ภายหลังจากที่ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ส่งผลให้อาคารควบคุมภาครัฐกว่า 800 แห่ง ถูกจัดเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะต้องมีภาระกิจในการอนุรักษ์พลังงาน แม้ว่าตามกฎหมายจะจัดให้มีที่ปรึกษาด้านพลังงานคอยให้ความช่วยเหลือและดำเนินการแทนก็ตาม แต่ก็เป็นภาระหน้าที่ที่อาคารภาครัฐจะต้องร่วมดำเนินการด้วยคือ อาคารควบคุมของภาครัฐจะต้องจัดทำเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานทุก ปี ซึ่งจะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยการใช้พลังงานอนย่างน้อย 1 คนประจำอาคารควบคุม และร่วมในทีมงานอนุรักษ์พลังงานเพื่อคอยตรวจสอบ และให้การรับรองข้อมูลที่ต้องรายงานตามกฎหมายทุก 12 เดือน อาคารที่ต้องทำกิจกรรมเหล่านี้ เรียกว่า “อาคารควบคุม” ซึ่งเป็นโรงงานที่มีการติดตั้งหม้อแปลงขนาดตั้งแต่ 1 MW หรือ 1,175 KVA ขึ้นไป หรือใช้พลังงานความร้อนรวมปีละ 20 ล้านเม็กกะจูล ขึ้นไป

การตรวจวินิจฉัยการใช้พลังงานเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน นอกจากสามารถตรวจสอบได้โดยวิธี Energy Audit แล้ว ยังมีเทคนิคอื่นที่ได้รับการยอมรับ และได้นำไปใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อเมริกา เทคนิคนี้มีจุดเด่นที่เน้นเรื่องลดความสูญเสียและความสูญเปล่าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมคิดของบุคลากรที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมค้นหาแนวทางการปรับปรุงให้บรรลุเป้าหมายของการประหยัดพลังงาน จึงได้มีการประยุกต์เทคนิคในลักษณะนี้ให้เหมาะสำหรับประเทศไทย ซึ่งเรียกเทคนิคนี้ว่า การอนุรักษ์พลังงานแบบมีส่วนร่วม

ซึ่งโครงการดังกล่าวจะมุ่งเน้นการสร้างจิตสำนึกให้บุคลากรในอาคารควบคุมที่เข้าร่วมโครงการฯ มีความรู้ความเข้าใจวิธีการอนุรักษ์พลังงานทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติ รวมถึงการบริหารการจัดการการใช้พลังงานอย่างมีระบบ ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงานไฟฟ้าหรือความร้อน โดยมีตัวอย่างการบริหารจัดการการใช้พลังงานเช่น มาตรการบำรุงรักษาเบื้องต้น (Housekeeping) โดยการเอาใจใส่ดูแลให้มีการสูญเสียพลังงานน้อยที่สุด เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่าย ลงทุนน้อยและมีระยะเวลาคืนทุนระยะสั้น ซึ่งโดยทั่วไปมักจะไม่ให้ความสำคัญของพลังงานหรือเงินที่สูญเสียไปในส่วนนี้ ดังนั้นจากการดำเนินโครงการฯ นี้จึงสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับอาคารควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่ากับการลงทุน

ในปีนี้ พ.ศ. 2553 นี้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานได้ดำเนินโครงการอนุรักษ์พลังงานแบบมีส่วนร่วม จำนวน 803 อาคาร และได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาเข้าให้คำปรึกษากับอาคารควบคุมของภาครัฐจำนวน 803 แห่ง

 สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นอาคารควบคุมตามพระราชกฤษฎีกากำหนดอาคารควบคุม  พ.ศ.2538 ซึ่งต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 โดยนำระบบการจัดการพลังงานมาใช้ในหน่วยงาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ส่งผลให้ลดภาระการ    นำเข้าพลังงานของประเทศ  ซึ่งเป็นนโยบายหนึ่งของรัฐบาล นอกจากนี้ยังช่วยลดผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก  ดังนั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน สำนักงานอัยการสูงสุด จะต้องดำเนินการตามโครงการส่งเสริม   และกำกับดูแลอาคารภาครัฐ และจัดเตรียมความพร้อมของอาคารควบคุมภาครัฐ ดังนี้

