Healthy Public Policy & Health Impact Assessment
แนวทางการพัฒนาสุขภาพ โดยใช้หลักการของพระพุทธเจ้า ซึ่งประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค มีรายละเอียด ดังนี้
1) ทุกข์ : ป่วยเกินจำเป็น ที่เกิดจากการภาวะคุกคามต่าง ๆ (เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคไตวาย อุบัติเหตุทางถนน)
2) สมุทัย : เหตุแห่งทุกข์(สาเหตุของปัญหา) สาเหตุของปัญหา คือ “การพัฒนาที่ไม่สมดุลไม่ยั่งยืน” โดยคำนึงถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างพอเพียง สภาพแห่งทุกข์ เช่น ความเครียด ความแปรปรวนทางจิต และความเสื่อมถอยทางปัญญา
3) นิโรธ : ความดับทุกข์ (แนวทางการแก้ปัญหา) โดยปรับวิสัยทัศน์ จากเดิมที่ มุ่งเน้นการ “ซ่อม” สุขภาพ (เน้นที่โรค) ปรับไปสู่ มุ่งเน้นการ “สร้าง” สุขภาพ (เน้นที่ สุขภาวะ ซึ่งประกอบด้วย กาย จิตใจ สังคม ปัญญา: จิตวิญญาณ)
4) มรรค : หนทางในการดับทุกข์ โดยกำหนดทิศทางการพัฒนาสุขภาพ (กฎบัตรอ็อตตาว่า จากการประชุมนานาชาติเรื่อง “การสร้างเสริมสุขภาพ” เมื่อปี 2529 ที่กรุงอ็อตตาว่า ประเทศแคนาดา) ได้นำเสนอกลยุทธ์แห่งการสร้างเสริมสุขภาพไว้ 5 ประการ คือ
(1) มีนโยบายสาธารณะที่สนใจสุขภาพ (สุขภาวะ สมดุล) จากการประชุมสมัชชาโลก ปี 2551 ด้านนโยบายสาธารณะได้กำหนดแนวทาง ดังนี้
- ปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ การทำงาน การศึกษา ระบบประกันสังคม เช่น เด็ก สตรี
วัยทำงาน ผู้สูงอายุ
- กระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ระบบธรรมาภิบาล เช่น รัฐ-เอกชน-ประชาสังคมทำงานร่วมและระบบภาษีแบบก้าวหน้า
- เฝ้าระวังและประเมินผลกระทบจากนโยบายและการกระทำต่าง ๆ ที่มีผลต่อสุขภาพ ความเป็นธรรม และปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพ
(2) สร้างสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ทางสังคม ที่เอื้อหนุน เกื้อกูล ต่อสุขภาพ มีทางเลือกให้ประชาชน เช่น กายภาพ สังคม วัฒนธรรม กฎหมาย/ระเบียบ และกลไกการมีส่วนร่วม
ตัวอย่าง โครงการที่ประสบความสำเร็จที่ผ่านมาในระดับท้องถิ่น(จังหวัดขอนแก่น) เช่น โครงการสวมหมวกกันน็อด ถนนปลอดเหล้า เป็นต้น
ตัวอย่าง โครงการที่ประสบความสำเร็จที่ผ่านมาในระดับประเทศ เช่น กฎหมายประกันสังคมกฎหมายหลักประกันสุขภาพ(สป.สช.) กฎหมายควบคุมบุหรี่ การใช้สิทธิบัตรยาเพื่อสาธารณะโดยรัฐ การถอนคาเฟอีนออกจากยาแก้ปวด โครงการถุงยางอนามัย 100% ของ นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร เป็นต้น
(3) พัฒนาทักษะประชาชนและครอบครัว เช่น การอบรม การใช้สื่อในการเผยแพร่
ความรู้และทักษะให้แก่ประชาชน
