ห่างหายจากการบันทึกไปนาน เพราะงานชุก และป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ค่ะ... ตอนนี้แข็งแรงดีแล้วจึงมีแรงบันทึกเรื่องดีๆ มาฝากกันเช่นเคยค่ะ
บันทึกนี้เป็นความรู้จากตลาดนัดความรู้ “เครือข่ายเรียนรู้สู่ความพอเพียง” ครั้งที่ ๒ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จากหลักคิดสู่วิถีปฏิบัติ ที่จัดโดยมูลนิธิสยามกัมมาจล เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๕๓ ณ ศูนย์การประชุมไบเทค บางนา
การเสวนาเรื่อง “ออกแบบการเรียนรู้อย่างไรให้เด็กเกิดอุปนิสัยพอเพียง” ในช่วงก่อนเที่ยง โดย
ดร.ประภาพรรณ จูเจริญ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็ก มหาวิทยาลัยมหิดล
ดร.ทิศนา แขมมณี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ดร.ปรียานุช พิบูลสราวุธ หัวหน้าโครงการวิจัยเศรษฐกิจพอเพียง สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ผศ.ดร. เลขา ปิยะอัจฉริยะ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาการศึกษา
ดำเนินไปอย่างเข้มข้น และเปี่ยมไปด้วยสาระ อยากให้คุณครูได้อ่านกันมากๆ เพราะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งสร้างอุปนิสัยให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนได้เป็นอย่างดี
อ.ประภาพรรณ จูเจริญ
ในการออกแบบการเรียนรู้ให้เข้ากับการทำงานของสมอง สมองเด็กทุกคนกระหายและใคร่รู้ ไม่เคยพอเพียง และเรียนรู้ได้มาก ทุกวันนี้เราให้อาหารสมองน้อยมากกับเมื่อเทียบกับการเรียนรู้ที่มีพลังมหาศาลของสมอง สมองเรียนรู้ที่จะแสดงออกว่าคิดได้คิดเป็น แต่จะทำอย่างไรให้สมองเรียนรู้เรื่องพอเพียงจนกลายเป็นอุปนิสัยพอเพียง
ตอนนี้ทำงานกับเด็กก้าวพลาด การที่เด็กก้าวพลาดเพราะสมองไปเรียนรู้เชิงลบ ไม่สมดุล เด็กเหล่านี้ทำไมไปติดยา เวลา ๑๖ ช.ม.ที่มี เขาอยู่ที่ ร.ร. ๘ ช.ม. ในอีก ๘ ช.ม. ที่เขาใช้ชีวิตอยู่นอกโรงเรียนเขาเรียนรู้เรื่องที่เป็นบวกแค่ไหน อย่างมากก็ได้แค่ครึ่งเดียว เพราะเด็กใช้เวลาไปกับการคุยโทรศัพท์ ดูละคร เล่นเกม ไปจนถึงการลองประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างเช่นเสพยา
เราจะแก้เรื่องนี้อย่างไร ช่วยได้ด้วยการให้เขาไปเรียนรู้ใหม่ สมองเขาสามารถพัฒนาได้ ให้เด็กดูให้เห็นว่าที่ชีวิตเป็นอย่างนี้เพราะเขาบริโภคสุดโต่ง ไม่เข้าใจว่าชีวิตคืออะไร
สมองต้องการประสบการณ์จริงที่สอดคล้องกับประสบการเดิม ในการเรียนรู้เมื่อครูทบทวน ประสบการณ์เล็กๆ ก็จะกลายเป็นประสบการณ์ถาวร ในการเติมประสบการณ์ก็ควรเน้นที่การเติมประสบการณ์ที่เป็นเชิงบวก และทำซ้ำบ่อยๆ ยิ่งบ่อยความจำและประสบการณ์นั้นก็จะยิ่งแข็งแรง จะเห็นได้ว่ายิ่งครูสอนบ่อย ครูก็ยิ่งชำนาญ หากครูย้ำบ่อยเด็กก็จะยิ่งชำนาญ ให้เขาได้ลงมือทำจริง เช่น อยู่ที่บ่อปลา เลี้ยงปลา หาปลา เพราะเรารู้ว่ายิ่งย้ำยิ่งแข็งแรง
สมองชอบความท้าทาย เช่นเกม ที่ระดับ ๑ จะเริ่มจากง่ายไปยาก โดยใช้อายตนะทั้งหมดไปเรียนรู้ และระดับก็จะยิ่งยากขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้เด็กรู้สึกท้าทายกับเกม ทำให้เล่นได้ถึงเช้า
เวลาที่เราอยู่กับเด็กก็นำกิจกรรมบวกๆ มาทำด้วยกัน เช่น ดูหนังดีๆ เล่นกีฬาด้วยกัน วัยรุ่นใช้อารมณ์นำ ให้เขาดูหนังได้ฉุกคิดจากหนัง และชวนทำกิจกรรมด้วยกันบ่อยๆ จนเขาหาความสุขเป็น เด็กหลายคนที่อยู่ในมือครูสามารถแก้ไขได้โดยใช้การเรียนรู้ที่เข้าใจการทำงานของสมอง แต่ครูต้องเข้าใจก่อนว่าสมองต้องการอะไร ให้เริ่มต้นง่ายไปยาก ใช้ประสบการณ์จริง ย้ำบ่อยๆ และเพิ่มความยากให้กับการเรียนรู้ในแต่ละวัย
หลักคิดนำสู่การออกแบบง่ายไปยาก สามารถบูรณาการได้ทุกวิชา ทำให้สมองเรียนรู้จากง่าย ของจริง ประสบการณ์จริง ท้าทายสมอง คิดได้เอง จัดการตัวเองได้ ทำให้เขาได้คิดเชื่อมโยงทั้งสมองส่วนคิด ส่วนอารมณ์ ถ้าสมองเชื่อมโยงได้ทุกส่วน การสร้างอุปนิสัยพอเพียงก็เกิดขึ้นได้