ป.
Patama ปัทมา Gomutbutra โกมุทบุตร

Openwill: CV, letter of recomendation, letter of reference จะใช้อะไรตัดสิน?


หากขาดความซื้อตรงและรู้จักตนเอง แรงบันดาลใจจะกลายเป็นสิ่งอันตราย; หากขาดแรงบันดาลใจ ความสามารถจะกลายเป็นหมัน, หากขาดความสามารถ ความเข้าใจจะถูกจำกัด, หากขาดความเข้าใจ ความรู้ก็ไร้ความหมาย และ หากขาดความรู้ ประสบการณ์ก็ไม่ได้ช่วยอะไร

วันนี้ขอ off topic จากเรื่อง Palliative เล็กน้อย จริงๆ แล้วก็มีแรงบันดาลใจมาจาก (แอบ) ได้ยินอาจารย์พูดถึง การคัดเลือก clinical fellow
จู่ก็เกิดสงสัยว่าทำไมการรับสมัคร Resident หรือ Fellow จึงมักประกอบไปด้วย CV, transcript, letter of recomendation และการสัมภาษณ์..อยากรู้ว่า เขาตัดสินเลือกคน (ถ้ามีให้เลือก) กันอย่างไร

ได้อ่านบทความเรื่อง Writing More Informative letters of Reference ของ Scott M.wright เจอประเด็นน่าสนใจ อยากบันทึกและเล่าสู่กันฟังคะ

Dee Hock ซึ่งเป็นนักบริหารจัดการมีชื่อเสียง ได้กล่าวว่า วิธีของการดูคุณสมบัติคน เพื่อเลือกเข้าทำงานแล้ว เขาเรียงลำดับความสำคัญดังนี้
1. First and the most important -> Integrity
2. Motivation
3. Capacity
4. Understanding
5. Knowledge
6. Last and least -> Experience

เหตุผลเพราะ...
" without integrity, motivation is dangerous; without motivation, capacity is impotent; without capacity, understanding is limited; without understanding, knowledge is meaningless; without knowledge, experience is blind."

หากขาดความซื่อตรงและรู้จักตนเอง แรงจูงใจจะกลายเป็นสิ่งอันตราย; หากขาดแรงจูงใจ ความสามารถจะกลายเป็นหมัน, หากขาดความสามารถ ความเข้าใจจะถูกจำกัด, หากขาดความเข้าใจ ความรู้ก็ไร้ความหมาย และ หากขาดความรู้ ประสบการณ์ก็ไม่ได้ช่วยอะไร

Integrity : คำนี้ ภาษาไทยแบบตรงๆ ไม่รู้จะเขียนว่าอย่างไรดี ในดิคชันนารีทั่วไป ให้นิยามว่า Adherence to moral or ethical principle  ใน Medical dictionary ยิ่งไปใหญ่ ให้นิยามว่า unimpair condition of function แล้วมันต่างจาก Honesty อย่างไร มีคำพูดหนึ่งที่สรุปได้ดีมาก กล่าวว่า "Integrity is telling myself the truth. And honesty is telling the truth to other people" (Spensor Johnson)
จึงขอสรุปตามความเห็นตัวเอง ว่าคำนี้ มีสองนัยยะ
1. ซื่อสัตย์ต่อตนเองในแง่หิริโอตัปปะ แม้ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ก็ละอายใจที่จะทำสิ่งในสิ่งขัดต่อจริยธรรม จรรยาบรรณ
2. รู้จักตัวเอง..เพื่อทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด..ฉันประทับใจอาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า การที่ใครจำทำสิ่งใดให้เยี่ยมยอดนั้น ไม่จำเป็นต้องอัจฉริยะ หรือทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ แต่.."You have to have insight what you can do best"

  ดังนั้นการประเมิน Integrity จึงเป็นสิ่งลึกซึ้ง เอ..ก็เรื่องตัวเอง คนอื่น (แม้แต่อาจารย์ที่เขียน LOR ให้) จะรู้ได้อย่างไร  การประเมินด้วยวิธีสัมภาษณ์น่าจะพอบอกได้..ซึ่งผู้สัมภาษณ์ที่ดี ควรมีสัญชาตญาณ หรือเทคนิดการถาม ---> ต้องค้นคว้าสักหน่อยแล้ว

Motivation : การมีแรงบันดาลใจ นิยามคำนี้คือ the activation or energization of "goal-orientated behavior".  คำสุดท้ายนี้ มีความหมาย เพราะทำให้แยกจาก การทำงานตามอาจารย์สั่ง  การทำตามเพื่อน เพราะเป็นการทำเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายของตัวเอง
คนที่ทำตามแรงบันดาลใจ จะทำมากกว่า "พอผ่านตามเกณฑ์" หรือ "ทำอย่างที่ทำๆ กันมา" ขณะเดียวกันเขาจะไม่กลัวการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะคิดว่าสิ่งนั้นจะช่วยให้เขาทำได้ดีขึ้น ดีขึ้น และดีขึ้น..
สิ่งนี้ ได้จากการอ่าน Letter of recomendation/reference

