โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ
โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ กำลังน้อมนำผู้คนไปสู่การเอาใจใส่อย่างจดจ่อเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์พืช, การใช้ยาฆ่าแมลงเพิ่มมากขึ้น, และในท้ายที่สุด ก็มีหนี้สินทับทวีขึ้น. ความเข้มข้นของทุนนิยม, เกษตรกรรมควบคุมโดยบริษัทธุรกิจกำลังแผ่ขยายไปในดินแดนต่างๆ ที่ซึ่งชาวนาและเกษตรกรทั้งหลายต่างยากจนลง. แต่จนกระทั่งบัดนี้ ก็ยังสามารถเลี้ยงตนเองได้ในด้านอาหาร. ในพื้นที่ต่างๆ ที่ซึ่งเกษตรกอุตสาหกรรมได้รับการแนะนำโดยผ่านโลกาภิวัตน์, ต้นทุนที่สูงขึ้น กำลังทำให้มันเป็นไปไม่ได้เลย สำหรับการที่ชาวชนาคนเล็กคนน้อยจะอยู่รอดต่อไปได้.
โลกาภิวัตน์เกี่ยวกับเกษตรอุตสาหกรรมที่ไม่ยั่งยืน กำลังทำให้รายได้ของชาวนาประเทศโลกที่สามระเหยกลายเป็นไอ โดยผ่านการรวมเข้ากับ"การลดค่าของเงิน"ลงมา, จากการลดค่าเงินนี้ได้ไปเพิ่มต้นทุนให้สูงขึ้น และไปทำลายราคาพืชผลเกษตรกรรมให้พินาศลง.
ชาวนาในทุกๆที่กำลังต้องจ่ายส่วนที่ซึ่งพวกเขาเคยได้รับ สำหรับสินค้าเกษตรกรรมอย่างเดียวกันเมื่อหนึ่งทศวรรษที่แล้ว. ในสหรัฐอเมริกา ราคาข้าวสาลีได้ตกลงมาจาก 5.75 เหรียญ, มาอยู่ที่ 2.43 เหรียญ, ราคาของ soya bean หรือ ถั่วที่ใช้เลี้ยงสัตว์ก็ตกลงมาจาก 8.40 เหรียญ, มาอยู่ที่ 4.29 เหรียญ, และราคาข้าวโพตก็ลดลงมาจาก 4.43 เหรียญ, มาอยู่ที่ 1.72 เหรียญต่อหน่วย. ในประเทศอินเดีย, จากปี 1999 ถึง 2000, ราคากาแฟได้ตกลงมาจาก 60 รูปี, มาอยู่ที่ 18 รูปี ต่อกิโกกรัม, และราคาของเมล็ดพืชที่ให้น้ำมันต่างๆ ก็ลดลงมามากกว่า 30 %.
สหภาพชาวนาชาวไร่แห่งชาติของคานาดาก็มีลักษณะเดียวกันนี้ ในรายงานขององค์กรดังกล่าวแก่วุฒิสภาในปีนี้ ชี้ว่า: "ในขณะที่ชาวนาทั้งหลายได้ปลูกเมล็ดธัญพืช - ข้าวสาลี, ข้าวโอ๊ทต่างๆ, ข้าวโพต, - กำไรที่ได้มากลับเป็นไปในเชิงลบ และพวกเขาได้ถูกผลักไสให้เข้าไปประชิดติดกับภาวะล้มละลาย, ส่วนบริษัทต่างๆที่ทำอุตสาหกรรมเกี่ยวกับธัญญพืชสำหรับอาหารเช้าของผู้คน กลับเก็บเกี่ยวผลกำไรได้อย่างมหาศาล.
