิยมหาราชสวรรคตครบ 100 ปีจึงได้ดำเนินการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๕ ประดิษฐานบนแท่นหน้าที่ว่าการอำเภอพระยืนเพื่อให้ประชาชนได้เคารพสักการะ มีการถวายพวงมาลาเนื่องในวันสวรรคตในวันที่ 23 ตุลาคม เป็นประจำทุกปี
และในวันที่ 7 กันยายน 2553 อำเภอพระยืนของเราได้จัดพิธีบวงสรวงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประดิษฐานบนแท่นพระบรมราชานุสาวรีย์หน้าที่ว่าการอำเภอพระยืน โดยมีนายอำเภอพระยืน นายภูมิจิตร ศรีวงษ์ราช และหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ รวมทั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง และเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2553 มาถึงอำเภอพระยืนของเราก็จะได้มีพิธีวางพวงมาลาเพื่อถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 อย่างสมพระเกียรติและเป็นที่เคารพสักการะบูชาของชาวอำเภอพระยืนต่อไป





อำเภอพระยืนได้ดำเนินการทอดผ้าป่ามหากุศลเพื่อสมทบทุนก่อสร้างบรมราชานุสาวรีย์รัชการลที่ ๕ หน้าที่ว่าการอำเภอพระยืน มาตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2552 และทำพิธีเททองพระบรมรูปฯในวันที่ 12 สิงหาคม 2553 บัดนี้การดำเนินงานได้เสร็จสิ้นลงแล้วด้วยการมีส่วนร่วมของกำนันผู้ใหญ่บ้านและชาวอำเภอพระยืน นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง








พระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่งได้แก่ การเลิกทาสนับเป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์โลก พระองค์มีพระราชดำริเรื่องการเลิกทาสตั้งแต่แรกเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เพราะการมีทาสเป็นเครื่องถ่วงความเจริญของบ้านเมือง
สำหรับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้เริ่มต้นขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งได้ทรงมีพระราชดำริให้มีการฟื้นฟูการปกครองในระดับหมู่บ้านที่มีมาแต่เดิมขึ้นใหม่ เพราะทรงเล็งเห็นว่าการปกครองในระดับนี้จำเป็นและสำคัญยิ่งในการบริหารราชการแผ่นดิน เนื่องจากเป็นหน่วยการปกครองที่ใกล้ชิดกับราษฎรมากที่สุด
มีบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 เป็นโคลงสี่สุภาพบทหนึ่ง ว่า
ความรู้เปรียบด้วย กำลัง กายเฮย
สุจริตคือเกราะบัง ศาสตรพ้อง
ปัญญาประดุจดัง อาวุธ
กุมสติต่างโลห์ป้อง อาจแกล้วกล้ากลางสนาม
และสำนักงาน กศน.ได้จัดทำเว็บไซต์เพื่อการเรียนรู้ 100 ปีแห่งการสวรรคตฯไว้ที่ http://www.nfe.go.th/king5_100yearold/