ดึกมากแล้ว ดวงจันทร์กระจ่างฟ้า นวลแสงจันทร์สาดส่องเยือกเย็น เมฆขาวลอยเลื่อนตามแรงลมผ่านดวงเดือนอย่างเงียบๆ

มุ่งหน้าสู่กรุงโรม-1

 

            ดึกมากแล้ว ดวงจันทร์กระจ่างฟ้า นวลแสงจันทร์สาดส่องเยือกเย็น เมฆขาวลอยเลื่อนตามแรงลมผ่านดวงเดือนอย่างเงียบๆ เหมือนเป็นคนอื่นไกลไม่เคยรู้จักไม่ทักทาย ดูเหมือนว่าในหัวของผมว่างเปล่าเบาโหวงไม่ค่อยจะเหลือความทรงจำใด ๆ เกี่ยวกับมหานครโบราณที่เรียกว่าโรม อาจเป็นเพราะเวลาล่วงเลยมานานเกือบปี อาจเป็นเพราะบันทึกที่เก็บไว้ไม่มีรายละเอียดเพียงพอให้ทบทวนความทรงจำ นึกแล้วเสียดาย ผมน่าจะบันทึกเหตุการณ์ครั้งสำคัญโดยละเอียดกว่านี้

 

                ผมนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์มือซ้ายถือสมุดบันทึกเล่มเล็ก มือขวาเปิดหาเรื่องราวระหว่างการเยือนยุโรปครั้งนั้น ตัวหนังสือโย้เย้เรียงรายเหมือนไก่เขี่ย เพราะความเร่งรีบ และเพราะการจดระหว่างเดินทางมีเงื่อนไขมากทำให้ลายมือของผมห่างออกไปจากความคุ้นเคย เดิมที่เคยเขียนพอดูได้ กลายเป็นลายมือที่เกือบจะดูไม่ได้ทีเดียว

 

                หลับตาลงเบา ๆ ค่อยทบทวนเรื่องราววันนั้น วันที่เดินออกจากบริเวณโบสถ์ซานตาโกเซ่ด้วยความอาลัย ผมหันมองโบสถ์หลังใหญ่เก่าแก่เก็บภาพศรัทธาแห่งคริสตศาสนิกชนที่ร่วมสร้างศาสนาสถานแห่งนี้ไว้ในความทรงจำ ส่งใจอำลา ชีวิตวันหน้าถ้าไม่ตายเสียก่อน คงได้ย้อนคืนมาชื่นชมอีกครั้ง

 

                เมื่อรวมตัวกัน เราขึ้นรถเดินทางมุ่งหน้าสู่กรุงโรม เมืองหลวงแห่งอิตาลีเป็นลำดับต่อไป แต่วันนี้เย็นมากแล้ว เราคงต้องหาร้านอาหารที่ถูกลิ้นคนไทย อย่างน้อยต้องเลือกเอาชนิดที่พอรับได้ อาหารหลายมื้อที่ผ่านมา เราเลือก (อันที่จริงมัคคุเทศก์เลือกร้านไว้ให้เราก่อนแล้ว) ร้านอาหารจีน ซึ่งในความเห็นของผมเอง มองว่าเป็นอาหารไทยที่ลดรสชาติทั้งปวงลงจนเกือบเหลือศูนย์ รสที่เด่นที่สุดสำหรับอาหารจีนคือ “รสจืด” น้ำปลาพริกที่มัคคุเทศก์นำมาบริการจึงเป็นสิ่งวิเศษสุดสำหรับเรา

 

                เย็นวันที่ 21 ตุลาคม 2547 กว่าเราเดินทางถึงร้านอาหารก็เลยเวลาอาหารเย็นไปนานโข ไกด์แนะนำว่าเป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยนที่ทำอาหารแล้วคนไทยพอรับประทานได้ ผมจำชื่อไม่ได้  และไม่พบการบันทึก อาจเป็นเพราะผมมัวแต่คุย และสนใจสิ่งรอบตัวมากเกินไป

 

                ฝอยฝนยังคงโปรยปรายบางเบา ๆ ลงสู่พื้นขณะที่เดินเข้าสู่ร้าน เราก้าวขึ้นบันไดสามสี่ขั้น ผ่านต้นไม้ประดับร้านร่มรื่น ผมแวะเข้าห้องน้ำกึ่งอยากรู้และกึ่งทำตามความต้องการของธรรมชาติ และเป็นไปตามคาดหมาย ห้องน้ำในประเทศนี้มีจำนวนน้อย มองตามสายตาของคนที่มาจากประเทศไทยเห็นว่า ชาวอิตาเลี่ยนให้ความสำคัญกับการกิน หรือการนำเข้า (take in) มากกว่าการปลดเปลื้องผ่องถ่าย หรือนำออก (take out) ผู้มาหาห้องสุขาจะต้องเรียงแถวคอยตามระเบียบ มาก่อนได้ก่อนมาทีหลังได้ทีหลัง โดยไม่ได้แจ้งวิธีดำเนินการในกรณีฉุกเฉินไว้เสียด้วย เรื่องนี้คาใจผมอยู่มาก วานผู้เชี่ยวชาญประเทศอิตาลีช่วยบอกให้ทราบด้วย ถ้ารู้วิธีการแก้