คำว่า ทาน นั้น ย่อมเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าหมายถึงการให้ การเสียสละ การบริจาค การช่วยเหลือเกื้อกูลสงเคราะห์กันและกัน
ก็แล ทานนั้น มี 2 อย่าง คือ อามิสทาน และธรรมทาน
อามิสทาน หมายถึง การให้วัตถุสิ่งของ เป็นต้นว่าอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่ที่อาศัยและยารักษาโรค รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำให้ผู้รับได้บริโภคใช้สอย เพราะการให้วัตถุสิ่งของจัดเป็นสื่อประสานใจในเบื้องต้น ที่จะทำบุคคลให้เกิดความรักความเคารพนับถือกัน เพราะผู้มีน้ำใจให้ ผู้รับก็รู้ซึ่งถึงน้ำใจนั้น ใจต่อใจจึงเชื่อมประสานกัน การให้กับการรับนับว่ามีความสำคัญต่อมวลมนุษย์ชาติอย่างยิ่ง
การที่มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม เป็นก้อน เป็นหมวด เป็นหมู่ เป็นคณะ เป็นสังคม ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ก็เป็นเพราะคุณธรรมคือการให้กับการรับนี่เอง หากขาดการให้กับการรับแล้ว ความรักความเคารพนับถือจะเกิดจะมีไม่ได้ หรือเกิดมีได้แต่ว่าไม่สมบูรณ์ เพราะบุคคลมักมากไปด้วยความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ มีก็ไม่ให้ ได้ก็ไม่แจก ถ้าจะให้ ถ้าจะแจก ก็ยังหวังผลตอบแทน ไม่ยอมให้เปล่า ไม่ยอมให้ปล่อย
ตรงกันข้าม เมื่อบุคคลพยายามฝึกฝนตนในการให้ ในการเสียสละ กำจัดความตระหนี่ถี่เหนียวเสียได้ ยินดีในการจำแนกแจกทาน ตามกำลังความสามารถและโอกาสโดยมีคคิประจำใจว่า "มีเพื่อให้ ได้เพื่อแจก ให้เพื่อรับ รับเพื่อให้" การให้กับการรับจึงถือว่าเป็นการสร้างใยสายสัมพันธ์ประสานจิตคล้องใจกันและกัน
ในการนี้ มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ เป็นตัวอย่าง หลวงพ่อเป็นผู้ประกอบด้วยเมตตา เป็นนักการให้ เป็นนักการเสียสละ
ที่ว่า "เป็นผู้ประกอบด้วยเมตตา" นั้น จะเห็นได้ในการอนุเคราะห์สงเคราะห์บุคคลผู้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ที่มาอาศัยพึ่งพาบารมี หลวงพ่อไม่เคยคำนึงถึงความลำบากตรากตรำเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอุตส่าห์ให้กำลังใจแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากประสบเคราะห์กรรม โดยนำธรรมโอสถและน้ำพระพุทธมนต์เป็นเครื่องโสรจสรงดื่มกินจนสิ้นทุกข์ สิ้นโศก สิ้นโรค สิ้นภัยได้เป็นจำนวนมาก
จากการปฏิบัติดังกล่าวนี้ หลวงพ่อจึงเป็นที่ยอมรับนับถือเทิดทูนบูชาของประชาชนอย่างกว้างไกลไพศาล หาประมาณมิได้ และเป็นที่พึ่งอาศัยเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรที่ให้ความอบอุ่นใจตลอดมา
ในข้อที่ว่า "เป็นนักการให้ เป็นนักการเสียสละ" นั้น คือ หลวงพ่อเป็นผู้ให้ ให้เพื่อสร้าง เช่น สร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ศาลาการเปรียญ สร้างถนน และอย่างอื่นอีกมากมาย นับว่าเป็นคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา ประเทศชาติบ้านเมือง เป็นอเนกอนันต์ สุดที่จะคัดสรรมาพรรณนาให้สิ้นสุดได้
บุคคลผู้ปฏิบัติได้อย่างนี้ ได้ชื่อว่าเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม ย่อมมีคุณลักษณะพิเศษอยู่ 4 ประการ คือ "มีเพื่อให้ ได้เพื่อแจก แบกเพื่อสบาย ตายเพื่ออยู่"
ข้อที่ว่า "มีเพื่อให้" นั้น กล่าวคือ บุคคลผู้บำเพ็ญคุณประโยชน์นั้นจะมีสิ่งของทองเงินก็มีเพื่อที่จะให้ มิใช่มีเพื่อตนเองถ่ายเดียว ได้อะไรมาก็มีลักษณะเหมือนข้อต้น คือมีอะไรก็นึกถึงคนอื่น มิใช่มุ่งเพื่อเก็บไว้ใช้ส่วนตัว ยินดีในการแจกในการแบ่งปัน แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ไม่ตระหนี่หวงแหน ยินดีพอใจ เมื่อคนอื่นได้กินได้ใช้สิ่งของที่ตนแจกไป เป็นผู้ไม่อิ่ม ไม่พอใจในการแจกในการแบ่งปัน ยิ่งมียิ่งให้ ยิ่งได้ยิ่งแจก เพราะมีคติว่า "ให้เขาเท่าไร ชื่อว่าให้เราเท่านั้น" เป็นเหมือนน้ำบ่อซึม แม้จะวิดตักตวงออกไปมากเท่าไร น้ำใหม่ก็ซึมเข้ามาแทนที่ ไม่มีวันเหือดแห้งไป
ข้อที่ว่า "แบกเพื่อสบาย" นั้น กล่าวคือ บุคคลผู้ชอบบำเพ็ญคุณประโยชน์ จะเป็นคนไม่ตระหนี่แรง ไม่ตระหนี่กำลัง ยอมรับสภาวะของบุคคลอื่นมาเป็นของตน แบกภาระแม้บางครั้งจะหนักและเหน็ดเหนื่อยก็ต้องยอม พร้อมเสมอที่จะยอมแบกภาระนั้นไว้ด้วยความเต็มใจและทำภาระนั้นให้เสร็จสิ้นไปด้วยความเสียสละ
คุณลักษณะที่เห็นเด่นชัด ก็คือความเป็นผู้ร่วมงาน รับผิดชอบต่องาน ถืองานเป็นชีวิต หายใจเป็นงาน เพลินกับงาน ห่วงงานมากกว่าห่วงตัวเอง กินไม่เป็นเวลา นอนไม่เป็นเวลา หาความสุขจากการทำงาน ไม่ทำงานให้ค้าง บริบูรณ์ด้วยคุณธรรม คือ ขยันหา ขยันรักษา คบหากัลยาณมิตร เลี้ยงชีวิตพอเหมาะพอควร ล้วนเป็นการแบกภาระเพื่อให้บุคคลอื่นสบาย ยกตัวอย่าง เช่น
พ่อแม่แบกภาระต่าง ๆ ของครอบครัว ยอมอดทน ยอมเหน็ดเหนื่อย เพื่อหาเงินมากจุนเจือครอบครัว เพื่อให้ลูกได้มีกินมีใช้อย่างสบาย ตรงกับความหมายในข้อนี้
ข้อที่ว่า "ตายเพื่ออยู่นั้น" กล่าวคือ เป็นคุณลักษณะพิเศษของผู้เสียสละอยางสูง บุคคลผู้จะทำได้อย่างนี้ไม่ใช่ธรรมดา หากแต่ว่าเป็นผู้ยอมเสียสละแม้กระทั่งชีวิต เพื่อให้คนอยู่เบื้องหลังมีความเป็นอยู่สบาย ยอมตาย ยอมลำบาก ยอมทุกข์ เพื่อสุขข้างหน้า
ลักษณะนี้จะเห็นได้ชัดในบุคคลที่เรียกว่า วีรบุรษ วีรสตรี ของประเทศ เช่น สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สมเด็จพระศรีสุริโยทัย ในจังหวัดนครราชสีมาก็คือ ท้าวสุรนารี ตลอดถึงทหาร ตำรวจผู้กล้าหาญ โดยที่สุดแม้อาสาสมัครที่ยอมเสี่ยงภัย เสี่ยงอันตราย ยอมเสียสละสุขส่วนตนไปบำเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือคนอื่น
บุคคลผู้ยอมตายเพื่อคนอื่นได้นั้น จึงไม่ใช่บุคคลธรรมดา ที่ทำได้ ก็เพราะเป็นผู้มีจิตใจมีความเสียสละที่สูงส่ง เป็นผู้ยอมเสียสละประโยชน์ส่วนตัวอันเป็นประโยชน์ส่วนน้อย เพื่อประโยชน์ส่วนมาก หรือประโยชน์ส่วนรวม
ส่วน ธรรมทาน นั้น หมายถึงการให้ธรรม คำว่า ธรรม ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่เป็นความดีความงาม เป็นคุณเป็นประโยชน์ทางความคิดจิตใจ ผู้ที่ได้รับแล้วเกิดความรู้ เกิดสติ ปัญญา มีตาหน้าคือปัญญา มองเห็นความสว่างทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง จนถึงเกิดดวงตาเห็นธรรมบรรลุคุณวิเศษชั้นสูงได้ ธรรมทานนั้นมีความหมายรายละเอียดได้หลายประการเป็นต้นว่า
ให้ธรรมทาน คือกาให้ความรู้ ให้คำแนะนำ หมายถึง การแนะนำสั่งสอนหรือให้โอวาทตักเตือน
ให้ธรรมทาน คือให้อภัย หมายถึงการไม่ถือโทษโรธเคืองต่อผู้ที่ทำผิดคิดร้ายต่อตน ยอมยกโทษให้ ทำตนให้ไม่มีเวรไม่มีภัยกับใครต่อใคร
ให้ธรรมทาน คือให้ความยุติธรรม หมายถึงวางตนเป็นกลาง ไม่โอนไม่เอนเข้าข้างดวยอคติ เป็นคนหนักแน่นมีหลักเกณฑ์
ให้ธรรมทาน คือให้ความรักความอบอุ่น หมายถึงการทำตนให้เป็นคนมีเมตตากรุณา
ให้ธรรมทาน คือให้กำลังใจ หมายถึงการแสดงกิริยหรือพูดจาให้ผู้อื่นเกิดกำลังในเมื่อเขาทำดีหรือเกิดความท้อแท้สิ้นหวัง
ให้ธรรมทาน คือให้สติ หมายถึงการเตือนใจให้เกิดสติ เมื่อเขาทำผิดพลาด เสียหายหรือกำลังเดินทางผิดคิดมิชอบ การปลอบใจให้เขาคลายทุกข์ คลายโศก เมื่อต้องสูญเสียพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งของอันเป็นที่รัก
ธรรมทานทั้งปวงที่กล่าวมานี้ทั้งมวล ล้วนเป็นสื่อประสานใจ เช่นเดียวกับอามิสทาน ต่างกันแต่ว่า ธรรมทานเป็นเลิศกว่าอามิสทาน ทั้งนี้เพราะอามิสทานคือสิ่งของที่ให้นั้นไม่คงทนถาวรอยู่นาน กลับเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและสภาพของสิ่งของ
ส่วนธรรมทานมั่นคงถาวรกว่า และซึมซาบเข้าไปถึงจิตใจของผู้รับ ทำให้ผู้รับเกิดสติ ปัญญา ฉะนั้นธรรมทานจึงจัดว่าเป็นเลิศกว่าอามิสทาน ดังที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าไว้
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
การให้ธรรมชนะการให้ทั้งปวง ฯ