ศีลห้า : การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์วิถีพุทธ
โรงพยาบาลแม่ทา จังหวัดลำพูน
1. บทนำ
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงานตามที่ต้องการ โดยประเมินผลจากการประพฤติตนผลงาน บรรยากาศ กระบวนการ วิธีการทำงานที่เปลี่ยนไปจากเดิม ผู้ปฏิบัติงานมีความกระตือรือร้น อดทน ขยัน หมั่นเพียร อุทิศตนให้กับการทำงานมากขึ้น ความผิดพลาด เสียหาย ความเสี่ยงจากการทำงานลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น ประหยัดทรัพยากร มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดค้นวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านปริมาณ คุณภาพ และความพึงพอใจของผู้รับบริการ แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยทั่วไปกำหนดให้มีการพัฒนาหลักๆ รวม 3 ด้านคือ
1. พัฒนาความรู้ [Knowledge]
2. พัฒนาทักษะ [ Skill ]
3. พัฒนาทัศนคติ [Behavior]
หน่วยงานองค์การทั่วไปทั้งภาครัฐและเอกชนจัดสรรงบประมาณจำนวนมาก ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กระบวนการอบรมพัฒนาส่วนใหญ่มุ่งเน้นเรื่อง ความรู้ ทักษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดเวลาการพัฒนาด้านจิตใจมีความสำคัญน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการพัฒนาด้านความรู้และทักษะ ความรู้สึกทางจิตใจมีพลังอำนาจสูงในการสั่งกายหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ [Behavior Change] ถ้ามนุษย์ในองค์การมีความทุกข์ มีอาการป่วยทางจิตวิญญาณ แม้ว่าจะเร่งรัดพัฒนาความรู้และทักษะเพียงใด ยากที่จะประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง ดังคำกล่าวที่ว่า “ จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว”
การพัฒนาด้านทัศนคติ [Attitude] เป็นการพัฒนาที่ยากที่สุด เพราะเป็นความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิด หรือความเชื่อของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต การดำรงชีวิตด้านส่วนตัวและ กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องพัฒนาด้านทัศนะคติอย่างยิ่งได้แก่ กลุ่มข้าราชการซึ่งเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศ ทัศนคติในเชิงบวก [Positive Thinking] ที่มุ่งเน้นพัฒนาคือ
1. การทำงานเป็นทีม [Team Work ] ไม่แบ่งพรรค แบ่งพวก สามัคคีผนึกกำลัง สนับสนุนซึ่งกันและกันให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย
2. การสร้างเสริมจิตสำนึกที่ถูกต้องในการให้บริการต่อประชาชน [Sense of Service ]มีจิตวิญญาณการให้บริการที่ดี เป็นธรรม ถูกต้อง ยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่แสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้หรือประพฤติมิชอบ
3. การสร้างเสริมความรู้สึกนึกคิดที่ถูกต้องในการทำงาน [Work Attitude] เข้าถึงข้อจำกัด ปัญหา อุปสรรค รวมทั้งข้อดีข้อเสียของการทำงาน
4. การพัฒนาตนเอง [ Self Development] มีความรู้เหมาะสมในการทำงาน ตื่นตัวพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม พัฒนาจิตใจให้เข้มแข็ง ไม่อ่อนไหว ไม่หลงผิด และทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
