สวัสดีครับชาว Blog
ในวันพรุ่งนี้ (วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม 2553) ผมได้รับเกียรติจากสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศเชิญให้ไปบรรยายในหัวข้อ "กลยุทธ์การทำทัวร์หลังภาวะวิกฤต I"ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ให้แก่สมาชิกนักธุรกิจด้านการท่องเที่ยวประมาณ 60 คน
เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งที่ทางสมาคมฯ โดยเฉพาะคุณพรรณิภา สุริยะรังสิกุล อุปนายกสมาคมฝ่ายวิชาการที่ประสานงานกับผมอย่างใกล้ชิด ทางสมาคมฯ เล็งเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ และการพัฒนาบุคลากรซึ่งมีแผนการทำงานที่ต่อเนื่อง จริงจัง และเห็นคุณค่าของการใช้ความรู้เป็นอาวุธในการเอาชนะอุปสรรคและวิกฤตต่าง ๆ การทำงานของผมกับทางสมาคมฯ ในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ครั้งแรกผมพูดเรื่องผลกระทบการเปิดการค้าเสรี การท่องเที่ยวไทยได้อะไร? เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมฯ ที่ผ่านมานี้เอง ใครสนใจก็เข้าไปติดตามเนื้อหาสาระที่ http://gotoknow.org/blog/chiraacademy/382092 ได้ครับ
และ Blog นี้คงจะมีเรื่องราวดี ๆ มาแบ่งปันกับทุกคนเช่นเคยครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
...........................................................
ภาพบรรยากาศการเรียนรู้
สรุปการบรรยายา
วัตถุประสงค์หลัก
ต้องรู้เรื่องการอยู่รอดทุกวิกฤตมีโอกาส
From Survive to Thriving นอกจากเรารอดแล้วเราต้องก้าวไปสู่ความเป็นเลิศ
Crisis is permanent อย่าไปคิดว่าเมื่อมันมีแล้วจะเป็นปกติ จริงๆแล้วเราต้องต่อสู้กับวิกฤตที่มาเป็นระลอก
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในเรื่องการบริหารความเสี่ยง ให้ลองเขียนแผนว่าถ้าเราแย่งที่สุดเราจะทำอย่างไร
คนทำทัวร์มีโอกาสพบหลายๆสิ่งในโลกเยอะ เราต้องเอาประยุกต์ให้เป็นความรอบรู้ ต้องหาความรู้ตลอด
ต้องมีแรงบันดาลใจ มี passion ในการทำงาน ต้องค้นหาตัวเองให้เจอ
วิธีการคิด 4 แนว ก่อนที่จะเริ่มทำงานใดๆ ให้คิดถึงสิ่งต่อไปนี้
1) ทำอะไร
2) ทำอย่างไร
3) ทำเพื่อใคร
4) ทำแล้วได้อะไร
ในเรื่องการทัวร์ต้องมีเป้าหมาย เมื่อเราอยู่รอดประเทศก็ต้องอยู่รอด การท่องเที่ยวน่าจะเป็นวาระแห่งชาติ เพราะภาคการท่องเที่ยวมีการจ้างงานที่สุดที่สุด ไม่มีการสั่งวัตถุดิบจากต่างชาติ ไม่เหมือนอุตสาหกรรมที่สั่งวัตถุดิบประมาณ 90% ค่าจ้าง 5%
6 หลักการในการทำงาน
1) คิด Macro ทำ Micro ต้องรู้สภาพแวดล้อม ต้องรู้เรื่อง ASEAN ต้องรู้อย่างต่อเนื่อง
2) ทำเป็นขั้นเป็นตอน
3) ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย
4) ทำอะไรให้นึกถึงภูมิสังคมของที่นั้นๆ
5) การสื่อความ การประสานงาน และการบูรณาการ (Communication, Coordination, Integration)
6) ทำอะไรต้องมีผู้เป็นเจ้าของ
7 Habits: 7 อุปนิสัยของผู้ทรงประสิทธิผลสูง
1 Be proactive แก้ไขที่ตัวเองก่อน
2 Think with the end in mind ต้องมีเป้าหมายในการทำธุรกิจ
3 Put first thing first มองอะไรที่สำคัญที่สุดก่อนมองระยะยาว ต้องบริหารเวลาให้ดี คนไทยชอบเร่งด่วนประเภทไฟจี้ก้น
4 Think win – win อย่างการเจรจาธุรกิจต้องบริหารให้ชนะร่วมกัน
5 Try to understand and then to be understood ต้องเข้าใจเป้าหมายเรา
6 Synergy ความหลาหลายคือพลัง อย่าเช่นในการทำงานตอนนี้คือเรื่องการบริหาร gen
7 Sharpen the saw อย่าประมาณ 2 เรื่องในชีวิตคือ สุขภาพ และอวิชชา
การสร้างทุนทางความคิดสร้างสรรค์เน้นทฤษฎี Blue Ocean เมื่อก่อนการทำตลาดทางด้านการท่องเที่ยวเราอยู่ใน Red Ocean เราต้องมีความคิดสร้างสรรค์ถึงเอาต้องรอดได้ เช่น การหาตลาดใหม่ๆในจีน หรือการทำ Academic Tour อาจจะเป็นคนเดิมแต่ Product ใหม่
เรื่องการสร้างนวัตกรรมในวันนี้..อาจจะมองได้ 4 เรื่อง คือ
Innovation..
