ใครเป็นผู้เลี้ยงดูและป้อนอาหารให้กับโลก ?
ต่อคำถามนี้ คำตอบเป็นไปอย่างหลากหลายจากผู้ที่ตอบคำถามส่วนใหญ่. ผู้หญิงและชาวนาตัวเล็กๆที่ทำงานอยู่กับความหลากหลายทางชีวภาพ ผู้ซึ่งเป็นคนกลุ่มแรกๆที่ได้ทำการตระเตรียมและจัดหาอาหารในโลกที่สาม และ, ตรงข้ามกับสมมุติฐานหลักที่สำคัญคือ, ความหลากหลายทางชีวภาพของกลุ่มคนเหล่านี้ มีฐานอยู่บนระบบฟาร์มขนาดเล็กต่างๆ ซึ่งได้ให้ผลผลิตมากยิ่งกว่าไร่ที่ทำการปลูกพืชเชิงเดียวในทางอุตสาหกรรม.
ความอุดมสมบูรณ์ของความหลากหลาย และระบบอันยั่งยืนทางด้านการผลิตอาหารได้ถูกทำลายล้างลงในนามของการเพิ่มผลผลิตทางด้านธัญพืช. และในเวลาเดียวกันด้วยการทำลายล้างนั้นเกี่ยวกับความหลากหลายอันนั้น ได้ทำให้ต้นตอที่อุดมสมบูรณ์เกี่ยวกับการโภชนาการได้หดหายไปด้วย. และเมื่อวัดกันในเทอมต่างๆของโภชนาวิทยาต่อเอเคอร์, และจากมุมมองของความหลากหลายทางชีวภาพ, สิ่งที่ได้รับการเรียกว่า"การให้ผลผลิตสูง"ของเกษตรอุตสาหกรรม มิได้มีนัยบ่งถึงผลผลิตทางด้านอาหารและโภชนาการที่เพิ่มขึ้น.
การให้ผลผลิตในเชิงเกษตรอุตสาหกรรม ปกติแล้ว อ้างถึงผลิตผลต่อหน่วยพื้นที่ของพืชเชิงเดี่ยว. ส่วนผลิตผลที่ได้ออกมาของชาวนา อ้างอิงถึงผลผลิตทั้งหมดของพืชพันธุ์อันหลากหลาย. การเพาะปลูกพืชเพียงอย่างเดียวในไร่นาทั้งหมด อย่างเช่น การปลูกพืชเชิงเดี่ยว แน่นอน จะเพิ่มการให้ผลผลิตแต่ละชนิดของมัน. ส่วนการเพาะปลูกพืชพันธุ์หลายๆชนิดในลักษณะผสม จะให้ผลผลิตที่ต่ำกว่าพืชเชิงเดี่ยว, แต่มันจะให้ผลผลิตออกมาทางด้านอาหารทั้งหมดได้สูงกว่า. การให้ผลผลิตต่างๆได้รับการนิยามหรือกำหนดใหม่ในหนทางของเกษตรอุตสาหกรรม เกี่ยวกับการสร้างผลผลิตทางอาหารในฟาร์มขนาดเล็ก, โดยที่ชาวนาตัวเล็กๆได้หายสาบสูญไป.
อันนี้ได้หมกซ่อนการผลิตโดยหญิงชาวนานับเป็นจำนวนล้านในโลกที่สาม - ชาวนาทั้งหลายก็เหมือนๆกันกับชาวนาชาวไร่แถวหิมาลายาซึ่งเป็นดินแดนบ้านเกิดของข้าพเจ้า ผู้ซึ่งได้ต่อสู่กับการตัดไม้ในขบวนการ Chipko, ผู้ซึ่งในพื้นที่ทำนาขั้นบันไดได้ปลูก Jhangora (ข้าวฟ่าง), Marsha(บานไม่รู้โรย), Tur(ถั่วสำหรับนกพิราบ), Urad(ถั่วดำ), Gahat(ถั่วสำหรับเลี้ยงม้า), ถั่วเหลือง(glycine max), Bhat(glycine soya), Rayans(ข้าวงา), Swanta(ถั่วที่ให้วัวกิน), Koda(ข้าวเดือย). จากมุมมองความหลากหลายทางชีวภาพ, ผลผลิตจากฐานของความหลากหลายทางชีวภาพนั้น สูงกว่าผลผลิตของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว. ข้าพเจ้าเรียกความมืดบอดนี้ต่อผลผลิตสูงของความหลากหลายว่า"วัฒนธรรมเชิงเดียวทางด้านจิตใจ", ซึ่งได้สร้างการบ่มเพาะพืชเชิงเดี่ยวขึ้นมาในไร่นาของพวกเรา.
