แม้จะรู้สึกว่าการทำงานลักษณะนี้กับชาวบ้าน ไม่ได้นำไปสู่เป้าหมาย "การพึ่งตนเอง" ของชาวบ้าน แต่ก็เป็นสิ่งที่ชาวบ้านต้องการได้ "สิทธิ" ของเขาตามนโยบายที่รัฐบาลให้ ก็เลยได้แต่วิ่งไปกับชาวบ้านในสถานการณ์เฉพาะหน้าเช่นนี้ ณ ขณะนี้

ภายหลังจากที่ชาวบ้านมาปรึกษาว่าตนและเพื่อนร่วมตำบลกว่า 1,000 คน ได้ตกหล่นการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกพืชข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่ปีที่แล้ว และปีนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีนโยบายว่า ถ้าเกษตรที่ทำกินในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ และไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ในปีที่แล้ว ปีนี้จะไม่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลได้

เมื่อได้ศึกษาข้อมูลชัดเจนแล้วว่า การแก้ปัญหาเรื่องนี้ต้องเป็น มติคณะรัฐมนตรี เท่านั้น จึงได้หารือกันและดำเนินเรื่องเพื่อขอความช่วยเหลือให้ชาวบ้านในพื้นที่ ก่อนจะหมดเขตการขึ้นทะเบียนปีนี้ที่กำหนดไว้ 31 ตุลาคม  ดังนี้

25 กรกฏาคม 2553  เขียนบทความลง นสพ.มติชนรายวัน เพื่อนำเสนอปัญหาของชาวบ้าน

29 กรกฎาคม 2553 ทำหนังสือ (จดหมาย) ถึงผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายกรัฐมนตรี รมว.กระทรวงเกษตรฯ  และ รมว.กระทรวงพาณิชย์ เพื่อนำเสนอปัญหาและขอความช่วยเหลือให้มีมติคณะรัฐมนตรีสำหรับเกษตรกรที่ตกหล่น โดยแนบบัญชีรายชื่อชาวบ้านที่ร้องเรียนมาที่มูลนิธิ จำนวน 469 คน

19 สิงหาคม 2553  โทรศัพท์ติดตามความคืบหน้าจากเลขาอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ทราบว่าเรื่องกำลังถูกส่งผ่านให้ คณะกรรมการนโยบายข้าวโพด ซึ่งมีรองนายกไตรรงค์ เป็นประธาน

20 สิงหาคม 2553  ทำหนังสืออีกฉบับ ส่งถึงรองนายกไตรรงค์ โดยตรง

26 สิงหาคม 2553  หน้าห้อง รองนายกไตรรงค์ โทรศัพท์มาประสานงานเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม

30 สิงหาคม 2553  เจ้าหน้าที่จาก สนง.เกษตรจังหวัด 5 คน ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ (จากบทความที่ลง นสพ.มติชน) มาขอนัดพบเพื่อสอบข้อเท็จจริงถึงข้อมูล ความเป็นมา ในการนำเสนอปัญหาของชาวบ้านผ่าน นสพ. และสอบสวนเกษตรกรผู้ให้สัมภาษณ์ ซึ่งมีชื่อปรากฎใน นสพ.

จากการไปที่ สนง.เกษตรอำเภอวันนี้ ทำให้ได้รับทราบข้อมูลว่ามีชาวบ้านที่มีคุณสมบัติตามโครงการ แต่ตกหล่นการขึ้นทะเบียนในปีที่ผ่านมา ที่ได้มายื่นเรื่องไว้ที่ สนง.เกษตรอำเภอ ตั้งแต่ปีที่แล้ว เฉพาะที่ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย เชียงราย มีจำนวนถึง 1,420 ราย

ดังนั้น ข้อกังวลที่ฝ่ายนโยบาย และกระทรวงทรัพยฯ กังวลว่าชาวบ้านที่มายื่นเรื่องว่าตกหล่นในปีนี้จะเป็นผู้ที่ไปบุกรุกที่ทำกิน/ พื้นที่ป่า เพิ่มเติมอีก จากนโยบายนี้ของรัฐบาล คงไม่ต้องกังวลถ้าจะพิจารณาจากฐานข้อมูลปีที่ผ่านมา ซึ่งทางเกษตรอำเภอรวบรวมไว้หมดแล้ว

คงต้องติดตามกันต่ออีกว่า หลังจากนี้จนถึง 31 ตุลาคม ที่สิ้นสุดระยะเวลาการขึ้นทะเบียนปีนี้ ชาวบ้านที่ตกหล่นเหล่านี้จะได้รับการพิจารณาให้ความช่วยเหลืออย่างไรบ้าง ในสถานการณ์ที่รัฐบาลพิจารณางบประมาณผ่านไปเรียบร้อยแล้ว