1. ผู้บริหารของสำนักงานอัยการสูงสุด ต้องสนับสนุนการดำเนินโครงการฯ อย่างจริงจัง เพื่อเป็นแรงผลักดันให้การดำเนินงานเป็นไปตามเจตนารมณ์ของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินโครงการฯ ที่แต่ละกระทรวงลงนามร่วมกันกับกระทรวงพลังงาน

2. การเข้าตรวจสอบสถานภาพการปฏิบัติตามกฎหมายของอาคารควบคุมภายใต้พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535 (ก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติม) ของที่ปรึกษา ว่าได้ดำเนินการกิจกรรมใดไปบ้าง  หรือไม่ได้ดำเนินกิจกรรมใดๆ เลย  เช่น มีการจัดส่งบันทึกข้อมูลการใช้พลังงานหรือไม่  มีการแต่งตั้งเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลังงานประจำอาคารควบคุม (ผชอ.)หรือไม่ วุฒิการศึกษาของบุคลากรที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลังงานสอดคล้องกับคุณสมบัติที่กำหนดในกฎกระทรวงฯ หรือไม่  เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการพิจารณาแนวทางในการจัดหาผู้รับผิดชอบด้านพลังงานสำหรับอาคารควบคุมภาครัฐต่อไป

- สำหรับอาคารสำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก  ฝ่ายบริหารทั่วไป กองกลาง ได้ดำเนินการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบด้านพลังงานประจำอาคารควบคุมแล้วคือนายศักดิ์สิทธิ์  นิลคูหา เลขที่ ผชอ.2682 เมื่อปี พ.ศ.2548 เป็นผู้มีคุณสมบัติตามกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัติ หน้าที่ และจำนวนของผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน พ.ศ.2552

- ดำเนินการจัดส่งบันทึกข้อมูลการใช้พลังงานทุก 6 เดือน  ฝ่ายบริหารทั่วไป กองกลาง ได้จัดส่ง  ให้ พพ. ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2550  สำหรับ รายงานตามแบบ บพอ.1 และ บพร.1 ตั้งแต่มกราคม 2551  อาคารควบคุมไม่ต้องจัดส่งให้แก่ พพ. แต่ยังคงต้องจัดเก็บข้อมูล โดยให้ส่งข้อมูลในรูปแบบการจัดการพลังงาน จัดทำเป็นรายงานส่งปีละครั้ง ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี   ดังนั้นในปี  2552 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารถนนรัชดาภิเษก ต้องจัดส่งข้อมูลรายงานดังกล่าวภายในเดือนมีนาคม 2553

3. สำรวจรวบรวมข้อมูลของอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานภายในอาคารควบคุมเพื่อประเมินศักยภาพ      การประหยัดพลังงาน  การลงทุนปรับเปลี่ยนอุปกรณ์  เพื่อประกอบการพิจารณาช่วยเหลือต่อไป

     - ในส่วนของสำนักงานอัยการสูงสุด อาคารถนนรัชดาภิเษก บริษัท เชนจ์ แมเนจเมนท์ จำกัด เลขทะเบียนที่ ปพอ.93 ได้ทำการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้น รวมทั้งจัดทำรายงานเสนอต่อกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ฝ่ายบริหารทั่วไป กองกลาง      ได้ขอติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 200 KVA เพิ่มบริเวณชั้น 1 โซนบี จะต้องมีการสำรวจเพิ่มเติมโดยทีมที่ปรึกษาจะเข้ามาทำการสำรวจเอง

4. จัดตั้งคณะทำงานด้านการจัดการพลังงานในการร่วมพัฒนาระบบการจัดการพลังงาน และการเข้าร่วมกิจกรรมด้านอนุรักษ์พลังงาน