การพัฒนาจิตใจของมนุษย์โดยใช้หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา เป็นแนวทางที่ถูกต้องตรงประเด็น ส่งผลให้หลายๆ หน่วยงานกลับมาให้ความสำคัญการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์วิถีพุทธเพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งกรรมนิยม สอนให้เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมเป็นลำดับแรก ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตมนุษย์ มีผลจากการกระทำกรรม 3 คือ คิด พูด ทำ อย่างไร ได้อย่างนั้น ถ้ามีความชัดเจนในจิตวิญญาณ จะคิดดี พูดดี ทำดี คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แต่ขาดความเข้าใจในหลักพระพุทธศาสนาที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องศีลห้า รู้แต่เป็นเพียงข้อห้าม 5 ข้อ แต่ไม่รู้ว่าหากปฏิบัติแล้วเกิดผลดีต่อตนเอง ครอบครัว สังคมอย่างไร
ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกสามารถลดความรุนแรงและหมดปัญหาได้ ศีลห้า หรือ เบญจศีล เป็นหลักพื้นฐานขั้นต้นของชีวิตมนุษย์ หากมวลมนุษยชาติในโลกนี้ ยึดหลักศีลห้า ในการดำรงชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว ครอบครัว หรือในการปฏิบัติงาน จะเกิดพลังชีวิตที่ยิ่งใหญ่เป็นพลังความรักเหนือรัก หมายถึง รักเมตตาผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังผลประโยชน์ใดๆตอบแทน รักแบบไม่มีเงื่อนไข มีจิตกรุณาปรารถนาที่จะช่วยบุคคลอื่นให้พ้นทุกข์ รักเหนือรักของบุคคลที่มีศีลห้า ครบ 5 ข้อ จึงมิใช่ความรักที่มีกิเลส โลภ โกรธ หลง เข้าครอบงำดังที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคม เช่น ความรักของคู่รักชายหญิง มีความต้องการความเป็นเจ้าของ รักเพื่อต้องการลาภ ยศ สุข สรรเสริญ เมื่อไม่ได้ดังที่ต้องการ ความรักก็จะเปลี่ยนเป็นความเกลียด โกรธ ทะเลาะเบาะแว้ง ทำร้ายร่างกาย หลายๆรายต้องจบชีวิตลง เป็นปัญหาสังคมที่รุนแรงแก้ไขได้ยาก นอกจากน้อมนำหลักธรรมของพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางการพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น
เป็นที่ยอมรับกันว่าการปฏิบัติงานของแพทย์ พยาบาล รวมทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอื่นๆที่ปฏิบัติงานในสถานบริการทุกระดับ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ลักษณะงานที่ต้องมีความรับผิดชอบสูงในการรักษาพยาบาลและช่วยชีวิตผู้ป่วยการทำงานที่ต้องพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง มีชีวิตความเป็นอยู่การกิน การนอนหลับพักผ่อนแตกต่างจากบุคคลปกติทั่วไป ทำให้เกิดความเครียดเหนื่อยล้า ท้อแท้ มีความเสี่ยงต่อการติดโรคร้ายแรงจากผู้ป่วยขณะให้การรักษาพยาบาล รวมทั้งการถูกฟ้องร้องคดีทางแพ่ง และคดีอาญาเมื่อเกิดความผิดพลาดในการรักษาพยาบาล แพทย์ส่วนใหญ่ที่ครอบครัวฐานะดีไม่เดือดร้อนเรื่องการเงินยินดีชดใช้ทุนที่เรียนจบมาด้วยเงินส่วนตัวจำนวนหลายแสนบาท แลกกับการไม่ต้องทำงานหนักในโรงพยาบาลของรัฐ และมีทางเลือกใหม่ในการใช้ชีวิตของตนอย่างมีคุณภาพ
การพัฒนาคุณภาพชีวิตของ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแม่ทา อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน โรงพยาบาลแม่ทา เป็นโรงพยาบาลที่มีพื้นที่ตั้งอยู่ริมถนนลำปาง-เชียงใหม่ ระหว่าง กิโลเมตรที่ 48-49 ห่างจากอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน 25 กิโลเมตร และห่างจากจังหวัดเชียงใหม่ 50 กิโลเมตร การคมนาคมสะดวกสบายผู้บริหารและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแม่ทาส่วนใหญ่ มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ หรืออำเภอใกล้เคียงกับอำเภอเมืองจังหวัดลำพูน จึงเลือกเดินทางไป-กลับระหว่างโรงพยาบาลแม่ทาและบ้านพักตามที่มีภูมิลำเนาทุกวัน ยกเว้นวันที่อยู่เวรบ่าย-ดึก (ระหว่างเวลา16.00น.-08.00 น) ทำให้ความสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแม่ทามีข้อจำกัด ความใกล้ชิดสนิทสนม คุ้นเคย และความเป็นพี่เป็นน้องน้อยกว่าโรงพยาบาลอื่นๆ ที่เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา หากต้องการเดินทางออกจากพื้นที่ต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่า ความสะดวกสบายน้อยกว่า บริบทของอำเภอแม่ทาแม้จะตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทแต่อยู่ใกล้เมืองใหญ่ มีลักษณะเป็นสังคมเมือง สิ่งแวดล้อม ทัศนคติ ค่านิยม วัฒนธรรมจึงมีความแตกต่างกัน
การรับรู้สิ่งใหม่ๆ และซึมซับวัฒนธรรมค่านิยมทางวัตถุ รับได้ง่ายและเร็วกว่าอำเภออื่นที่อยู่ห่างไกลออกไป เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแม่ทาการแข่งขัน กันทางวัตถุนิยม การดำรงชีวิตของคนในสังคมเมืองสำหรับกลุ่มคนที่มีความแตกต่างกันด้านการศึกษา รายได้ ฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงาน ขาดโอกาสหรือด้อยโอกาสกว่าผู้อื่น ทำให้เกิดทุกข์ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแม่ทาหลายๆคนตกอยู่ในสภาวการณ์ดังกล่าว เมื่อทุกข์มากก็หาทางดับทุกข์โดยเดินทางผิด (มิจฉาทิฐิ) เช่น เสี่ยงโชคซื้อหวย ซื้อลอตเตอรี่ กู้ยืมเงินนอกระบบดอกเบี้ยสูง ติดสุราเรื้อรัง อิจฉาริษยา นินทา เก็บกด หดหู่ มองโลกในแง่ร้าย ใส่ความ เข้าใจผิด พูดจาส่อเสียด ก้าวร้าว นอกใจคู่ครอง ฯลฯ เริ่มจากปัญหาตัวบุคคล ปัญหาส่วนตัว ปัญหาครอบครัวส่งผลกระทบต่อการทำงานและการบริการผู้ป่วย มีข้อขัดแย้ง ข้อร้องเรียนด้านบริหาร บริการและความประพฤติส่วนตัว ของเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลแม่ทาสูงกว่าบ่อยครั้งมากกว่าโรงพยาบาลอื่นๆในระดับเดียวกันของจังหวัดลำพูน มีการร้องเรียนต่อเนื่องมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นระดับเจ้าหน้าที่ร้องเรียนกันเอง หรือร้องเรียน เพราะไม่พอใจผู้บริหาร ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่มีมูลความจริงหรือมีความร้ายแรงเกินความเป็นจริง ร้องเรียนเพราะเข้าใจผิด เสียผลประโยชน์ ขาดการพูดคุย ทำความเข้าใจระหว่างคู่กรณี เอาชนะกัน ใช้อารมณ์เหนือเหตุผล แบ่งพรรค แบ่งพวก มีความหวาดระแวงสูง ไม่ไว้ใจกัน ฯลฯ ทำให้คุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแม่ทาอยู่ในระดับที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไข
