เสร็จสรีระกิจเดินกลับมาโต๊ะอาหาร มองรอบตัวแล้วเห็นฝรั่งมีจำนวนไม่มากนัก แต่เห็นชาวเอเชียจำนวนมากกว่า

มุ่งหน้าสู่กรุงโรม-2

โสภณ เปียสนิท

............................

 

            เสร็จสรีระกิจเดินกลับมาโต๊ะอาหาร มองรอบตัวแล้วเห็นฝรั่งมีจำนวนไม่มากนัก แต่เห็นชาวเอเชียจำนวนมากกว่า นั่งรับประทานอาหารอย่างมีความสุข ห้องอาหารแห่งนี้มีสองชั้น ชั้นนอกคือที่พวกเรานั่งอยู่ มีโต๊ะราว 10 กว่าโต๊ะ เก้าอี้โต๊ะละ 10 ตัว ชั้นในด้านหน้ามีเวทียกพื้น เครื่องดนตรีสามสี่ชิ้นวางเรียงลักษณะครึ่งวงกลม พร้อมนักดนตรี นักร้องชายหญิง นักร้องชายกำลังร้องเพลงจังหวะเร็ว นักร้องหญิงใช้วิธีเชิญชวนผู้แทนลูกค้าผู้แต่ละกลุ่มขึ้นมาร่วมกิจกรรมเต้นรำ ได้ผลครับชายหญิงหลายคนขึ้นไปร่วมเต้นรำสนุกสนานเหงื่อแตกไปตาม ๆ กัน เสียงร้องเพลง เสียงดนตรี เสียงช้อนชามกระทบกัน เสียงย่ำเดินอย่างเร็วของบริกรหนุ่มหน้าตาเฉยชา ประกอบกันจนกลายเป็นบรรยากาศแห่งร้านอาหารที่น่าอภิรมย์ไม่น้อย

 

                บริกรหนุ่มน้อยเดินบริการอย่างรวดเร็วอย่างน่ากลัวว่าอาหารจะหกรดลูกค้าโต๊ะใดโต๊ะหนึ่งเข้าสักวัน วิธีบริการน่าทึ่งไม่เบา เพราะน้องแกเล่นใช้แขนในแนวนอนวางจานอาหารทีละสองสามจานแล้วเดินบริการอย่างคล่องแคล่ว เวลาเก็บจานชามก็เหมือนเดิม ตั้งแขนในแนวนอน แล้วซ้อนจานชามหลายชั้นแล้วเดินกลับไปเก็บอย่างรวดเร็ว บางครั้งบางทีพูดจาสัพยอกเล่นกับลูกค้าอย่างสนุกหน้าตาย ได้บรรยากาศอีกอย่าง ทีไม่ค่อยได้พบในร้านอาหารทั่วไป

 

                สำรวจรายการอาหารแล้วเหมือนว่าจะจดบันทึกไว้ไม่ครบ มีสปาเก็ตตี้เป็นอาหารหลัก อีกชนิดหนึ่งที่ผมชักลืมหน้าตาไปแล้ว ชื่อราซันย่า นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกครับว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ความทรงจำของคนมันมีข้อเสียอย่างนี้แหละครับ ทั้งที่กินมากับปากตัวเองแท้ ๆ แต่ไม่นานนักก็ลืมเลือนไป “สิ่งที่อยากจำมันกลับลืม สิ่งที่อยากลืมกลับจำ” กล่าวได้ว่าใจของคนนี่มันเลี้ยงไม่เชื่องจริง ๆ รายการต่อมาจำได้ดี คือไก่อบ อีกรายการคือเฟร้นฟรายด์ และจบท้ายรายการด้วยไอศกรีมอีกถ้วย เต็มอิ่มสบายไปอีกมื้อ

 

                รับประทานอาหารเสร็จ เราเดินทางสู่โรงแรมชื่อ อาร์ทโฮเทลมิวสิโอ (Art Hotel Mesio) คือนอกจากจะมีที่พักให้แล้วยังมีพิพิธภัณฑ์ให้เยี่ยมชมด้วย แต่เราไม่ได้ชมเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่ว่านี่ เพราะกว่าเราจะแจ้งการขอเข้าพักเรียบร้อยก็ดึกมากแล้ว อีกอย่างการเดินทางค่อนข้างยาวนานทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าต้องการพักผ่อนมากกว่าการบันเทิงใด ๆ คืนนี้ก่อนนอนหลับไปผมทบทวนกำหนดการภาคเช้าในใจว่า 6.30 น. ปลุกให้ตื่น (morning call) 7.30 น. ลงสู่ห้องรับประทานอาหารเช้า (breakfast) 8.30 น. ขึ้นรถเดินทางสู่ศูนย์กลางแห่งโรม

 

                เช้าวันรุ่งขึ้น ผมลุกขึ้นสวดมนต์ไหว้พระเหมือนดังเคย ด้วยความเกรงใจเพื่อนร่วมห้องนอน และอีกอย่างผมไม่ต้องการทำอะไรให้ดูเหมือนว่าจะเป็นพิธีการขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ ที่ผมต้องการเพียงแค่ฝึกการทำใจให้สงบด้วยการสวดมนต์ และการกำหนดดวงแก้วกลมใสเหนือสะดือสองนิ้วที่จุดศูนย์กลางกาย เพื่อฝึกการหยุดคิดเพราะรู้ว่าใจของคนเรามันคิดเสียจนไม่รู้จักหยุด วิธีการง่าย ๆ คือยกหัวให้สูงขึ้นนิดหนึ่งแล้วกำหนดจิตเอา ไม่จำเป็นต้องตั้งท่าตั้งทางให้เสียเวลา