การจะชักจูงให้คนเปลี่ยนความคิดนั้นยาก สู้ลงมือทำให้เห็นเลยจะง่ายกว่า

สรุปมาฝากเป็นข้อคิดนะค่ะ หวังว่าคงมีข้อคิดดีๆสำหรับท่านสมาชิกที่เข้ามาอ่าน ขอบคุณค่ะ 

โจน จันใด

ผู้ชายรวยความคิดกับชีวิตที่แสนสุข

 

“หากมองว่าการประสบความสำเร็จของชีวิตคือการมีเงินล้านหรือมีบ้านหลังใหญ่โตราวคฤหาสน์ ชายผู้นี้ก็คงยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่หากเรานับความสำเร็จจากความสุขแล้วละก็ เขาคือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างที่สุดก็ว่าได้”

โจน จันใด หรือ โจ บ้านดิน ผู้ซึ่งหันมาสนใจการสะสมเมล็ดพันธุ์พืชพื้นบ้าน โดยใช้พื้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เป็น ศูนย์การเรียนรู้พันพรรณ

เหตุผลที่ทำให้ โจน จันใด เลือกใช้ชีวิตแบบนี้ คือ

โจน จันใด ได้ใช้ชีวิตทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 7 ปี แต่เขากลับพบว่าชีวิตของเขาไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงเลย ดังคำกล่าวที่ว่า เราทุ่มเทชีวิตเพื่อเงินและงาน ผมเห็นว่าชีวิตอย่างนั้นมันวิปริต เราดูถูกว่าสัตว์โง่กว่าคน จริง ๆ แล้วคนอาจจะโง่กว่าสัตว์ก็ได้ เพราะว่าคนยิ่งพัฒนาก็ยิ่งทำให้ชีวิตยากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น

ด้วยความวุ่นวายของเมืองกรุงเทพฯ ที่มีแต่การแข่งขันแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นทำให้ โจน จันใด ได้มองย้อนไปถึงในอดีตตอนเขาเป็นเด็ก ๆ ซึ่ง โจ ได้แยกความแตกต่างจากอดีตกับปัจจุบันให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนดังนี้ คือ

ในสมัยที่ โจ เป็นเด็ก ๆ จะได้รับการถ่ายทอดจากปู่ย่าตายาย ให้รู้จักอดทนต่อความยากลำบากและบุตรหลานจะถูกสั่งสอนให้รู้จักคุณค่าของเงิน และจะถ่ายทอดให้ลูกหลานรู้สึกถึงการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน

แต่ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่เลี้ยงลูกด้วยเงิน อยากได้อะไรก็ใช้เงินซื้อให้หมด ทำให้เด็กไม่รู้จักความยากลำบากไม่รู้จักคุณค่าของเงิน สร้างนิสัยการจับจ่ายที่สุรุ่ยสุร่าย และก็นำมาถึงการทำงานที่หนักขึ้นเพื่อให้ชีวิตมีความง่าย โดยเพียงเพื่อต้องการนำเงินไปเพื่อ ซื้อบ้านหลังใหญ่ ๆ ซื้อรถราคาแพง ๆ เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับตัวเอง แต่จะมีซักกี่คนกันที่มองย้อนกลับไปว่า การจะซื้อของต้องเอาเงินไปแลก และกว่าจะได้เงินมาเราต้อง ใช้เวลากี่ชั่วโมงต่อวันในการทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินนั้น ไม่ค่อยมีใครได้คิดถึงจุดนี้เลย

ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้ โจ คิดว่า เราทำชีวิตให้ยากเพื่ออะไรกัน แทนที่เราจะมีชีวิตที่เรียบง่าย สบาย ๆ มีเวลาได้พักผ่อนใต้ร่มไม้ แต่ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่มองข้ามสิ่งเหล่านี้ไปหมด