ในปี 1998, บริษัท Kellogg ที่ผลิตธัญญพืช, บริษัท Quaker Oats และ General Mills ต่างพออกพอใจกับผลกำไรที่ได้คืนมาสำหรับสินค้าธัญพืชในหน่วยน้ำหนักเดียวกัน เพิ่มขึ้นจาก 56%, มาเป็น 165%, และ 222% โดยลำดับ. ขณะที่ราคาขายของข้าวโพตต่อหน่วยเดียวกันนั้น น้อยกว่า 4 เหรียญ, ราคาขายของข้าวโพตที่อัดเป็นแผ่นบางๆที่เรียกว่า corn flakes (มีการนำเอาสินค้าเกษตรไปทำเป็นอุตสาหกรรมแล้ว)มีราคาขายต่อหน่วยสูงถึง 133 เหรียญ. ในปี 1998, บริษัทธัญพืชทั้งหลายมีกำไรเพิ่มขึ้นจาก 186 เท่า มาเป็น 740 เท่า ซึ่งอันนี้มีกำไรเชิงเปรียบเทียบมากกว่าที่ฟาร์มต่างๆได้รับ. บางที ชาวนาชาวไร่และเกษตรกรทั้งหลายกำลังทำอะไรที่มันน้อยเกินไป ในขณะที่คนอื่นๆกำลังแย่งเอาไปมากเกินไป".
และรายงานของธนาคารโลกก็ชื่นชมว่า "เบื้องหลังลักษณะของความเป็นขั้วของราคาค่าบริโภคตลาดภายในและราคาตลาดโลก เป็นการมีอยู่ของบริษัทการค้าขนาดใหญ่ในตลาดสินค้าเกษตรนานาชาติ".
ขณะที่ชาวนาและเกษตรกรมีกำไรน้อย, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศที่ยากจน, ต่างต้องใช้จ่ายเป็นจำนวนมากขึ้น. ในประเทศอินเดีย, ราคาค่าอาหารเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ระหว่างปี 1999 และปี 2000, และการบริโภคเมล็ดพันธุ์อาหารได้ตกลงมา 12% ในเขตท้องถิ่น. การเพิ่มขึ้นของการตัดสิทธิในการเข้าถึงอาหารเพื่อการบริโภคเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น ได้ก่อให้เกิดภาวะการขาดแคลนโภชนาการไปเรียบร้อยแล้ว, ซึ่งอันนี้เป็นการไปผลักดันให้อัตราการตายเพิ่มมากขึ้น.
การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นโดยผ่านการค้าโลก ได้รับการวางรากฐานลงบน"ส่วนเกินเทียม"(pseudo surpluses ในที่นี้หมายถึง บริษัททางด้านเกษตรได้กำไรมากขึ้น แต่เกษตรกรกลับยากจน). อาหารมากขึ้นได้ถูกนำมาค้าขาย ขณะที่คนยากคนจนกำลังบริโภคน้อยลง. เมื่อความเจริญเติบโตได้ไปเพิ่มความยากจน, เมื่อผลผลิตที่แท้จริงกลายเป็นเศรษฐกิจในเชิงลบ, และบรรดานักคาดการณ์หรือนักเก็งกำไรทั้งหลายได้รับการนิยามในฐานะที่เป็น"ผู้สร้างสรรค์ความมั่งคั่ง"(wealth creators), บางสิ่งบางอย่างได้ดำเนินไปผิดๆ ด้วยแนวความคิดและการจัดหมวดหมู่ของความมั่งคั่ง และการสร้างสรรค์ความมั่งคั่ง. การผลักให้ผลผลิตที่แท้จริงโดยธรรมชาติและผู้คนเข้าไปสู่เศรษฐกิจในเชิงลบ(negative economy)มีนัยะว่า "การผลิตสินค้าที่แท้จริงและการบริการกำลังเสื่อมลง" เพราะมันได้ไปสร้างให้เกิดความยากจนในระดับลึกสำหรับคนเป็นจำนวนล้านๆ ผู้ซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง dotcom (.com) สู่การสร้างสรรค์ความมั่งคั่งได้ในชั่วพริบตา.