ก้าวต่อไปของชีวิต..
..ด้วยความที่ขาดพ่อตั้งแต่อยู่ปอ.ห้า จากครอบครัวที่มีลูกถึงสิบคน เมื่อสิ้นพ่อ ด้วยโรคมะเร็งร้ายคร่าชีวิตไป ชีวิตภายในครอบครัวที่เคยอยู่กันอย่างพอเพียง ไม่ขาดแคลนก็เริ่มมีปัญหา ใครจะช่วยแม่เลี้ยงลูกที่ยังเรียนหนังสือระดับมัธยมถึงประถมตั้งหกคน สภาพคำว่า "บ้านแตก สาแหรกขาด" เป็นอย่างนี้นี่เอง แม่มีภาระต้องเลี้ยงลูกเล็กๆ อีกมากมาย และสภาพโดดเดี่ยวก็โหดร้ายกับแม่เหลือเกิน แม่เลี้ยงหมูเอาไว้สองตัวเพื่อขายเลี้ยงลูก แต่ก็โดนขโมยมาแบกอุ้มเอาไปต่อหน้าต่อตา เพราะมันคงรู้ว่าแม่ไม่มีพ่อคอยปกป้องเหมือนเดิม มีแต่ผู้หญิงกับลูกเล็กๆ สองคนอยู่ด้วย สภาพเหล่านี้ทำให้แม่กลายเป็นคนขี้น้อยใจ หงุดหงิด บ่นว่าด่าทอลูกๆจนเข้าหน้าไม่ติด ทำให้เด็กน้อยคนนี้ต้องเลือกทางเดินชีวิตด้วยตนเองเสมอ ตัดสินอะไรด้วยตนเองเป็นประจำและติดนิสัยน้อยใจในโชคชะตาของ ตัวเองเป็นนิจเช่นกัน ..แต่เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น ก็เริ่มเห็นว่าชีวิตเราไม่ได้โชคร้ายอะไรมากมายเสมอไป อยู่ที่เราสร้างจินตนาการให้แก่ตนเองเสียมากกว่ากระมัง อย่างไรก็แล้วแต่ความหวาดผวาในใจก็มีไม่น้อยที่ต้องห่างไกลแม่ที่น่าสงสาร แม่มีลูกหลายคน แต่ไม่มีใครทำให้แม่มีความสุขได้เลย เหมือนกับลูกหลายคนเข้ากับแม่ไม่ได้..
ความรักที่มีต่อแม่ แต่ไม่อาจแสดงออกได้ กลายเป็นความเก็บกด คิดอย่างเดียวว่าทางข้างหน้า เราต้องเรียนเพื่อมาทำงานทำให้แม่มีความสุขให้ได้ .. ทรัพย์สมบัติที่แม่มี พี่ชายนำไปจำนอง อ้างว่าเอามาเลี้ยงน้องๆ น้องก็เล็กเกินกว่าจะรู้สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้บ้านและที่ดินกลายเป็นของคนอื่น และเดี๋ยวนี้มูลค่านับสิบล้าน..แต่พ่อพูดเสมอว่า ทรัพย์ที่พ่อให้เราได้คือ การเรียน ขอให้ตั้งใจเรียนแล้วเราจะหาทรัพย์มาได้เพราะความรู้..ดังนั้น การตัดสินใจไปอินเดียเพื่อหาความรู้ จึงเสมือนกับการไปแสวงหาทรัพย์ให้กับตัวเรานั่นเอง..
พี่สาวคนเดียวที่มี(นอกนั้นเป็นพี่ชายทั้งหมดเจ็ดคน) พี่แอ๋ว เรียนจบปกศ.สูงวิทยาลัยจันทรเ กษม ได้งานทำเป็นพนั กงานบริษัทตรีเพชรอีซูซุพอดี เป็นคนที่มีส่วนในการไปอินเดียครั้งนี้อย่างมากเพราะค่าเดินทาง ทุกอย่าง มาจากเธอทั้งสิ้น..และเป็นธุระในการส่งเงินให้ใช้ทุกเดือน ไม่มีวันลืม..แน่นอน แล้ววันเดินทางก็มาถึง หลังจากทำพาสปอร์ต ฉีดวัคซีนที่สภากาชาด ไปขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง..มี"แป้น" น้องสาวของดร.วัลลภา วงษ์ธรรมา(หรรษา พิมพ์ทอง)ผู้สร้างภาพยนต์การ์ตูนแอนิเมชั่น พุทธประวัติ ร่วมเดินทางไปเที่ยวบินเดียวกัน แต่ยังไม่ได้คุยกัน..จิตใจช่วงนั้นไม่ตื่นเต้นอะไรเลย รู้สึกเหงาๆอีกต่างหาก เครื่องใช้เวลาไม่นานก็ถึงสนามบินกัลกัตต้า พอเครื่องจอดก็เดินลงจากเครื่องแล้วก็เดินเข้าไปในจุดตรวจคนเข้าเมือง สภาพสนามบินยังไม่มีความทันสมัยแต่อย่างใด หลวงพี่มารับ แล้วพาไปพักที่บ้านท่านกงศุลไทยที่กัลกัตต้า...
จะหาภาพในยุคนั้นมาไว้ให้ดู..