การเริ่มต้นใช้ชีวิตที่เรียบง่ายของ โจน จันใด เริ่มจาก  

การเอาชนะความกลัวที่มีอยู่ในตัวเขา คือการเข้าไปอยู่ในป่าคนเดียว เหตุที่เข้าไปอยู่ในป่าเพราะเขาเป็นคนกลัวผีมาก จึงต้องการพิสูจน์ว่าผีมีจริงหรือไม่ ถ้าไม่มี เขาจะได้เลิกกลัว แต่มันไม่ใช่แค่นั้น เพราะ โจ ไม่ได้กลัวแค่ผีแต่กลัวไปถึงคน คือ กลัวคนแปลกหน้า กลัวน้อยหน้าคนอื่น กลัวคนอื่นดูถูกว่าเป็นคนจน จากคำกล่าวที่ว่า ผมล้มเหลวมาตลอด ไม่เคยทำอะไรสำเร็จ ไม่เคยรู้สึกภูมิใจในตัวเองเลย มันมีความเชื่อฝังหัวผมอยู่ตลอดว่า ผมเป็นคนอีสาน เป็นคนโง่ เป็นคนจน ชาตินี้คนอีสานต้องเป็นลูกจ้างราคาถูกตลอด ผมคิดอย่างนั้น และเคยอายมากที่เกิดมาเป็นคนอีสาน

เมื่อ โจ ได้ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในป่า เขาพบว่า ความรู้สึกที่กลัวคนดูถูก ได้หายไปโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย โจ ค้นพบว่า คนเรามีความแตกต่างกัน ไม่มีความจำเป็นที่เราจะเปรียบเทียบกัน จากคำกล่าวที่ว่า ผมรู้สึกว่าความงามคือความต่าง เพราะการตามคนอื่นก็เหมือนกับว่า เราไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง เป็นเหมือนสัตว์โง่ ๆ ตัวหนึ่งที่จะให้เขา จูงไปทางไหนก็ได้ถ้าเรามัววิ่งตามแฟชั่น เราไม่ทันมันหรอก ถ้าผมบอกว่า ผมอยู่ที่นี่ นี่คือแฟชั่นของผม เราต้องเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด จะได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและสบาย ๆ

การที่ โจ ได้ฝึกเผชิญความกลัวสิ่งต่าง ๆ มีประโยชน์ดังต่อไปนี้

มันทำให้ชีวิตเขาเริ่มเปลี่ยนและมองสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น การเผชิญกับความเหงา โจ จะยอมทนอยู่กับความรู้สึกนั้น ไม่พยายามเบี่ยงเบนหรือกลบเกลื่อนความรู้สึก พอลองทำดูก็จะเห็นว่า การเผชิญหรืออยู่กับมันจะทำให้เกิดความนิ่งภายใน การอยู่กับความจริงทำให้เราได้เห็นความจริงและเข้าใจชีวิตมากขึ้น หลายสิ่งหลายอย่างที่เราคิดว่าสำคัญมาก แต่ถ้าเราไม่สนใจดูมันเฉย ๆ อำนาจของมันจะลดลง สิ่งที่เราอยากได้มาก ๆ อีกไม่นานก็จะเป็นธรรมดา และนี่คืออิสรภาพที่ยิ่งใหญ่มาก มันทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น เบาขึ้น เป็นวิธีหนึ่งในการเข้าใจตนเอง และการเข้าใจตนเองอย่างนี้ทำให้ชีวิตมีความสุขและมีค่ามาก

ชีวิตของ โจน จันใด ภายหลังจากเบื่อชีวิตการทำงานในกรุง

โจ ได้กลับไปอยู่บ้านที่ยโสธร ไปทำนา ใช้เวลาทำนา 15-16 วัน เกี่ยวข้าวอีก 2 อาทิตย์ ปรากฏว่าได้ข้าว 4 ตัน ปลูกข้าวไว้กินในครอบครัว ที่เหลือก็ขาย จากนั้นก็ทำแปลงผัก ปลูกทุกอย่างที่กินได้ ใช้เนื้อที่ไม่ถึงครึ่งไร่ มีบ่อปลา 2 บ่อ ใช้เวลาเพียง 15 นาทีต่อวัน มากสุดไม่เกิน 30 นาที แค่นี้เขาก็สามารถมีอาหารเลี้ยงคนในครอบครัวได้อย่างสบาย โจ จึงได้ข้อคิดว่า ตอนอยู่กรุงเทพฯเขาทำงานวันละ 8 ชั่วโมงตั้ง 7 ปี แต่ยังไม่พอกินพอกลับมาบ้านทำงานไม่ถึง 15 นาทีต่อวันบนที่ของตัวเอง เขาสามารถเลี้ยงคน 6 คนได้อย่างสบาย เหลือจากบริโภคในครัวเรือน ก็แบ่งขายได้อีก

ทำให้ได้ข้อคิดอีกอย่างว่า แนวคิดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่สอนให้คนไทยใช้ชีวิตอย่างพอเพียงมันมีความสุขอย่างนี้นี่เอง การที่เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุขโดยไม่ต้องเป็นภาระของคนอื่น และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้บ้างตามโอกาส นั่นแหละ คือ ชีวิตพอเพียงโดยแท้

จากที่กล่าวตั้งแต่ต้นแล้ว โจ จะมีวิธีดำเนินชีวิตแตกต่างจากคนอื่น ไม่มีอะไรดึงดูดใจ เขาจึงไม่เคยมีแฟนเลยจนอายุ 30 ปี แต่ โจ ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งมีความรู้สึกรู้สึกใน รูป รส กลิ่น เสียง เหมือนกันคนทั่วไป

ในเมื่ออยากมีแฟนมาก แต่ไม่มีใครมาชอบ เขามีวิธีต่อสู้กับความเหงา คือ

การอยู่กับความเหงาให้ได้ โจ ได้พิจารณาว่าความรักคืออะไร จริง ๆ แล้วความรักก็คือความอยากของเรานี่เอง ความอยากในสิ่งที่เราไม่มี และความอยากนี้ก็ไม่สิ้นสุด พอได้มาแล้วความอยากมันก็ลดลง

แล้ว โจ ก็มานั่งครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรถ้ารักเขาแล้วเขาไม่รักตอบ

โจ คิดว่า เราต้องเคารพคนอื่นมากขึ้นในฐานะสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่งที่เท่าเทียมกันกับเรา เขาอาจจะชอบคนที่ต่างจากเรา นั่นคือสิทธิ์ของเขา

โจน จันใด ได้ผ่านแบบฝึกหัดเผชิญความกลัวมามากแล้ว แต่ทุกวันนี้มีความกลัวอีกอย่างที่เขายังกลัวอยู่

คือ กลัวภรรยาไม่มีความสุข โจ คิดเสมอว่า ชีวิตคู่ของ โจ และ ภรรยา ต้องใช้ชีวิตคู่แบบให้อิสระแก่กัน

โจน จันใด จะให้ความสำคัญกับอิสรภาพของชีวิตมาก เขามีมุมมองในเรื่องนี้คือ

เขาคิดว่า เวลาว่างเป็นสิ่งสำคัญมากในชีวิตคนเรา เพราะการมีเวลาว่างทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง ถ้าเราไม่เคยอยู่กับตัวเองแล้วเราจะรู้จักตัวเองได้อย่างไร

โจ ได้ฝากข้อคิดไว้ว่า การแก่ การตายเป็นเรื่องที่ดี เหมือนมะม่วง พอลูกแก่จนสุกก็หล่นลงดินแล้วเกิดเป็นต้นใหม่ ชีวิตคนเราก็เหมือนกัน มันคือการเดินทางของธาตุต่าง ๆ เป็นการหมุนเวียนของสสารและพลังงาน ไม่มีเหตุผลที่เราจะต้องกลัว กลัวก็ตาย ไม่กลัวก็ตาย มีเงินก็ป่วย ไม่มีก็ป่วยเหมือนกัน

นี่จึงเป็นที่มาของการทำศูนย์การเรียนรู้พันพรรณ

เพราะ โจ คิดว่า ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น เปลี่ยนจากการสะสมเงินมาเป็นการสะสมอาหาร สะสมเมล็ดพันธุ์ สะสมความอุดมสมบูรณ์บนผืนแผ่นดินดีกว่า

เหตุที่ โจ สนใจเรื่องอาหารและพันธุ์พืชเป็นพิเศษเพราะ

เขาคิดว่า พันธุ์พืชหายไปทุกวัน มีคนคำนวณคร่าว ๆ ว่า พืชเฉพาะที่เป็นอาหารหายไปไม่ต่ำกว่าวันละ 5 สายพันธุ์ คือ สูญพันธุ์ไปเลย นี่คือภาวะวิกฤติ เป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องสนใจ นี่เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก อาหารเราหายไปทุกวัน แต่ว่าคนส่วนมากไม่รู้