บรรดาชาวนาทั้งหลายของชนเผ่ามายันใน Chiapas (รัฐที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเม็กซิโกที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิค)ได้รับการอธิบายว่า เป็นพวกที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต เพราะพวกเขาผลิตข้าวโพตได้เพียง 2 ตันต่อเอเคอร์เท่านั้น. แต่อย่างไรก็ตาม, ผลผลิตทางด้านอาหารที่ได้ออกมาทั้งหมดคือ 20 ตันต่อเอเคอร์ เมื่อความหลากหลายของถั่วต่างๆ และพวกแตงน้ำเต้า, พืชผักและผลไม้ของพวกเขาได้ถูกนับรวมเข้าไปด้วย.
ในเกาะชวา ชาวนาเล็กๆบ่มเพาะพืชพันธุ์ได้ถึง 607 ชนิดพันธุ์ในสวนที่บ้านของพวกเขา.
ในดินแดน sub-saharan Africa ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนอัฟริกาทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า, พวกผู้หญิงได้เพาะปลูกพืชพันธุ์ต่างๆได้มากกว่า 120 ชนิดในพื้นที่ว่างด้านซ้ายที่อยู่ติดกับพืชทำเงิน, และอันนี้เป็นแหล่งต้นตอหลักเกี่ยวกับความมั่นคงทางด้านอาหารของสมาชิกในครอบครัว.
ณ สวนหลังบ้านในเมืองไทยเพียงแห่งเดียวมีพืชพันธุ์ที่ขึ้นอยู่มากกว่า 230 ชนิด, และในสวนหลังบ้านของอัฟริกาก็มีพืชพันธุ์หรือต้นไม้มากกว่า 60 ชนิดขึ้นอยู่ที่นั่น. ครอบครัวในชนบทในประเทศคองโกกินผักประเภทใบเป็นอาหาร ซึ่งต้นผักเหล่านี้มีมากกว่า 50 สายพันธุ์ทีเดียว.
การศึกษาในประเทศไนจีเรียตะวันออกพบว่า สวนหลังบ้านต่างๆของผู้คน ครอบครองพื้นที่เพียง 2% ของพื้นที่เพาะปลูกของครอบครัว ซึ่งได้ทำหน้าที่รับผิดชอบสำหรับครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งหมดที่ออกมาจากฟาร์ม. ในทำนองเดียวกัน, สวนหลังบ้านต่างๆในประเทศอินโดนีเซียได้รับการประเมินว่า ได้เป็นที่มาของรายได้ในครอบครัวมากกว่า 20% และยังเป็นที่มาของอาหารการกินในบ้านถึง 40%.
งานวิจัยที่ทำโดย FAO ได้แสดงให้เห็นว่า ฟาร์มที่มีความหลากหลายทางชีวภาพขนาดเล็กสามารถสร้างผลผลิตด้านอาหารได้เป็นพันๆเท่าๆ มากกว่าฟาร์มที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งทำการเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวในทางอุตสาหกรรม. และความหลากหลายเป็นกโลบายที่เยี่ยมยอดที่สุดสำหรับการปกป้องภัยแล้งและกระบวนการที่ทำให้เกิดความเป็นทะเลทรายขึ้นมา.