จะเห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลแม่ทา เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางจิตวิญญาณของมวลมนุษยชาติทั่วโลกที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตนเอง ท่ามกลางวิกฤตการนานาประการทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีสมัยใหม่ ค่านิยม วัฒนธรรมข้ามชาติ ฯลฯ ขณะที่สังคมโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจนตามไม่ทัน มนุษย์พึงมีหลักยึดเหนี่ยวจิตใจให้เข้มแข็งไม่หวั่นไหว พร้อมรับและปรับกายใจได้อย่างเหมาะสม เพื่อเอาชนะปัญหาอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิต สามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุข สงบได้ตามอรรถภาพของแต่ละคน ซึ่งผู้บริหารโรงพยาบาลแม่ทาได้ดำเนินการพัฒนาจิตวิญญาณของเจ้าหน้าที่เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยคุณธรรมรักเหนือรักในระดับศีลห้า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2552 รวม 4 รุ่น จำนวนผู้เข้ารับการอบรมพัฒนาจิต รวมทั้งสิ้น 48 คน คิดเป็นร้อยละ 32.21 ของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด
จากการประเมินผลโครงการพบว่าผู้ผ่านการอบรมร้อยละ70 มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องศีลห้า มากขึ้น สามารถเชื่อมโยงวิเคราะห์ปัญหา ค้นพบสาเหตุแห่งทุกข์ของตนเอง ครอบครัวและคนใกล้ชิดเพราะขาดศีลห้า เกิดสติปัญญาหาวิธีดับทุกข์ได้ด้วยตนเองพบทางสว่างของชีวิต มีการพัฒนาปรับเปลี่ยนความคิด ทัศนคติ พฤติกรรมไปในทางที่ถูกที่ชอบ (สัมมาทิฐิ) ลด ละเลิกอบายมุขที่เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์เช่น การดื่มสุรา สูบบุหรี่ ติดยาเสพติด เล่นการพนัน ประพฤติผิดทางกาม การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินตัว ยึดติดวัตถุนิยม ปัญหาหนี้สิน ขาดปิยวาจากับผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย เพื่อนร่วมงาน ติฉินนินทา มองโลกในแง่ร้าย ก้าวร้าว เบี่ยงเบนทางเพศ ซึมเศร้า เก็บตัว ฯลฯ บางรายคิดฆ่าตัวตาย
มรรคผลที่เกิดขึ้นหลังจากผ่านกระบวนการเรียนรู้พัฒนาคุณภาพชีวิต ด้วยคุณธรรมรักเหนือรัก ในระดับศีลห้า ชีวิตครอบครัวและการทำงานมีความสุขมากขึ้น รู้จักการเสียสละ แบ่งปัน ให้ความรักความเมตตา ช่วยเหลือบุคคลอื่นโดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน หลายๆ ครอบครัวที่ชักชวนบุคคลในครอบครัวมาด้วย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง พ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง เข้าใจกันและกันมากขึ้น รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา สิ่งที่เคยขุ่นข้องหมองใจในอดีตหมดไป ทุกคนร่วมใจกันต่อเติมเพิ่มความรักให้กันและกัน สร้างบรรยากาศของความประทับใจ ความสุข ความปิติยินดีด้วยรอยยิ้มและน้ำตา ศีลห้า จึงเป็นหลักธรรมที่จำเป็นอย่างยิ่งในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ร่มเย็นของมนุษย์โลก
