ชื่อเรื่อง : ผลของการใช้แนวการสอนแนะให้รู้คิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์และเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์
ผู้วิจัย : นายชัยวัฒน์ อุ้ยปาอาจ
ปีที่วิจัย : 2551
วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ใช้แนวการสอนแนะให้รู้คิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 50
2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างกลุ่มที่ใช้แนวการสอนแนะให้รู้คิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ
3. เพื่อศึกษาเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มที่ใช้แนวการสอนแนะให้รู้คิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน
วิธีวิจัย :
วิธีการ : การวิจัยเชิงสำรวจ
กลุ่มตัวอย่าง : ตัวอย่างประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 109 คน
เครื่องมือ : แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง การประยุกต์เกี่ยวกับอัตราส่วนและร้อยละ และแบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล : การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองกับนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง
วิธีวิเคราะห์ผล : ผู้วิจัยนำคะแนนที่ได้จากแบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ และแบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนทั้งสองกลุ่มมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (Statistical Package for the Social Sciences : SPSS for Window)
ผลการวิจัยพบว่า :
1. นักเรียนที่ใช้แนวการสอนแนะให้รู้คิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์มีความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำร้อยละ 50 ของคะแนนสอบทั้งฉบับที่กำหนดโดยกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
2. นักเรียนกลุ่มทดลองที่ใช้แนวการสอนแนะให้รู้คิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์มีความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดกิจกรรมแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มที่ใช้แนวการสอนแนะให้รู้คิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการประยุกต์เกี่ยวกับอัตราส่วนและร้อยละ มีเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ชื่อเรื่อง : การศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชนสองภาษา สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในกรุงเทพมหานคร
ผู้วิจัย : สิทธิ์ จิตต์นิลวงศ์
ปีที่วิจัย : 2552
วัตถุประสงค์ :
1. เพื่อศึกษาสภาพการบริหารโรงเรียนอนุบาลสองภาษา สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในกรุงเทพมหานคร
2. เพื่อศึกษาปัญหาการบริหารโรงเรียนอนุบาลสองภาษา สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในกรุงเทพมหานคร
วิธีวิจัย :
วิธีการ : การวิจัยเชิงสำรวจ
กลุ่มตัวอย่าง : ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหาร และครูไทยที่สอนในโรงเรียนเอกชนที่มีการเปิดสอนสองภาษาในระดับอนุบาล คือภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในกรุงเทพมหานคร จำนวน 42โรงเรียนคือ ผู้บริหาร 42 คน และครู 346 คนจากรายชื่อโรงเรียนเอกชนที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ ในปีการศึกษา 2552
เครื่องมือ : เป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เพื่อการวิจัยครั้งนี้ โดยมีลักษณะเป็นแบบสอบถามแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) และคำถามปลายเปิด (Opened-end) ตามกรอบแนวคิดการบริหารงานการศึกษา 5 ด้าน ได้แก่ 1) การบริหารงานวิชาการ 2)การบริหารงานบุคคล 3) การบริหารงานเกี่ยวกับชุมชนและการประชาสัมพันธ์โรงเรียน 4)การบริหารงานอาคารสถานที่ และ5)การบริหารกิจการนักเรียน สำหรับผู้บริหารและครู
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล : ผู้วิจัยจะจัดส่งแบบสอบถามพร้อมหนังสือของบัณฑิตวิทยาลัยไปยังโรงเรียนอนุบาลเอกชนสองภาษา สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 42 โรงเรียน เพื่อให้ผู้บริหารและครูตอบแบบสอบถาม โดยส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ ลงทะเบียนพร้อมทั้งแนบซองติดแสตมป์และจ่าหน้าซองสำหรับส่งแบบสอบถามคืนทางไปรษณีย์
วิธีวิเคราะห์ผล : ใช้วิธีการทางสถิติโดยแจกแจงความถี่และหาค่าร้อยละ และนำเสนอผลการวิเคราะห์ในรูปตารางประกอบคำบรรยาย ส่วนข้อมูลที่เป็นข้อความ นำมาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วแสดงค่าความถี่และหาค่าร้อยละ
