กำหนดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา-มัธยมศึกษา
+โพสต์เมื่อวันที่ : 18 ส.ค. 2553

 Share | แบ่งปันเรื่องนี้ให้เพื่อนที่     

 

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

 

.....

 

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ ๒/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ ณ ห้องประชุมงบประมาณชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๓



รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมสภาการศึกษาได้พิจารณาให้ความเห็นชอบเรื่องสำคัญ ๒ เรื่อง ได้แก่

การกำหนดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา

โดยที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ๒) และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ๓) ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๓ และมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ศธ.ได้แต่งตั้งคณะทำงานเตรียมการจัดทำข้อมูลเพื่อรองรับการปรับลด-เพิ่ม จำนวนเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งได้มีข้อสรุปดังนี้

 

- กำหนดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ๔๒ เขต และเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ๑๘๓ เขต สำหรับเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานครเดิมมี ๓ เขต ได้กำหนดเป็นเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ๒ เขต และเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ๑ เขต

- ปรับปรุงเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จ.สกลนคร โดยเขต ๑ ให้เพิ่ม อ.กุดบาก เขต ๒ ลด อ.กุดบาก และเพิ่ม อ.เจริญศิลป์ ส่วนเขต ๓ ลด อ.เจริญศิลป์

รมว.ศธ. กล่าวเพิ่มเติม ตนได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องกำหนดเขตพื้นที่ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแล้ว เพื่อให้เลขาธิการสภาการศึกษานำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่ง สพฐ.จะได้ประกาศรายชื่อโรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ตามกฎหมายระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ หลังจากนั้นจะได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญ เพื่อทำหน้าที่พิจารณาการบริหารงานบุคคล สำหรับเขตพื้นที่มัธยมศึกษาขึ้นมาภายใน ๑๘๐ วัน ก่อนที่จะมีการสรรหาและแต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาต่อไป




ภาพ บัลลังก์ โรหิตเสถียร

ยุทธศาสตร์และมาตรการด้านการผลิตและพัฒนากำลังคนที่สอดคล้องกับข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๖๑)

สภาการศึกษาได้ดำเนินการศึกษาวิจัยและนำเสนอยุทธศาสตร์มาตรการผลิตและพัฒนากำลังคน โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนากำลังคนตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ มีการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเพื่อการรับรองสมรรถนะความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน มีการพัฒนาระบบการจ้างงานและกำหนดเงินเดือน/ค่าตอบแทนตามสมรรถนะ ขยายการศึกษาระบบทวิภาคี สหกิจศึกษา และการฝึกงานให้มากขึ้น สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษา:สามัญศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็น ๖๐:๔๐ ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ ๙ ด้านดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ : ปฏิรูประบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน (demand-driven) และเอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning)

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ : พัฒนาคุณภาพกำลังคนทุกระดับ

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ : เร่งผลิตและพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษาให้มีปริมาณและคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการ

ยุทธศาสตร์ที่ ๔ : ผลิตและพัฒนากำลังคนโดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นให้เพียงพอต่อความต้องการในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ ๕ : ฝึกอบรมระยะสั้นเพื่อยกระดับความสามารถกำลังแรงงาน

ยุทธศาสตร์ที่ ๖ : เสริมสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการผลิตและบริการที่เชื่อมโยงกับการพัฒนากำลังคน

ยุทธศาสตร์ที่ ๗ : สร้างเสริมความเข้มแข็งให้ครู คณาจารย์ และผู้บริหารสถาบันการศึกษา

ยุทธศาสตร์ที่ ๘ : พัฒนาระบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ

ยุทธศาสตร์ที่ ๙ : สร้างระบบความร่วมมือและเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคน