เรื่องเล่าทางการแพทย์ นี้เอง จึงทำให้มิติทางด้านจิตใจ หรือสิ่งที่เป็นนามธรรมนั้นโดดเด่นออกมา

บรรยากาศในยามนี้ที่สวนสามพรานชุ่มฉ่ำด้วยสายฝนที่โปรยปรายอย่างไม่ขาดสาย ต้นไม้ใบหญ้าที่เรียงรายในสนามแกว่งไกวโยกย้ายกิ่งใบ รับสายฝนราวอย่างเริงร่า

ไม่นานสักเท่าไหร่เลย ที่แม่ต้อยได้เคยมานั่งร่วมประชุมกับน้องๆโรงพยาบาลในโครงการ SHA รุ่นที่๑ เพื่อฝึกฝนการเป็นนักเขียนทางด้านการแพทย์ หรือ Narrative Medicine ที่สรพ.ได้จัดเป็นพิเศษสำหรับโรงพยาบาลที่เข้าร่วมในโครงการSHA

ไม่นานสักเท่าไหร่เลย.. วันนี้แม่ต้อยได้มาอยู่ที่นี่อีกครั้งพร้อมกับน้องๆจากรพ.SHA รุ่นที่2 แล้ว ช่วงรวดเร็วเสียจริง..

แม่ต้อย ได้รับรู้และเห็นว่า คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ได้ทุ่มเทในการฝึกฝนให้ความรู้อย่างเต็มที่สำหรับผู้ที่เข้าอบรมในหลักสูตรนี้ จนทำให้แม่ต้อยรู้สึกเสียดายแทนสำหรับโรงพยาบาลที่ไม่ได้ส่งคนเข้ามาอบรม เสียจริงๆ

 

การที่แม่ต้อยอยากที่จะให้มีการเรียนรู้เรื่อง Narrative Medicine ในโครงการ SHA นั้นก็เพราะว่า เรื่องราวบางเรื่องในการทำงานในระบบสุขภาพนั้น บางครั้งผลงานในด้านคุณภาพนั้นไม่อาจที่จะนำเสนอในเชิงปริมาณได้เพียงมิติเดียว แต่ทว่ายังมีคุณภาพในมิติทางด้านจิตใจ ความดี ความเสียสละ เพื่อเพื่อนมนุษย์ หรือความดีงามของคนที่มำงานในระบบคุณภาพที่ได้ปฎิบัติต่อผู้ป่วย

เรื่องเล่าทางการแพทย์ นี้เอง จึงทำให้มิติทางด้านจิตใจ หรือสิ่งที่เป็นนามธรรมนั้นโดดเด่นออกมา

 

หรือ เรื่องราวของ ความดี ความงาม และจิตวิญาณนั้น ไม่สามารถนำเสนอได้เพียงตัวเลขแต่อย่างเดียวได้

ที่สำคัญ เรื่องราวเหล่านี้ สามารถเยียวยาได้ทั้งผู้ให้บริการและทั้งผู้ป่วย หรือ ที่รู้จักกัน  ว่า Hearing... Healing การได้เล่า กับการได้ฟัง เป็นการเยียวยา

ราวกับปาฏิหารย์  ในช่วงเวลาอันสั้นๆ แม่ต้อยได้ค้นพบว่าน้องๆหลายๆคน มีพรสวรรค์ มีเรื่องราวที่ดีดี และสามารถถ่ายทอดเป็นภาษาได้อย่างงดงาม ชวนติดตามอย่างน่าทึ่ง

 

ทุกช่วงเวลาของการเรียนรู้ อาจารย์ โกมาตร สร้างบรรยากาศที่แสนสนุก อารมณ์ขันของอาจารย์ ทำให้น้องๆทุกคนคลายความกังวล และ มีความกล้าที่จะแสดงออกอย่างเต็มที่ ไม่มีความหวาดกลัว  หรือ เพียงแต่เป็นผู้ฟังฝ่ายเดียว ดังเช่นที่พบเห็นในหลักสูตรอื่นๆ

 

 

อาจารย์ โกมาตร ได้คุยกับแม่ต้อยก่อนที่จะเปิดการอบรมว่า

“ แม่ต้อยมาหรือเปล่า คราวนี้”

“ มา...มาสิ “  แม่ต้อยรีบตอบระหว่างนั่งรถมาที่สวนสามพราน

“ ไม่เบื่อหรือ..”

แม่ต้อยอยากจะบอกว่า ไม่ว่าจะสักกี่ครั้งที่แม่ต้อยได้ฟังอาจารย์ โกมาตรบรรยาย แม่ต้อยไม่เคยเบื่อเลย ยิ่งฟังยิ่งชอบ  เรียกว่าเป็นแฟนพันธ์แท้ ที่เทียวเชียว

และที่อยากจะบอกเพิ่มเติมด้วยอีกว่า อาจารย์ โกมาตรเป็นวิทยากร เพียงไม่กี่คนที่แม่ต้อยสามารถฟังได้อย่างซ้าๆโดยไม่มีเบื่อ

และคิดว่าน้องๆ ก็คงเช่นกัน  เพราะว่าเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานมีต่อเนื่องไม่ขาด ตลอดระยะเวลาการเรียนรู้ร่วมกัน และที่แน่นอนกว่านั้นคือ ผลงานที่ออกมานำเสนอนั้นเฉียบขาดจริงๆ

การเขียนเรื่องเล่าทางการแพทย์นั้น มีรายละเอียดมากมาย  เพราะว่าที่แท้จริงแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้ที่มีคุณค่ายิ่ง เพราะเป็นการนำเสนอในมิติด้านจิตใจ ที่ศาสตร์ด้านอื่นยังไม่สามารถดึงออกมาได้

การอ่านเรื่องเล่ามีพลังที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีคิด เปลี่ยนแปลงการทำงานได้ คนที่อ่านจะมีจินตนาการได้อย่างไม่หยุดยั้ง

แต่จะทำอย่างไร? ที่จะทำให้คนอื่นเล่าเรื่องดีดีให้เราฟังได้  อันนั้นก็เป็นอีกทักษะหนึ่งที่สำคัญ และนักเขียนเรื่องเล่าจำเป็นต้องฝึกฝนด้วย

ทักษะนั้นคือ การฟังที่ดี หรือ Deep listening นั่นเอง แม่ต้อยว่าพวกเราคงคุ้นเคยกันอยู่มากแล้ว

ความหมายสั้นๆของการฟังแบบลึกซึ้งคือ การฝึกภาวนา ในยามที่เราฟังคนอื่นๆ หรือ” ฝึกความไม่มีอารมณ์” ให้เกิดขึ้นให้ได้

 

บทแรกที่อาจารย์ โกมาตรให้อ่านเรื่องอีเมลดา และแสดงความรู้สึกนั้น แม่ต้อยว่า น้องๆเริ่มไต่ระดับจากคนปกติเป็นเทพน้อยๆละคะ ฮ่าๆๆ

 

ยิ่งเริ่มให้ฝึกการเขียนฉาก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่เราจะนำคนอ่านเข้าสู่โลกของเรื่องราว ซึ่งนักเขียนจะต้องบรรยายรายละเอียดของแกนั้นๆให้ครบผัสสะทั้ง๕

เปรียบเทียบคล้ายกับเป็นการเปิดฉากละคร เราต้องมีเวทีที่พร้อม เพื่อการแสดงในตอนต่อไปนั่นเอง  และเป็นกิจกรรมที่ดีดีเสียด้วยในการที่เราจะลำดับการเขียนในตอนต่อไป

ในหัวข้อนี้แม่ต้อยว่าน้องๆ สนุกสนานและผ่อนคลายมากๆ

และที่น่าทึ่ง แทบไม่น่าเชื่อคือ น้องๆหลายคนได้แจ้งเกิดในงานนี้แล้วแน่นอน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อละคะ

เชื่อแล้วละคะ ว่าน้องๆที่สุดยอดจริงๆ

แต่แม่ต้อย อยากจะบอกสิ่งที่ หลายๆคนอาจจะยังไม่มีใครรู้

ในช่วงสี่วันนี้ ทั้งอาจารย์ โกมาตร และทั้งแม่ต้อย ล้วนแล้วแต่ป่วยด้วยกันทั้งคู่

วันแรกแม่ต้อยถึงกับต้องไปนอนพักในช่วงบ่าย ส่วนคุณหมอโกมาตร นั้นสอนไปป่วยไป กลางคืนต้องทานยาอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อน

ด้วยจิตวิญญาณของคนที่เป็น “ ผู้ให้” จึงไม่มีวี่แววของความเจ็บป่วยแม่แต่น้อย ยามที่ยืนในห้องเรียนกับพวกน้องๆ

ทุกครั้งที่หยุดพัก แม่ต้อยต้องเข้าไปถามตลอดเวลาว่า

“ ไหวไหมคะ? ...พี่ช่วยอะไรไหมคะ..

แม้ว่าใบหน้าจะซีดเซียว แต่แววตายังเป็นประกายระยิบระยับ

“ ไม่เป็นไรครับ.. ทานยามาแล้ว “

แม่ต้อยต้องขอขอบพระคุณในน้ำใจที่งดงามของคุณหมอโกมาตรมาในโอกาสนี้อย่างที่สุด

ขอขอบคุณจริงๆคะ

สวัสดีคะ