ธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก 1

อย่างที่กล่าวแล้วว่า คุณแม่เปรียบดังวีรบุรุษคนแรกในใจลูก เขาจึงเลียนแบบทุกสิ่งที่พ่อแม่ทำหรือสอน ทำให้คุณแม่รู้สึกว่าเขาจดจำได้เร็วจนดูฉลาดเกินใคร และบางทีอาจคิดเลยเถิดไปว่าลูกมีพรสวรรค์ดังเด็กอัจฉริยะ แต่ก็มีคุณแม่หลายท่านที่ฉุกคิด และรีบปัดความคิดนั้นทิ้งเพราะกลัวคนอื่นหัวเราะเยาะ หรือย้อนกลับไปยึดติดอยู่กับความเชื่อเก่าๆ ทั้งที่การเลี้ยงดูของแม่ เป็นวิธีหนึ่งของการเจริญเติบโตทางสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ที่สร้างความฉลาดให้กับเด็กได้มากกว่าพันธุกรรมเสียอีก

Doman เชื่อว่าเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี มีความคิดที่สะอาด ว่างเปล่า จึงสามารถใส่ความรู้ให้เขาเติบโตเป็นอัจฉริยะได้ ธรรมชาติของเด็กเองปรารถนาจะเรียนรู้ทุกสิ่งในทันทีที่เขาเกิด ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งเป็นการดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด และเจริญขึ้นเป็นคนที่มีแบบฉบับเฉพาะของตัวเอง นั้นหมายถึงมีการเปลี่ยนแปลง และเกิดขึ้นใหม่ในลักษณะเฉพาะบางอย่าง ที่สามารถส่งผ่านทางพันธุกรรม และจากการถูกขัดเกลาจากสิ่งแวดล้อมได้

ดังนั้นจึงเป็นอันตรายสำหรับเด็ก ถ้าผู้ใหญ่ไม่ให้เขาเรียนรู้ (เช่น ถ้าเขาร้องเพราะต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น หิว เปียก แล้วไม่ได้รับการตอบสนอง เขาก็จะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เขาก็จะไม่มีปฏิกิริยาที่แสดงความต้องการอย่างหนึ่งอย่างใดออกมา ซึ่งเป็นอันตรายสำหรับเขามาก) คุณแม่จึงไม่ควรคิดว่า การมอบความรู้ให้เด็กวัยนี้ จะเกินกว่าสมองของเขาจะเรียนรู้ได้ แต่ควรคิดว่าทารกตั้งแต่แรกเกิด สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างไม่จำกัด จึงไม่ควรจำกัดขอบเขตของเขา

คุณลองคุยกับเด็ก 3 ขวบ ด้วยการจ้องหน้า เพื่อบอกว่าคุณตั้งใจฟัง ถ้าเขาเริ่มวางใจคุณ เขาจะเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายถามคำถามจากคุณ มันทำให้คุณพบว่า ไม่เพียงเด็กจะคิดแต่เล่นสนุก เขายังกระหายจะเรียนรู้ ซักถามคุณหลายเรื่องเหมือนไม่มีวันหมดความสงสัย บางคำถามเป็นโจทย์ที่นักวิทยาศาสตร์กำลังให้ความสนใจค้นคว้าอยู่ ผู้ใหญ่บางคนอาจมองว่า เด็กตัวเล็ก สมองก็เล็ก น่าจะเฉลียวฉลาดน้อยกว่าผู้ใหญ่ แต่ Doman เชื่อว่าไม่เสมอไป เขายกตัวอย่างการเรียนภาษาศาสตร์ ผู้ใหญ่ไม่สามารถสอนเด็กให้รู้ชื่อสิ่งของทุกชิ้นที่มีบนโลก แต่เด็กเรียนรู้ได้เองจากคำพูดของผู้ใหญ่ เช่น “อย่าเอาแว่นตาของแม่ไปเล่น เดี๋ยวแว่นตาแตก” เขาจะเข้าใจได้ว่า สิ่งนี้เรียกว่าแว่นตา การเรียนภาษาของเด็กจึงน่ามหัศจรรย์ ยิ่งกว่านั้นคือ การเรียนภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาเดิมของตน

ถ้าชาวอเมริกันคนหนึ่ง แข่งเรียนภาษาอิตาลีพร้อมกันกับเด็กอายุ 18 เดือน โดยส่งไปอยู่กับคนอิตาลีคนละครอบครัว เด็กจะไม่มีครูสอนแม้แต่คนเดียว ส่วนผู้ใหญ่มีครูสอนภาษาช่วยหลายคน เวลาผ่านไป 18 เดือน ผลคือผู้ใหญ่จะพูดภาษาอิตาลีได้ดีมาก แต่เป็นสำเนียงของอเมริกัน ขณะที่เด็ก 18 เดือน ไม่มีครูสอน แต่พูดภาษาอิตาลีได้ดีแบบครอบครัวที่เขาไปอยู่ด้วย และถ้าบ้านของเด็กมีผู้ใช้ภาษาถึง 3 ภาษาเขาก็จะใช้ภาษาทั้ง 3 ได้ด้วย นั่นไม่ใช่เพราะเด็กทุกคนพร้อมที่จะเป็นอัจฉริยะทางภาษา (ทางดนตรี คณิตศาสตร์ ฯลฯ ด้วย) ถ้าเพียงแต่เขาได้รับโอกาสจากการเรียนรู้ผ่านธรรมชาติของผู้ใหญ่