เป้าหมายของศูนย์การเรียนรู้พันพรรณคือ

โจ อยากเห็นความอุดมสมบูรณ์ของศูนย์แห่งนี้ ทุกที่เต็มไปด้วยอาหาร ขุดไปตรงไหนก็เต็มไปด้วยหัวเผือกหัวมัน บนพื้นดินมีผัก บนต้นไม้มีผลไม้ ตอนนี้ทางศูนย์ได้ปลูกพืชผักพันธุ์แท้หลายชนิดเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ให้ได้มากที่สุด แล้วแจกจ่ายให้ชาวบ้านนำไปปลูกเอง

ในการก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้พันพรรณนั้น โจ ต้องต่อสู้กับภาวะขาดทุนหลายครั้ง แต่มีบางครั้งที่คุ้มทุน เพราะระยะแรกกว่าจะสำเร็จต้องลงทุนก่อน เพราะทุกวันนี้จะทำอะไรใคร ๆ ก็หวังแต่ผลกำไรกันทั้งนั้น

แต่ โจ ก็สามารถผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี เพราะในปัจจุบัน คนส่วนมาก เริ่มคิดถึงสุขภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกัน เกษตรกรก็มีชีวิตขัดสน เพราะค่าเมล็ดพันธุ์แพงมาก จึงต้องกลับมาพึ่งตัวเอง

ตอนนี้เวลาที่ โจ อบรมชาวบ้าน เขาจะพร่ำบอกชาวบ้านเสมอว่า แทนที่จะสะสมเงิน เราควรหันมาสะสมอาหารกันดีกว่า โจ ได้เน้นเรื่องนี้ควบคู่ไปกับการพึ่งตนเอง และตอนนี้ก็เกิดกระแสเรื่องนี้ในกลุ่มเกษตรกรไม่น้อยแล้ว

นี่คือสิ่งที่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งมุ่งมั่นจะทำและกำลังทำอย่างจริงจัง โดยไม่ได้ป่าวประกาศหรือโน้มน้าวให้ใครทำตาม ดังที่เขาบอกว่า การจะชักจูงให้คนเปลี่ยนความคิดนั้นยาก สู้ลงมือทำให้เห็นเลยจะง่ายกว่า และสิ่งที่เขาทำนั้น จะว่าไปแล้วไม่ใช่เป็นการทำเพื่อคนกลุ่มเล็ก ๆ ในพื้นที่ที่เขาอาศัยอยู่เท่านั้น แต่เป็นการทำเพื่อมวลมนุษยชาติเลยก็ว่าได้

 โจน จันใด ได้ฝากข้อคิดทิ้งท้ายไว้ว่า โลกนี้ไม่เคยมีปัญหา ใจเรานั่นเองที่เป็นปัญหา เพราะใจเราไม่ยอมรับความจริง ยกตัวอย่างเช่น มีก้อนหินวางอยู่กลางทางก้อนหนึ่ง มีคนเดินไปเตะก็โวยวายว่าใครเอาหินมาวางเกะกะ แต่อีกคนเดินมาเห็นกลับมองว่าหินก้อนนี้สวยจังเลย ทั้งที่ก้อนหินก้อนนั้นคือก้อนเดียวกัน แสดงว่าก้อนหินนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่ใจเราต่างหากที่เป็นปัญหา ดังนั้นชีวิตเราจะมองสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นปัญหาหรือไม่ก็ได้ ทุกวันนี้เวลาที่ผมมีปัญหา สิ่งแรกที่ทำคือมองกลับมาที่ตัวเองว่าต้องมีอะไรผิดในตัวเรา ไม่ใช่ผิดจากภายนอก

ทุกวันนี้เราคิดแต่จะอยากเปลี่ยนโลกเพื่อให้รับใช้เรา แต่เราไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับโลก

 

                                                                                                                                                อ้างอิงจาก SECRET OF LIFE เรื่อง ลออรัตน์