2. ความหมายของศีลห้า
- ความประพฤติทางกายและวาจา
- การรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย
- ข้อปฏิบัติสำหรับควบคุมกายและวาจาให้ตั้งอยู่ในความดี
- การรักษาปกติตามระเบียบวินัย
- ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว
- ข้อปฏิบัติในการฝึกกาย วาจาให้ดียิ่งขึ้น
- ความสุจริตทางกาย วาจา และอาชีพ
จากความหมายข้างต้นนี้จะเห็นว่า ศีล คือความมีระเบียบในการดำเนินชีวิตและในการอยู่ร่วมกันในสังคม ความมีวินัยและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ กติกา เพื่อให้มีความสัมพันธ์ที่ดี เกิดความสงบร่มเย็นในสังคม มีความสุข ไม่สับสนวุ่นวาย ไม่ระส่ำระสาย ไม่ใช้ชีวิตด้วยความประมาท กำจัดควบคุมกิเลสโลภ โกรธ หลง ไม่ตกหลุมพรางชีวิต มัวเมาในอบายมุขที่ทำให้ชีวิตมืดมน ดิ่งเหว มรรคผลของผู้มีศีลครบ 5 ข้อ จะพบแต่สิ่งดีงามในชีวิต ศีลห้า พาให้ฉลาด ไวแวว แจ่มใส มีสติปัญญาแก้ไขปัญหาได้ ร่ำรวยด้วยบุญนิยม มีผู้คนรักใคร่ เคารพ ศรัทธา เชื่อถือ ทำสิ่งใดจะลุล่วง ราบรื่นประสบผลสำเร็จ เจริญพัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป
ศีลห้า เป็นศีลพื้นฐานเป็นข้อปฏิบัติขั้นต้น ที่พุทธศาสนิกชนทุกคนต้องยึดเป็นแนวทางปฏิบัติในชีวิตประจำวัน คนไทยยังขาดความตระหนัก ละเลยและไม่สนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ขาดโอกาสในการเรียนเรื่องศีลห้า อย่างเป็นรูปธรรมและนำไปใช้ได้จริงในชีวิต การดำเนินชีวิตของคนไทยในปัจจุบันนี้ หลงทางกับความสุขที่จอมปลอม ฉาบฉวย การเรียนรู้เรื่องศีลห้า ไม่มีหน่วยงานใดให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างเห็นผลอย่างแท้จริงการเรียนรู้ที่ได้ผล ควรสร้างบรรยากาศแบบเป็นกันเอง มีความรักเมตตาต่อกัน เข้าถึง ตรงตามความต้องการ ผู้เรียนรู้เรื่องศีลห้า ที่ได้ผลต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง เรียนไปปฏิบัติไปตลอดชีวิต ผลที่เกิดขึ้นนำมาวิเคราะห์ทบทวนเพื่อให้เกิดปัญญา พบหนทางสว่างในชีวิต
ศีลห้า หรือ เบญจศีล มีธรรมที่คู่กันเรียกว่า เบญจธรรม หมายถึง คุณธรรมห้าประการ เป็นธรรมเกื้อกูลแก่การรักษาเบญจศีล ที่ผู้รักษาเบญจศีลมีไว้ประจำใจ คุณธรรม 5 ประการ มีดังนี้
1. เมตตา กรุณา ความรักใคร่ปรารถนา ให้มีความสุขความเจริญและความสงสารช่วยให้พ้นทุกข์ คู่กับศีลข้อที่หนึ่ง ผู้ที่มีความเมตตาย่อมเป็นที่รักใคร่ของคนทั้งหลาย นอนหลับและตื่นนอนเป็นสุข ผิวพรรณผ่องใส จิตใจชื่นบาน ปลอดโปร่ง เพราะไม่คิดพยาบาทปองร้อยผู้ใดให้จิตใจเศร้าหมอง
2. สัมมนาอาชีวะ การเลี้ยงชีพในทางสุจริต คู่กับศีลข้อที่สอง คือการละมิจฉาอาชีวะ หมายถึงการเลี้ยงชีพในทางทุจริต อาชีพที่จัดเป็นมิจฉาชีพคือการประกอบการค้า 5 ชนิด ได้แก่
1. ค้าขายเครื่องประหารหรืออาวุธ
2. ค้าขายมนุษย์ เช่น ค้ากาม ค้าประเวณี
3. ค้าขายสัตว์ที่มีชีวิตสำหรับฆ่าเป็นอาหาร
4. ค้าขายน้ำเมา
5. ค้าขายยาพิษ
3. กามสังวร ความสำรวม ระวัง รู้จักยับยั้งควบคุมในทางกามารมณ์มิให้หลงใหลในรูป เสียง กลิ่น รสและสัมผัส มีความยินดีพอใจในคู่ครองของตนคู่กับศีลข้อที่สาม ผู้มีธรรมข้อนี้ ย่อมมีความสุขในชีวิต ไม่ก่อปัญหาให้ครอบครัวหรือสังคม ตรงกันข้ามกับผู้ที่ขาดกามสังวร เช่นครอบครัวที่บิดาเจ้าชู้มีภรรยาหลายคน หรือเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น ย่อมทำให้เกิดปัญหาทั้งในครอบครัวของตนเองและผู้อื่น ลูกขาด ความอบอุ่นและอาจหันไปพึ่งยาเสพย์ติด ทำให้เกิดปัญหาสังคมต่อเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่ ปัญหาเยาวชนติดยาเสพย์ติดที่แพร่หลายในปัจจุบันนี้มีสาเหตุมาจากครอบครัวแตกแยก บิดามารดาหย่าร้างกันกันและสาเหตุใหญ่ของการหย่าร้างเนื่องมาจากบิดามารดาขาดกามสังวร บางครอบครัวบิดาเจ้าชู้ และหลายครอบครัวโชคร้ายหนักไปกว่านั้น คือ ทั้งบิดามารดาเจ้าชู้พอๆกัน ผู้ที่รับเคราะห์กรรม คือ ลูกผู้ที่จะเป็นกำลังของชาติต่อไปในอนาคต เมื่อครอบครัวขาดความอบอุ่นเยาวชนในปัจจุบันจึงตกหลุมพรางชีวิต มัวเมาในอบายมุขสิ่งเสพติดที่ให้โทษต่อสุขภาพร่างกาย หมดอนาคต เป็นภาระเป็นปัญหาสังคมที่ขยายผลออกไป มีผลโดยตรงต่อการพัฒนาประเทศชาติ ผู้รับผิดชอบนับตั้งแต่พ่อแม่ ผู้ปกครองซึ่งอยู่ในระดับครอบครัว จนถึงคณะรัฐบาลที่บริหารบ้านเมืองต้องให้ความสำคัญและดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน
4. สัจจะ ความสัตย์ ความซื่อตรง คือดำรงมั่นในสัจจะ ซื่อตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริง ทำจริง ทำอะไรเป็นที่เชื่อถือ ไว้วางใจได้ คู่กับศีลข้อที่สี่ บุคคลผู้มีธรรมข้อนี้ย่อมเป็นผู้ที่เจริญในหน้าที่การงานเช่น นักธุรกิจมีสัจจะ ย่อมเป็นที่ไว้วางใจของผู้ร่วมงาน พ่อค้ามีสัจจะย่อมเป็นที่เชื่อถือของลูกค้า ทำให้การค้าเจริญรุ่งเรือง นักการเมืองมีสัจจะทำให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจประชาชน
5. สติสัมปชัญญะ ความระลึกได้และความรู้จักตัวทั่วพร้อม คือฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่าสิ่งใดควรทำและไม่ควรทำ ระวังมิให้คนมัวเมาประมาทคู่กับศีลข้อที่ห้า สติสัมปชัญญะ พระพุทธองค์ตรัสยกย่อง สติสัมปชัญญะ ว่าเป็นธรรมะมีอุปการะมาก ผู้ที่มีธรรมข้อนี้ย่อมเป็นผู้ไม่พลั้งเผลอในการกระทำใดๆในทางตรงกันข้ามหากขาดสติสัมปชัญญะฆ่าผู้อื่นได้หรือฆ่าตัวเองได้ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ หรือกระทำการใดที่บุคคลที่มีสัมปชัญญะไม่ทำกัน..(มีต่อ.บทความศีลห้า 2)
มีตัวอย่างให้แบบนี้ถือว่าดีมาก จะได้เห็นเป็นแบบอย่าง ต้องเผยแพร่ให้มากขึ้นครับ
ที่ผ่านมานั้นคนเราไม่ค่อยสนใจเรื่อง
การปฏิบัติ เลยได้รับประโยชน์จากศาสนาน้อยมาก
แต่ตอนนี้ได้ตระหนักแล้วว่าปัญหาเกิดมากมาย
คำกล่าวที่ว่า ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาศ
เริ่มเห็นเค้าลางๆ ดังนั้นโครงการนี้จึง ยอดเยี่ยมมาก
น่าจะสนับสนุนให้มีขึ้นในทุกองค์กรเลยค่ะ
ใช้
บทความนี้ผมเขียนเมื่อ 4ปีที่แล้ว มาถึงวันนี้ คสช.ได้กำหนดให้ทุกหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านศีลห้า