ในความเห็นของผม มี 3 เรื่อง
1) มี Ideas ใหม่ หรือ Creativity และบวกกับความรู้ การที่เราได้ไปทัวร์ปะทะกับคนเยอะแต่เรายังคิดไม่ไป บ.ทัวร์ต้องเป็นองค์การเรียนรู้มากขึ้น
2) Turn ideas to action ต้องมี Project ใหม่ๆมากขึ้น
3) ทำให้สำเร็จ ต้องมี Customer Value
1)Ideas ใหม่ หรือCreativity และบวกกับความรู้
วันนี้ ลองถามตัวเองดูว่าเรามี ideas ใหม่ ๆ แล้วหรือไม่ และเราจะมีไอเดียใหม่ ๆ อยู่เสมอได้อย่างไร? วันนี้เรามาพูดกันเรื่องทำเครื่องมือที่จะไปตก ideasมา
สำหรับตัวผม..
ไอเดียใหม่ ๆ ของผมได้จาก
ปะทะกับคนเก่ง
Action Plan ต้องเน้น..
- Project Proposal- Project Approval
- และต้องเน้น Execution และ GTD (Get thing Done) โดยเฉพาะการเขียน Project และอนุมัติ Project
เมื่อมี Project และต้องบริหาร Project ให้ได้ เอาชนะอุปสรรค ไปสู่ความสำเร็จ
(ได้เงิน /ได้หน้า /ได้ความสุข -บางครั้งวัดเป็นเงินได้ บางครั้งวัดไม่ได้เรียกว่า Intangible แต่องค์กรยั่งยืน บุคลากรในองค์กรมีความรู้)
แนวคิดเรื่องการสร้างและบริหารเครือข่าย (Networking) ของผมซึ่งจะช่วยสร้างพลัง สร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลไปสู่ลูกค้า
ผมคิดว่าเราจะต้องวิเคราะห์สิ่งต่อไปนี้
ในยุควิกฤตสิ่งแรกที่เราต้องทำคือเรื่องการไปแสวงหาแนวร่วมมากขึ้น ต้องมี Information, Asses
การจะสร้างเครือข่ายที่ดี
- ต้องเป็นคนที่ชอบคบหาสมาคมกับคน หลายๆ กลุ่ม
- มีโลกทัศน์ที่พร้อมจะเรียนรู้ และรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น
- มีโลกทัศน์ที่กว้าง อย่างคนท่องเที่ยวต้องรู้ทุกเรื่อง เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการเมือง
- มีบุคลิกที่เข้ากับคนได้ง่าย
- เตรียมตัวศึกษาบุคคลที่เราอยากจะรู้จัก เช่น ศึกษาจุดอ่อน จุดแข็ง วิถีชีวิตของเขา
- มีการติดตาม (Follow up) การสร้างเครือข่ายให้ได้ผลสูงสุด
- เมื่อวัยเด็กผมอาจจะชอบการทำงานเป็นทีม และชอบทำกิจกรรม และเล่นกีฬา
- ไม่ชอบอยู่คนเดียว หรือใช้ชีวิตสันโดษ
- มีทัศนคติที่เป็นบวก (Positive Thinking)
- ชอบความหลากหลายในความคิด และวิถีชีวิตต่างๆ
แต่การมีบุคลิก หรือโลกทัศน์ที่กว้างอย่างเดียวก็ไม่พอ จะต้องสร้างให้เกิดความสัมพันธ์ที่ลึก โดยเน้นหลักการ 3 เรื่อง การจะคบกับใครอย่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวหรือประโยชน์ระยะสั้นความสัมพันธ์ที่ดีจะต้องเกิดจากความสุข และ
ความสบายใจที่คบหากัน (Comfort Level) และค่อยๆไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกัน
ต้องเน้น Trust ความไว้เนื้อเชื่อใจ ต้องยอมรับ และนับถือในบุคคลเหล่านี้ (Respect) ไม่ได้มองจากบุคคลเหล่านั้นแค่ภายนอก หรือวัตถุ
และน่าจะเน้นความแตกต่างกันทางความรู้ หรือทักษะ และศักยภาพ เพื่อสร้าง Synergy ให้ได้จริงๆ
- พันธมิตรมักจะเกิดหลังจากมี Network แล้ว ซึ่งหมายความว่า เราจะเน้น Win/ Win ซึ่งถ้าเราสามารถทำได้ เราก็จะสร้าง Synergy ให้กว้างไกลขึ้น
- วันนี้ น่าจะได้สำรวจตัวเราเองว่า เราอยู่ตรงไหน เห็นความสำคัญของ Networking ฟังเหตุผล และนำประสบการณ์เหล่านั้นมาเป็นกรณีศึกษา
Networking and Partnership เป็นทุนที่ทุกคนมีอยู่แล้ว ขึ้นอยู่ว่า เขาจะใช้หรือเปล่า และใช้แล้วได้ผลหรือไม่ เพราะไม่ใช่เฉพาะในระดับประเทศ
ถ้าจะพูดไป การสร้าง Network วันนี้ มีเรื่อง Networking ไร้พรมแดนด้วย ผมเชื่อว่าทุกๆ คน ในห้องนี้ ฝึกได้ และนำไปใช้ได้ เพียงแต่ขอให้ทุกท่านปรับทัศนคติให้ดี
เนื่องจากวิกฤต..ซึ่งเราต้องสร้างให้เป็นโอกาส ผมขอแนะนำดังต่อไปนี้
สำหรับตัวท่านเอง
สุดท้าย
สรุป workshop
WS#1 กลุ่ม 1
คุณภาเสริมว่า..วันนี้น่าจะมองเรื่องจิตร่วมกันระหว่างเจ้านายกับลูกน้องเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการฝ่าฟันปัญหา
ดร.จีระ.. เสริมว่า
WS #2 กลุ่ม 3
WS#1 กลุ่ม 2
ความคิดเห็นสรุปสุดท้าย