(4) สร้างชุมชนเข้มแข็ง เช่น ศูนย์การเรียนรู้ เศรษฐกิจพอเพียง โดยการสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรประชาสังคม (Civil Society Sector) เพื่ออุดช่องว่าในการดำเนินงานด้านสุขภาพระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้กิจกรรมขององค์กรประชาสังคมใน 40 ประเทศ โดยใช้งบดำเนินงาน 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีคนทำงาน 48.4 ล้านคน (คิดเป็น 4.6% ของประชากรวัยทำงาน) ตัวอย่างองค์กรประชาสังคมที่ประสบความสำเร็จ เช่น ในประเทศไต้หวัน คือ มูลนิธิ Tzu Chi ก่อตั้งโดยแม่ชี Nun Jieng Yurn ที่ดำเนินงานเพื่อสังคมมาเป็นเวลา 30 ปี มีสมาชิก 1 ล้านคน มีโรงพยาบาล 6 แห่ง สถานีอนามัย โรงเรียน และมหาวิทยาลัยเป็นของตนเอง โดยขยายเครือข่ายไป
ทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “การเอาหัวใจความเป็นมนุษย์กลับคืนมา” และทุกคนต้องทำงาน
(5) ปรับทิศทางการลงทุนด้านสุขภาพให้มาเน้น บริการปฐมภูมิ ส่งเสริมป้องกัน
พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 (National Health Act 2007) เสนอมุมมองใหม่ด้านสุขภาพที่ให้ความหมายของคำว่า “สุขภาพ หมายถึง ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญาและสังคม เชื่องโยงเป็นองค์รวมอย่างสมดุล” ที่กว้างขวางและครอบคลุมเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนไม่ใช่งานด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว โดยเน้นด้านการสร้างสุขภาพเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น โดยมีประเด็นที่สำคัญ ประกอบด้วย 1) คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช) นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน 2) กรรมการมาจากการสรรหา จากตัวแทนจากทุกภาคส่วน 3) มีสำนักงานเลขาธิการ (สช) 4) ให้มีกลไกการจัดสมัชชาสุขภาพ ทุกระดับ 5)มติจากสมัชชาสุขภาพ เสนอเข้าสู่ คสช. สู่ ครม. 6) มีกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจากนโยบายสาธารณะ 7) มีกลไกการจัดทำธรรมนูญสุขภาพ ปรับปรุงทุก 5 ปี และ 8) เพิ่มสิทธิและหน้าที่ของประชาชนด้านสุขภาพ ได้แก่ ข้อมูลสุขภาพเป็นความลับบุคลากรสุขภาพต้องแจ้งข้อมูลให้ทราบสิทธิปฏิเสธการรักษา และสิทธิปฏิเสธไม่เข้าร่วมการทดลอง/วิจัย
การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment of Public Policy : HIA) เป็นการประเมินที่มุ่งหาผลกระทบเชิงซ้อนต่อทั้งสถานะสุขภาพและปัจจัยของสุขภาพ โดยใช้ข้อมูลหลายแหล่งและฟังทุกฝ่าย(ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ) แต่จะมีข้อจำกัดทางด้านเวลาและทรัพยากร รวมทั้งต้องมีข้อเสนอที่มีผลต่อการตัดสินใจ โดยมี 5 ขั้นตอน อันได้แก่ 1) การกลั่นกรอง 2) กำหนดขอบเขต 3) การวิเคราะห์ผลกระทบ 4) การให้ข้อเสนอแนะทางเลือก และ 5) การติดตามควบคุม ซึ่งลักษณะพิเศษของ HIA ประกอบด้วย 1) มุ่งหาผลกระทบเชิงซ้อนต่อทั้งสถานะสุขภาพและปัจจัยของสุขภาพ 2) ใช้ข้อมูลหลายแหล่ง 3) ฟังทุกฝ่าย 4) เวลาจำกัด ทรัพยากรจำกัด และ 5) ควรมีผลตอ่การตัดสินใจ
หมายเหตุ แหล่งข้อมูลที่ศึกษาเพิ่มเติม ประกอบด้วย
1) ประเทศไทย เช่น www.nationalhealth.or.th , www.nhso.or.th , www.thailhealth.or.th , www.hsri.or.th , www.prawase.com
2) ต่างประเทศ เช่น www.who.int , www.google.com key words : Public policy , health impact assessment
****************************