ผลการวิจัยพบว่า :
1.สภาพการบริหารงานวิชาการ ใช้หลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ, มีการกำหนดแผนประจำปี, ให้ครูไทยและครูต่างชาติร่วมกันทำแผนการสอน, ประเมินผลในทุกภาคการศึกษา, ใช้นิเทศการสอนในการพัฒนาครู และจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร โดยพิจารณาจากโครงสร้างเนื้อหาของหลักสูตร
ปัญหา ขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในหลักสูตร, กำหนดจุดประสงค์ไม่ชัดเจน, ไม่มีการอบรมให้ความรู้ในการทำแผนการสอน, วัสดุ อุปกรณ์การสอนไม่เพียงพอกับความต้องการของเด็ก, ขาดการส่งเสริมครูในการศึกษาต่อ และขาดผู้รับผิดชอบโดยตรงในการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร
2. สภาพการบริหารงานบุคคล คัดเลือกครูต่างชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ (native speaker), กำหนดวัตถุประสงค์ของงานให้ครูอย่างชัดเจนก่อนการปฏิบัติงาน, มีการนิเทศการปฏิบัติงาน และประเมินผลการปฏิบัติงานจากคุณภาพของงานที่สำเร็จ
ปัญหา เปลี่ยนครูต่างชาติบ่อย, คุณวุฒิไม่ตรงกับที่ต้องการ และขาดงบประมาณการพัฒนาครู
3. สภาพการบริหารเกี่ยวกับชุมชนและประชาสัมพันธ์โรงเรียน โดยรับฟังความคิดเห็นของผู้ปกครองด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษรที่เสนอมา, ใช้เอกสารประชาสัมพันธ์, จัดแสดงผลงาน, จัดการแสดงของนักเรียน และกิจกรรมที่ให้บริการพัฒนาชุมชนโดยให้บริการด้านอาคารสถานที่
ปัญหา ขาดการกำหนดผู้ที่รับผิดชอบ
4. สภาพการบริหารงานอาคารสถานที่ อาคารเรียนเป็นการสร้างขึ้นเพื่อเป็นโรงเรียนอนุบาล และจัดอุปกรณ์ในห้องเรียน โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ มีพร้อมและสะดวกในการใช้งาน
ปัญหา ขนาดและพื้นที่ไม่สอดคล้องกับจำนวนเด็ก
5. สภาพการบริหารงานกิจการนักเรียน มีการเรียนเสริมภาษาอังกฤษ, ภาษาไทย, จัดกิจกรรมเนื่องในวันสำคัญต่างๆ และจัดบริการอาหารกลางวันเป็นสวัสดิการให้แก่นักเรียน
ปัญหา ไม่ได้กำหนดแผนงานประจำปีให้ชัดเจน, ขาดบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจการจัดกิจกรรม
ชื่อเรื่อง : รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการที่เน้นผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
ผู้วิจัย : นางอภิกัญ เลิศวาสนา
ปีที่วิจัย : 2552
วัตถุประสงค์ :
1. ศึกษาผลของการเรียนรู้ของผู้เรียนด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คุณลักษณะการทำงานของผู้เรียนภายหลังการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการที่เน้นผู้เรียน มีส่วนร่วมในการเรียนรู้โดยการตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ด้วยตนเอง
2. ศึกษาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ที่เน้นผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้โดยการตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ด้วยตนเอง
วิธีวิจัย :
วิธีการ : การวิจัยเชิงสำรวจ
กลุ่มตัวอย่าง : ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนสาขางานคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ชั้นปีที่ 3 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ จำนวน 10 คน
เครื่องมือ : เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ
- แบบฝึกหัดวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
- แบบบันทึกการเรียนรู้ของผู้เรียน
- แบบบันทึกคุณลักษณะของผู้เรียน
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล : ดำเนินการนำเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยไปดำเนินการตามขั้นตอนการสอนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนมีส่วนร่วม ตัดสินใจ เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ด้วยตนเอง และได้รับการพัฒนาคุณธรรมด้านความกระตือรือร้น
วิธีวิเคราะห์ผล : 1. ผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ใช้ค่าร้อยละ
- ผลการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม ใช้
Content Analysis ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
ผลการวิจัยพบว่า :
1. ผู้เรียนทั้ง 10 คน ที่เรียนตามรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการที่เน้นผู้เรียน มีส่วนร่วมในการเรียนรู้โดยการตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ด้วยตนเอง มีผลการพัฒนาเพิ่มขึ้นทุกคน
2. ผู้เรียนมีคุณสมบัติด้านการตัดสินใจและปฏิสัมพันธ์ในการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน มีการพัฒนาที่ดีขึ้นด้วยตนเอง