สิ่งที่โลกเรานี้ต้องการ เพื่อป้อนอาหารและเลี้ยงดูให้กับการเจริญเติบโตของจำนวนประชากรในลักษณะที่ยั่งยืน ก็คือ ความหลากหลายทางชีวภาพในลักษณะที่เข้มข้น, ไม่ใช่การใช้สารเคมีอย่างเข้มข้น หรือการใช้วิธีการทางวิศวพันธุกรรม. ขณะที่ผู้หญิงและชาวนาคนเล็กคนน้อยป้อนอาหารให้กับโลกโดยผ่านความหลาหลายทางชีวภาพ, เราได้รับการบอกอย่างซ้ำๆซากๆว่า หากปราศจากวิธีการทางด้านวิศวพันธุกรรมและโลกาภิวัตน์ทางเกษตรกรรม โลกของเราก็จะอดอยากและหิวโหย. ทั้งๆที่พยานหลักฐานในเชิงประจักษ์จะแสดงให้เห็นว่า วิศวพันธุกรรมไม่ได้ผลิตอาหารมากขึ้น และอันที่จริง บ่อยครั้ง มันกลับน้อมนำไปสู่ผลผลิตที่ออกมาแย่ลงตามลำดับ, แต่มันก็ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอยู่เสมอ ในฐานะที่เป็นทางเลือกที่ใช้การได้เพียงหนทางเดียว สำหรับการผลิตอาหารเพื่อป้อนให้กับปากที่หิวโหย.
นั่นคือสาเหตุที่ว่า ทำไมข้าพเจ้าจึงตั้งคำถามว่า, ใครคือผู้ที่ป้อนอาหารให้กับโลกใบนี้ ?
ความมืดบอดโดยเจตนานี้ต่อความหลากหลาย, ความมืดบอดต่อการผลิตของธรรมชาติ, การผลิตโดยบรรดาผู้หญิงตัวเล็กๆ, การผลิตโดยชาวนาชาวไร่ในประเทศโลกที่สาม, ยอมให้การทำลาย และการบังคับซื้อเมล็ดพันธุ์ ถูกฉายออกมาในฐานะที่เป็นการสร้างสรรค์.
จับเอากรณีของการโอ้อวดเกี่ยวกับ"ข้าวรวงทอง"หรือข้าวซึ่งมีวิตามิน A ที่ถูกทำขึ้นมาในทางวิศวพันธุกรรม ในฐานะที่เป็นการบำบัดรักษาอันหนึ่งสำหรับความมืดบอด. มันได้ถูกทึกทักเอาว่า ถ้าปราศจากวิธีการทางวิศวพันธุกรรมแล้ว เราไม่สามารถที่จะขจัดวิตามิน A ที่มีไม่เพียงพออกไปได้.
แต่อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติได้ให้ความอุดมสมบูรณ์แก่เรา และแหล่งกำเนิดที่หลากหลายของวิตามิน A. ถ้าหากว่า"ข้าวไม่ได้รับการขัดสี" ข้าวในตัวมันเองก็จะให้วิตามิน A. ถ้าหากว่ายากำจัดวิชพืชต่างๆไม่ได้ถูกฉีดพ่นลงบนทุ่งข้าวสาลี, เราก็จะมี bathua, amaranth, mustard leaves ในฐานะที่เป็นผักใบเขียวที่เอร็ดอร่อยและเจริญอาหาร.
ผู้หญิงในเบงกอลได้ใช้พืชผักมากกว่า 150 ชนิด มาทำเป็นอาหารให้กับครอบครัวในฐานะที่เป็นพืชที่เราอาศัยกินใบ, แต่มายาคติเกี่ยวกับการสร้างสรรค์ ได้นำเสนอเทคโนโลยีชีวภาพในฐานะที่เป็นตัวสร้างวิตามิน A, โดยการปฏิเสธของขวัญที่เป็นความหลากหลายของธรรมชาติ และความรู้ของบรรดาผู้หญิงเกี่ยวกับการนำเอาความหลากหลายอันนี้มาใช้ เพื่อเลี้ยงดูลูกๆของพวกเธอและครอบครัว.
วิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดของปฏิบัติการการทำลายล้างเกี่ยวกับธรรมชาติ, เศรษฐกิจชุมชน และผู้ผลิตที่มีอิสระรายเล็กก็คือ โดยการปฏิบัติกับผลผลิตของพวกเขาโดยการทำเป็นมองไม่เห็นเสีย
ผู้หญิงซึ่งทำการผลิตเพื่อครอบครัวของพวกเธอและชุมชนต่างๆได้รับการปฏิบัติในฐานะที่เป็น"ผู้ไม่ได้ทำการผลิต"(non productive) และเป็นบุคคลที่"ไม่ก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ"(economically inactive). การลดคุณค่าเกี่ยวกับงานของพวกผู้หญิงลงมา, และงานที่ทำในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืน, เป็นผลอันเนื่องมาจากระบบคิดอันหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยนักทุนนิยมที่ผู้ชายเป็นใหญ่(capitalist patriarchy). อันนี้คือเหตุผลที่ว่า โลกาภิวัตน์ได้ทำลายเศรษฐกิจชุมชนลงไปอย่างไร ? และการทำลายตัวของมันเองนั้น ได้ถูกนับว่าเป็นความเจริญเติบโตด้วย.
และผู้หญิงเองนั้นได้ถูกลดคุณค่าลงมา, เพราะสำหรับผู้หญิงจำนวนมากในท้องถิ่นและในชุมชนต่างๆโดยกำเนิด งานของพวกเธอได้กระทำร่วมกันกับกระบวนการของธรรมชาติ, และบ่อยครั้ง มันเป็นไปในลักษณะที่ตรงข้ามกันกับ"การพัฒนา" ที่เป็นการขับเคลื่อนของตลาดกระแสหลัก และนโยบายเกี่ยวกับการค้าขายต่างๆ.
การลดคุณค่าลงมา และการทำเป็นมองไม่เห็น(devaluation and invisibility)เกี่ยวกับความยั่งยืน ที่ผู้หญิงเป็นผู้ธำรงรักษาเอาไว้มาเป็นเวลานาน, ตอนนี้ได้ถูกแทนที่โดยผลผลิตที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งกำลังเป็นไปอย่างเจิดจ้ามากในพื้นที่ของการอาหาร. ขณะที่การแบ่งแยกในลักษณะที่ผู้ชายเป็นใหญ่เกี่ยวกับแรงงาน ได้กำหนดให้ผู้หญิงมีบทบาทเกี่ยวกับเลี้ยงดูครอบครัวของพวกเธอและชุมชนต่างๆ, เศรษฐกิจแบบผู้ชายเป็นใหญ่และทัศนะที่ถือว่า ผู้ชายเหนือกว่าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ทำให้งานของผู้หญิงทั้งหลาย ในการจัดหาอาหารเพื่อการเลี้ยงดูครอบครัว กลายเป็นสิ่งที่สาบสูญอันตรธานไปเหมือนการใช้มนต์วิเศษ. และขณะนี้ การเลี้ยงดูชาวโลกกลายเป็นสิ่งที่ถูกแยกขาดไปจากความสัมพันธ์กับพวกผู้หญิง ซึ่งอันที่จริง พวกเธอได้กระทำสิ่งเหล่านี้มานับพันปี. แต่ตอนนี้ภาพดังกล่าว มันได้ถูกฉายฉานออกมาในฐานะที่ต้องขึ้นอยู่กับธุรกิจการเกษตรโลกา และบรษัทเทคโนโลยีชีวภาพต่างๆ.
การทำให้เป็นอุตสาหกรรม และเรื่องของวิศวพันธุกรรมทางด้านอาหาร และโลกาภิวัตน์ทางการค้าในเรื่องของเกษตรกรรม เป็นตำรับยาหรือวิธีการบรรลุเป้าหมายสำหรับการสร้างสรรค์บรรดาผู้หิวโหยขึ้นมา, ไม่ใช่การป้อนอาหารให้กับคนจนๆ.
ในที่ทุกแห่ง ผลผลิตทางด้านอาหารกำลังกลายเป็นเศรษฐกิจเชิงลบ(negative economy) โดยที่ชาวนาเป็นจำนวนมากต้องใช้จ่ายเงินซื้อหามาด้วยต้นทุนที่สูงลิบลิ่ว สำหรับผลผลิตในเชิงอุตสาหกรรม มากกว่าราคาที่พวกเขาจะได้รับสำหรับผลผลิตที่พวกเขานำออกขาย. ผลที่ตามมาก็คือ การตกเป็นเหยื่อที่มีหนี้สินพะรุงพะรัง และเกิดการระบาดของการฆ่าตัวตายขึ้นมากมายทั้งในประเทศที่ร่ำรวยและยากจน
***************************
อ้างอิงจาก
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน