นานกว่านี้ถือว่าได้กำไร

    ไม่อยากนับวันที่ห่างเหินพี่น้องชาวโกทูโนว์ จนแทบจะกลายเป็นคนแปลกหน้า ทั้งที่หน้าแปลกกว่าใครเขาอยู่แล้ว ไม่เชิงว่าฉันไม่ได้นั่งหน้าจอคอมฯซะทีเดียว แต่ฉันยังไม่มีอารมณ์จะบันทึกมากกว่า(จริงใจ)  เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกินมีเรื่องราวเข้ามากระทบใจบางๆของฉันให้ปลงตกกับบางเรื่อง เช่นเรื่อง ความอนิจจังในสังขาร เพราะฉันได้เรียนรู้จากการจากไปของพ่อฉัน ท่านอยู่ บนโลกนี้นานถึง  73 ปี ในคัมภีร์คริสต์ศาสนาเขียนไว้ว่า อายุของมนุษย์เฉลี่ย 60 ปี ถ้าอยู่นานกว่านี้ก็ถือว่าได้กำไร พ่อฉันได้กำไรมา 13 ปี พ่อทุกข์และทรมานกับการเข้าๆออกๆโรงพยาบาล ยากองโตที่พ่อต้องรับผิดชอบกินมันในแต่ละวัน จนมีผลกระทบต่อตับต่อไต ปกติพ่อเป็นคนสนุก ชอบร้องรำทำเพลง (เวลาได้ดื่มเครื่องดองของเมาเท่านั้น) แต่เมื่อเหตุแห่งการไม่ดูแลตนเอง ใช้ชีวิตสนุกแบบไม่แคร์สื่อ (สื่อก็เตือนตลอด)  จึงทำให้ในวันหนึ่งที่ คุณหมอต้องสั่งห้ามไม่ให้ดื่มมันอีกต่อไป หลังจากพ่อต้องถูกนำส่งโรงพยาบาลอย่างกระทันหัน เมื่อนานมาแล้ว (กว่า 10 ปี) ท่านต้องหันหลังให้วงการสุราไทย  ทั้งที่ใจยังเสียดาย (ฉันคิดว่าอย่างนั้น) พ่อก็ดูเหงาๆไปมาก (เพื่อนกลุ่มเดียวกันก็ลาไปก่อนเกือบหมดแล้ว )  และยิ่งต้องมากังวลกับการกินยา ไปโรงพยาบาลตามหมอนัด สุดแสนจะเบื่อ พ่อไม่ยอมสู้กับโรค  ท่านยอมแพ้เสียง่ายๆ ปากก็พร่ำบ่น ไม่อยากมีชีวิตอยู่ อยากจะไปให้พ้นๆกับโรคภัยไข้เจ็บนี้  ฉันบอกท่านเสมอว่าโรคเบาหวานไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น ถ้าเราดูแลอย่างถูกต้อง แต่พ่อไม่สนใจกับคำพูดของฉัน ฉันให้ท่านทำอะไร กินอะไรท่านก็ปฎิเสธ จึงทำให้อาการของท่านไม่ดี และสุดท้ายอาการก็ทรุดหนัก  ฉันได้แต่ปลอบประโลมใจท่านไม่ให้ท่านกลัวกับความตาย ฉันรู้ว่าท่านกลัว ทั้งที่ท่านก็พูดตลอดว่าท่านรู้ตัวว่าจะอยู่อีกไม่นาน  วันหนึ่งหากเราเดินเข้ามาใกล้มัน  เราก็คงจะต้องมีอาการเดียวกับท่าน นั่นคือความกลัว..เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อเราต้องตาย  ต่อไปอะไรจะเกิดกับเรา ..ดับ สูญ สิ้น หรือต้อง เวียนว่าย ชดใช้กรรม..คงต้องตามความเชื่อ.ของแต่ละคน

เรื่องราวของพ่อเป็นข้อคิดในการใช้ชีวิตสำหรับฉันมากมาย นาฬิกาก็เดินของมันไป ไม่สนใจว่าใครกำลังทำอะไร  คิดอะไร  อายุที่ยาวนานบนโลกนี้ไม่ได้สำคัญไปกว่า  ช่วงเวลาที่เรามีชีวิต เราได้ทำอะไรทิ้งไว้ให้โลกบ้าง...