อย่างไรก็ตาม...ฉันเคยอ่านเรื่องราว หมอต่างชาติคนหนึ่ง ที่สอบ American clinical license สอบแล้วสอบอีกถึง 10 ครั้ง จนในที่สุดก็ผ่าน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีที่ใดรับเข้าทำงาน โดยเจ้าตัวให้ประวัติว่าเขามีชื่อแรกใน 20+ published paper ใน pubmed..แม้จะชื่นชมในการมีแรงจูงใจอันเหลือล้น แต่คำถามคือ..มันฝืน "what you can do best" หรือไม่..

Capacity: ความสามารถ ใช้สับไปสับมากับคำว่า Capability แต่ในความเห็นฉันชอบคำว่าหลังมากกว่า เพราะ Capacity ทำให้นึกถึงความจุเหมือน memory ของคอมพิวเตอร์จึงแล้วแต่บุญแต่กรรมใครมีมากมีน้อย  แต่ Capability ทำให้นึกถึง CPU ความเร็ว ความคล่อง การประมวลผลอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นสิ่งที่พัฒนาได้
ตอนเด็กๆ เรามักจำสิ่งต่างๆ ได้ง่ายๆ แต่เมื่อสมองพัฒนาการ เซลล์ประสาทเติบโตเต็มที่แล้วการจะรำลึกสิ่งใดได้ต้องอาศัยการ "เชื่อมโยงกับชีวิตจริง" (เมื่อผู้ใหญ่พยายามเรียนแบบเด็ก คือ ท่องซ้ำแล้วซ้ำอีก ถึงไม่ได้ผล)..ความสามารถทางภาษา จึงไม่ได้วัดว่าท่องศัพท์ได้กี่คำ แต่ดูที่ใช้สื่อสารรู้เรื่องหรือไม่..ความสามารถทางคลินิก จึงไม่ได้วัดว่ารู้จัก syndrome ก็โรค แต่ดูที่รักษาคนไข้ปลอดภัยหรือไม่ ทำงานร่วมกับสหวิชาชีพได้หรือไม่
สิ่งเหล่านี้ ได้จากทั้งการสัมภาษณ์และ LOR

Understanding: ความเข้าใจ คำๆนี้ มีมนต์ขลังสำหรับการออกข้อสอบเป็นอย่างมาก อย่างไรจึงจะวัดความเข้าใจ มีคนเปรียบเทียบว่า knowledge เปรียบเสมือน Catalog of fact พนักงานเสริฟสามารถบอกได้ว่า อาหารในเมนูมีกี่อย่างประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่อาจไม่รู้ว่า "ทำไม" ต้องมีส่วนประกอบนั้น  นักศึกษาแพทย์สามารถบอก Criteria การวินิจฉัย SLE : RINDA MASHOP ได้อย่างฉาดฉาน แต่ไม่รู้ว่า "ทำไม" ถึงต้องมี criteria เหล่านี้ในการวินิจฉัย
ข้อนี้ LOR จากอาจารย์ที่ได้สัมผัสผู้สมัครมาระยะหนึ่งน่าจะบอกวิธีการเรียนได้
สำหรับคะแนนสอบ..บอกได้ไหม? อาจยังบอกไม่ได้ เพราะ
การรู้คำตอบ "ทำไม" เป็นสิ่งแรกที่จะนำไปสู่การประยุกต์ได้ บางทีข้อสอบ apply ก็ไม่เป็นธรรมกับนักศึกษานัก หากอาจารย์ไม่เคยให้แนวทางที่เขาจะรู้ "why" 

ในส่วน Knowledge และ Experience นั้นไม่ซับซ้อนมาก สามารถดูได้จาก transcrip และ CV ได้

ในบทความนี้ ยังกล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง Letter of recomendation (Fantacy land : นำเสนอจุดเด่นเท่านั้น) กับ Letter of refference (ประเมินทั้งจุดเด่นและจุดด้อย) ปัจจุบัน มีแนวโน้ม นิยม Letter of reference มากขึ้นเรื่อยๆ...โดยสรุปเป็นบทความที่อาจารย์น่าอ่านคะ

คำสำคัญ (Tags): #cv#integrity#letter of reference
หมายเลขบันทึก: 389818เขียนเมื่อ 1 กันยายน 2010 09:19 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 มิถุนายน 2012 09:41 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (1)

จะพยายามหาเวลาไปอ่านฉบับเต็มครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี