ข้อ 1. การชุมนุมของ “ม็อบเสื้อแดง” แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยมีการพัฒนาหรือไม่ เพราะเหตุใด
ตอบ การชุมนุมของ “ม็อบเสื้อแดง” ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยมีการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเห็นได้ชัด ไม่เหมือนสมัยก่อน ที่ประชาชนในประเทศต้องฟังคำสั่งต่างๆ ที่รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจ สั่งประกาศออกมา กล่าวคือต้องปฏิบัติตามเท่านั้น ห้ามเรียกร้อง หรือแสดงความไม่พอใจออกมา อย่างเด็ดขาด ซึ่งต่างกับสมันปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนมีสิทธิต่างๆ ในการแสดงออกทางการเมือง สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ สื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ได้รับทราบเหตุบ้านการเมือง ไม่ได้ถูกปิดหูปิดตาอย่างสมัยก่อน ไม่ต้องคอยถูกคุกคามจากผู้มีอำนาจหรือว่าจากข้าราชการนักการเมืองอีกต่อไป
ข้อ 2. การปฎิรูปการเมืองไทยที่ผ่านมาประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะเหตุใด ควรมีการปฎิรูปการเมืองไทยต่อไปอย่างไร
ตอบ การปฏิรูปการเมืองไทยที่ผ่านมาถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย การเมืองไทยก็ยังคงเป็นรูปแบบเดิม กล่าวคือ ยังนิยมอาศัยความเป็นใหญ่ในสังคม ในการเข้ามาเล่นการเมือง เข้ามากอบโกยเอาผลประโยชน์ ของตนเองและพวกพ้อง โดยไม่ได้คิดถึงประชาชนหรือคนอื่นนอกเหนือจากพรรคพวกของตน
ปัญหาทางภาคการเมืองเห็นได้ชัดว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาในเรื่องโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่และออกจากตำแหน่งขององค์กรต่างๆ การจัดสรรอำนาจ การจัดสรรองค์กรในการใช้อำนาจ ระบบการถ่วงดุลอำนาจขององค์กรต่างๆ ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ฯลฯ
อย่างไรก็ดี ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นคงจะมิอาจสรุปได้ว่าเกิดขึ้นมาจากฝ่ายการเมือง หรือตัวนักการเมืองเพียงอย่างเดียว หากแต่ในความเป็นจริง ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยต้องเจอกับปัญหาอย่างหนักหนาสาหัสนั้นคือ ภาคประชาชนเอง
แท้ที่จริง "การปฏิรูปการเมือง" ไม่ได้เน้นเฉพาะการเมืองในเชิงการจัดสรรอำนาจที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหรือประชาชนในเพียงแค่บางแง่มุม หากแต่ยังครอบคลุมไปถึงมิติทางเศรษฐกิจและสังคมในองค์รวมด้วย ทั้งนี้อยู่บนตรรกะที่ว่าการเมืองนั้นมีความใกล้ชิดอย่างยิ่งกับเรื่องของเศรษฐกิจและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
แม้ว่าล่าสุดจะได้มีการเปลี่ยนชื่อจากการปฏิรูปการเมืองมาเป็น "การศึกษาเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง" ซึ่งอาจจะมีมิติทางสังคมอยู่บ้าง แต่จากแนวคิดของผู้มีส่วนร่วมที่ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ ก็ยังสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการใช้มุมมองเชิงอำนาจนิยมแบบเดิมๆ อยู่ดี
ควรปฏิรูปการเมืองไทยดังนี้ คือ
“การปฏิรูป” ซึ่งพจนานุกรมให้ความหมายว่า “การปรับปรุงให้สมควร” ไปสู่ความปรองดองที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในขณะนี้ “ต้อง” เริ่มต้นที่ “ตัวเอง” โดยคนไทยทุกคนสำรวจตัวเองว่า การกระทำใดๆ ที่เคยปฏิบัติมาแล้ว ถ้ามีส่วนทำให้เกิดข้อขัดแย้งในชาติ “ต้องหยุด” กระทำทันที
แม้กระทั่งการวิพากษ์ วิจารณ์ การเสนอข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งที่รู้จริงและฟังเขาเล่ามา ก็ควรจะระงับเสียบ้าง เพราะการกล่าวหากันไปมา เท็จบ้าง จริงบ้าง จะยิ่งทำให้เกิดข้อขัดแย้งแบ่งฝ่ายมากขึ้น
ถ้าคิดว่า สิ่งที่ตนรู้จะเป็นประโยชน์ในการแสวงหาข้อเท็จจริง ก็สมควรเสนอข้อมูลให้คณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นจะดีกว่าเสนอข่าวผ่านสื่อเพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่บ้านเมืองเสียหายสื่อมวลชนเองก็ไม่ควรยอมให้ตกเป็นเครื่องมือของคนที่ต้องการใช้ประโยชน์จากการทำสงครามข้อมูลข่าวสารเพื่อประโยชน์ของตนเอง ด้วยการเสนอข่าวใดๆ ที่อาจจะทำให้เกิดข้อขัดแย้งหรือความเข้าใจผิด ถ้าทุกคนช่วยกันทำตามที่กล่าวมานี้ สภาพเหตุการณ์ความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรง ทั้งกาย วาจา ใจ และการกระทำอย่างที่เคยเกิดขึ้น ก็จะบรรเทาเบาบางลง และก้าวไปสู่การปรองดองได้โดยง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นปกครอง (Elite) ที่มีสิทธิให้ความเห็นสื่อประเภทต่างๆ และมีอิทธิพลต่อความคิดของคนในชาติ ต้องระมัดระวังมากกว่าผู้อื่น โดยจะพูดจาอะไร “ต้องคิดก่อนพูด”
ในส่วนของรัฐบาล เมื่อทบทวนปรากฏการณ์ที่ผ่านมาคงต้องยอมรับว่า กลไกการบริหารประเทศที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน “มีปัญหา” เพราะการบริหารของรัฐบาลที่ผ่านมา 3 ชุด ตั้งแต่รัฐบาลคุณสมัคร รัฐบาลคุณสมชาย และรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ ได้เกิดข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ว่า ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งของชนในชาติได้ ทั้งสามชุด
อาจเป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ให้สิทธิประชาชนไว้มาก ประชาชนจึงมีความคาดหวังในสิ่งที่ต้องการมาก ในขณะที่กลไกของรัฐปรับตัวช้าไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตามที่คาดหวัง ทำให้เกิดเงื่อนไข ซึ่งตรงตามหลักการก่อการร้ายที่เขียนไว้ว่า “สภาวะที่เป็นอยู่ ไม่สอดคล้องกับสภาวะที่ต้องการจะเป็น”เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งหยิบเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขในการก่อความไม่สงบ จึงเกิดความรุนแรงได้ง่าย
ดังนั้น เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองที่เกิดขึ้นมีความเหมาะสมกับสังคมไทย จึงควรมีการปฏิรูประบบหรือกลไกทางการเมืองให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสภาพความเป็นอยู่และสถานภาพของประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง ก็จะทำให้ประชาชนทุกคนรักและหวงแหน ส่งผลให้รัฐธรรมนูญอยู่ได้นานยั่งยืนต่อไป
ข้อ 3. จงอธิบายถึงคุณลักษณะที่สำคัญขององค์การในระบบราชการไทย
ตอบ สำหรับประเทศไทย “Bureaucracy” ได้ถูกนำมาปรับใช้ในการบริหารองค์การและงานบุคคลภาครัฐอย่างเป็นระบบตั้งแต่มีพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพุทธศักราช 2471 และมีการปรับปรุงระเบียบต่างๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย, การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) และพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ที่ใช้ในปัจจุบัน แต่ทว่าหลักการของ “Bureaucracy” ที่นำมาใช้เกิดปัญหากับระบบราชการหลายอย่างในปัจจุบัน ซึ่งหลักการดังกล่าวถูกท้าทายด้วยสภาพแวดล้อมใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสของการปฏิรูประบบราชการและกระแสธารขององค์ความรู้การจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) ซึ่งผู้เขียนพอสรุปปัญหาของ “Bureaucracy” ได้ดังต่อไปนี้
- หลักของการแบ่งงานกันทำ (Division of Labour) เป็นระบบที่มีการแบ่งภาระหน้าที่ที่ชัดเจน และมีการพัฒนาระบบความชำนาญเฉพาะทางเพื่อความเป็นเลิศในการทำงาน แต่การแบ่งงานกันทำส่งผลต่อการมองปัญหาแบบแยกส่วน เมื่อมีคนขาดงานหรือลางาน คนทำงานไม่สามารถทำงานแทนกันได้ การบูรณาการปัญหาในองค์รวมจึงเกิดขึ้นยากในหลักของการแบ่งงานกันทำ
- หลักของการกำหนดอำนาจหน้าที่ตามสายการบังคับบัญชา (Hierarchy of Authority) เป็นระบบที่มีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน เป็นการสั่งงานตามแนวดิ่ง แต่เมื่องานเริ่มซับซ้อน ภารกิจเพิ่มขึ้น องค์การมีการเติบโตและใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สายการบังคบบัญชาก็ยาวขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการทำงานที่รวดเร็วและความคล่องตัวในการตัดสินใจ
- หลักของความสามารถ (Technical Competency) ถูกท้าทายจาก ”ระบบพรรคพวกหรือระบบอุปถัมภ์” ของผู้บริหารไทย ผู้เขียนคิดว่าหลักของความสามารถไม่ใช่ปัญหาของทฤษฎี เพราะเป็นหลักการที่ดีและควรยึดถือปฏิบัติ แต่ที่ผ่านมามันเป็นปัญหาของระบบราชการไทย ซึ่งไม่สามารถปฏิบัติได้ตามหลักคุณธรรมที่ดี และยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกของระบบราชการไทยต่อไป
- หลักของกฎ ระเบียบ ความมีวินัย และการควบคุม (Rules, Disciplines and Coเพราะเน้นรูปแบบที่เป็นทางการ เอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร คนกลายเป็นเครื่องจักร ต้องรับฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาอย่างเดียว ทำให้ผู้ปฏิบัติงานขาดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ซึ่งกฎระเบียบในระบบราชการมากมายกลับกลายเป็นสิ่งเหนี่ยวรั้งความสามารถในการปฏิบัติงาน ntrol) เป็นการทำงานอย่างเป็นระบบ มีกฎระเบียบข้อบังคับที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ส่งผลให้เกิดการปฏิบัติที่ได้มาตรฐาน แต่ก็ขาดความยืดหยุ่นในการทำงาน
- หลักของความเป็นกลางทางการบริหาร (Administrative Officials) เป็นหลักการนิยม (value) การทำงานในองค์การยากยิ่งที่จะปลอดค่านิยม (value free) และอคติ (bias) ที่ดี ซึ่งถูกท้าทายจาก ”ระบบพรรคพวกหรือระบบอุปถัมภ์” ของผู้บริหารไทยด้วยเช่นกัน และหลักความเป็นกลางทางการบริหารไม่ใช่ปัญหาของทฤษฎี เพราะเป็นหลักการที่ดีและควรยึดถือปฏิบัติ แต่มันเป็นปัญหาของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีค่า
- หลักของการเป็นบุคลากรของฝ่ายบริหารและได้รับเงินเดือนประจำ(Career Official and Fixed Salary) ผู้ดำรงตำแหน่งบริหารจะต้องเป็นบุคลากรประจำ มีการจ้างงานตลอดชีพ และจัดให้มีเงินเดือนประจำในอัตราคงที่ในแต่ละปี หลักการนี้ขัดแย้งกันเองกับหลักของความสามารถ (Technical Competency) เพราะถ้ามีความสามารถมากขึ้น จากกระบวนการฝึกอบรม และการศึกษาของบุคลากรแล้ว ก็ควรจะมีค่าตอบแทนที่ไม่คงที่ในแต่ละปีตามความสามารถของบุคคล หลักการนี้ทำให้ผู้ปฏิบัติงานขาดแรงจูงใจในการพัฒนางานของตนเอง
จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น ภาคราชการของไทยได้ปรับปรุงแก้ไขเรื่อยมาอย่างล้มลุกคลุกคลานและใช้เวลายาวนานในการปรับปรุงระบบงาน ซึ่งระบบราชการมักถูกมองว่า “เป็นระบบที่ใหญ่โต อุ้ยอ้าย มีความล่าช้า และขาดความคิดสร้างสรรค์” และบุคลากรของรัฐมักจะถูกมองว่า “ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม” อย่างไรก็ตาม “Bureaucracy” เป็นระบบที่เป็นมรดกของการบริหารองค์การขนาดใหญ่อันล้ำค่าซึ่งบางที “Bureaucracy” ไม่จำเป็นจะต้องเป็นองค์การราชการเท่านั้น แต่เป็นองค์การประเภทไหนก็ได้ที่มีวิธีการทำงานแบบ “Bureaucracy” ซึ่งเคยรุ่งเรืองมากในยุคหนึ่ง เคยถูกใช้ในระบบบริหารองค์การของต่างประเทศและองค์การราชการของไทย และได้มีการปรับปรุงระบบบริหารองค์การเรื่อยมา หากไม่มี “Bureaucracy” ในวันนั้น ก็คงไม่มีการปรับปรุงทฤษฎีองค์การ (Organization Theory) ในวันนี้
ข้อ 4. แนวคิดในการปฏิรูปการเมืองไทย แตกต่างจากแนวคิดในการปฏิรูประบบราชการอย่างไร
ตอบ มีความแตกต่างดังนี้ คือ
ก้าวต่อไปของการปฏิรูปการเมือง ก็คือการมาแสวงหาแนวทางร่วมกัน เพื่อให้ระบอบการเมืองรับใช้พลเมืองได้อย่างดีที่สุด
เป้าหมายและหัวใจของการเมืองก็คือ "พลเมือง" การปฏิรูปการเมืองเองก็มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ
ประการแรก การเพิ่มอำนาจให้พลเมืองด้วยการขยายสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคในระบอบการเมือง และการเพิ่มส่วนร่วมของพลเมืองในการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น โดยเชื่อว่าส่วนร่วมของทุกคนในสังคมจะนำมาซึ่งการจัดสรรทรัพยากรซึ่งมีจำกัดอย่างสมดุลและเป็นธรรม และจะส่งผลให้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ว่านั้นมีความยั่งยืน
ประการที่สอง การทำให้การเมืองมีความโปร่งใส เพิ่มความสุจริต ลดการทุจริต อันทำให้การตัดสินใจในเรื่องสาธารณกิจทั้งหลายผิของมหาชนอย่างแท้จริง เพราะมีสินบนเข้ามาเกี่ยวข้องดเพี้ยนไปจากความถูกต้องที่ควรจะเป็น และไม่ได้ตอบสนองประโยชน์
ประการที่สาม การทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ และประสิทธิภาพภายใต้การตรวจสอบที่เข้มงวด ทั้งนี้ เพื่อให้ระบอบการเมืองสามารถแก้ปัญหาของบ้านเมือง และพลเมืองได้อย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอย่างแท้จริง
ส่วนการปฏิรูประบบราชการไทย
ขอบเขตของการปฏิรูประบบราชการไทยยุคใหม่ได้กำหนด
(1) การปรับบทบาทภารกิจและโครงสร้างส่วนราชการ รัฐทำงานเฉพาะภารกิจที่จำเป็นและทำได้ดี กระจายอำนาจให้องค์กรเอกชนภาคธุรกิจเอกชน และประชาชนเป็นผู้ดำเนินการมากขึ้น
(2) การปรับรูปแบบและวิธีการบริหารงานใหม่ มุ่งบริการที่มีคุณภาพสนองความต้องการของประชาชน
(3) การปฏิรูปวิธีการงบประมาณ โดยเน้นผลลัพธ์ (Result-Based budgeting) และมีการควบคุมตรวจสอบให้โปร่งใส
(4) การปฏิรูประบบบริหารงานบุคคล โดยจัดระบบนักบริหารระดับสูง การให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมเป็นต้น
(5) การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมค่านิยมของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ปรับตัวในการทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ
ยุทธศาสตร์หลักในการปฏิรูประบบราชการ ได้กำหนดไว้ 4 ประการ ได้แก่ (1) จัดโครงสร้างหน่วยงานภาคราชการให้ชัดเจน ระบุผุ้รับผิดชอบและภารกิจ (2) จัดระบบงบประมาณที่ดี (3) สร้างระบบทำงานที่รวดเร็วและเป็นธรรม และ (4) ปรับปรุงกลไกการทำงานให้สามารถแข่งขันได้
ข้อ 5. แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย ปัจจุบันอยู่ในระหว่างข้อใด
ตอบ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2551-พ.ศ. 2555) อยู่ในระหว่างดังต่อไปนี้
1. สำนักงาน ก.พ.ร. ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2551- พ.ศ. 2555) เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางให้แก่ส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ใช้เป็นแนวทางหลักในการพัฒนาระบบราชการไทยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน รวมทั้งรองรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยแบ่งประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการได้เป็น 4 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 ยกระดับการให้บริการและการทำงาน เพื่อตอบสนองความคาดหวังและ ความต้องการของประชาชนที่มีความสลับซับซ้อน หลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ยุทธศาสตร์ที่ 2 ปรับรูปแบบการทำงานให้มีลักษณะเชิงบูรณาการ เกิดการแสวงหาความร่วมมือและสร้างเครือข่ายกับฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
ยุทธศาสตร์ที่ 3 มุ่งสู่การเป็นองค์การที่มีขีดสมรรถนะสูง บุคลากรมีความพร้อมและความสามารถในการเรียนรู้ คิดริเริ่ม เปลี่ยนแปลง และปรับตัวได้อย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ต่าง ๆ
ยุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างระบบการกำกับดูแลตนเองที่ดี เกิดความโปร่งใส มั่นใจ และสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งทำให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อประชาชน และต่อสังคมโดยรวม
2. การนำร่องข้อริเริ่มในการพัฒนาระบบราชการร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อให้ข้อริเริ่มในการพัฒนาระบบราชการไทยบังเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องมีการทดลองดำเนินการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในผลของการเปลี่ยนแปลง และเพื่อเป็นกรณีตัวอย่างสำหรับการขยายผลแก่หน่วยงานอื่นต่อไป ซึ่งสำนักงาน ก.พ.ร. ได้ประสานความร่วมมือกับส่วนราชการในการดำเนินงานเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
2.1 การจัดทำแผนปฏิบัติการของกระทรวง กำลังดำเนินการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ในการนำร่องเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการในการพัฒนาระบบราชการของกระทรวงเป็นการเฉพาะ
2.2 การจัดทำคำรับรองและประเมินผลการปฏิบัติราชการระหว่างกระทรวงและ ส่วนราชการระดับกรมในสังกัด ร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ในการนำร่องการจัดทำคำรับรองและประเมินผลการปฏิบัติราชการรูปแบบใหม่
2.3 ระบบบริหารยุทธศาสตร์องค์การภาครัฐสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ระหว่างการดำเนินงานนำร่องในเรื่องการท่องเที่ยว โดยได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมทั้งดำเนินการออกแบบและทดสอบระบบการทำงานบนฐานข้อมูลจริง
2.4 การเสริมสร้างขีดสมรรถนะสำนักบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการเตรียมการและเสริมสร้างขีดสมรรถนะของสำนักบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด โดยนำร่องในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบนก่อน
2.5 การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับกระทรวงพลังงานและจังหวัดนครราชสีมาในการพัฒนาองค์การสู่ความเป็นเลิศตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐทั้ง 7 ด้าน ได้แก่ การนำองค์กร การวางยุทธศาสตร์ การให้ความสำคัญต่อลูกค้าผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ข้อมูลสารสนเทศและความรู้ทรัพยากรบุคคล กระบวนงานและผลลัพธ์ของการดำเนินงาน
2.6 การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม
ภาคราชการ นำร่องใน 3 หน่วยงาน คือ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมประชาสัมพันธ์ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานของทางราชการ
ภาคประชาชน ได้ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาระบบราชการใน 4 ภูมิภาค
ข้อ 6. ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย ตาม ก.พ.ร. ปี 2553 มีกี่ประเด็น
ตอบ สำนักงาน ก.พ.ร. ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2551- พ.ศ. 2555) เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางให้แก่ส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ใช้เป็นแนวทางหลักในการพัฒนาระบบราชการไทยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน รวมทั้งรองรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยแบ่งประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการได้เป็น 4 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 ยกระดับการให้บริการและการทำงาน เพื่อตอบสนองความคาดหวังและ ความต้องการของประชาชนที่มีความสลับซับซ้อน หลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ยุทธศาสตร์ที่ 2 ปรับรูปแบบการทำงานให้มีลักษณะเชิงบูรณาการ เกิดการแสวงหาความร่วมมือและสร้างเครือข่ายกับฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
ยุทธศาสตร์ที่ 3 มุ่งสู่การเป็นองค์การที่มีขีดสมรรถนะสูง บุคลากรมีความพร้อมและความสามารถในการเรียนรู้ คิดริเริ่ม เปลี่ยนแปลง และปรับตัวได้อย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ต่าง ๆ
ยุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างระบบการกำกับดูแลตนเองที่ดี เกิดความโปร่งใส มั่นใจ และสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งทำให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อประชาชน และต่อสังคมโดยรวม
ข้อ 7. การฉ้อราษฎร์บังหลวงจะมีผลกระทบต่อการพัฒนาการเมืองและการบริหารราชการไทยอย่างไร
ตอบ ทุก ๆ คนต่างทราบกันดีว่าการคอร์รัปชั่น (Corruption) นั้นเป็นการทุจริตต่อบ้านเมือง อันเป็นส่วนหนึ่งของการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่หลายท่านอาจจะมองเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรงนัก หรือไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าไหร่นักเพราะขาดความเข้าใจในเรื่องการคอร์รัปชั่นหรืออาจจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง การทำความรู้จักหรือทำความเข้าใจการคอร์รัปชั่นจึงเป็นสิ่งที่ทุก ๆ ท่านควรจะทราบ เพื่อที่จะได้ช่วยกันสอดส่องดูแล รู้ทันรูปแบบของผู้ที่ทำการทุจริต รวมถึงช่วยกันปกป้องให้สังคมของเรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สงบสุขปราศจากการเอารัดเอาเปรียบบนความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมที่เป็นอย่างในปัจจุบัน
การคอร์รัปชั่นในปัจจุบันนั้นถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าประเทศนั้นจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศที่ด้อยพัฒนา และการคอร์รัปชั่นได้กลายมาเป็นปัญหาที่มีความสำคัญที่สุดปัญหาหนึ่งของหลายประเทศ โดยปัญหานี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป ทั้ง ๆ ที่ประเทศหลายประเทศได้ก้าวเข้าสู่ความทันสมัย มีระบบการบริหารราชการสมัยใหม่ ดังจะเห็นได้จากการรณณรงค์ จากองค์กรเหนือชาติ หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ อย่างเช่น องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก ฯลฯ และยังรวมไปถึงระดับรัฐ-ชาติ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่ต่างเห็นพ้องกันว่าการคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาที่นำไปสู่ความยากจน และเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาอย่างแท้จริง
การคอร์รัปชั่น มีทั้งผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านรบ ด้านบวก ได้แก่ 1) คอร์รัปชั่นช่วยก่อให้เกิดการขยายทุนในแง่การพัฒนาเศรษฐกิจ 2) ก่อให้เกิดการบูรณาการความเป็นชาติไทย และ 3) เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของกลไกระบบราชการ
ส่วนผลเสียของการคอร์รัปชั่นนั้นได้แก่ 1) เกิดการสูญเสียทางทรัพยากร 2) การเมืองขาดเสถียรภาพ เพราะการคอร์รัปชั่นจะนำไปสู่การปฏิวัติ และ 3) เป็นการลดขีดความสามารถในการทำงานของราชการ เนื่องจากรัฐบาลขาดความชอบธรรมทางการเมือง
ข้อ 8. จงอธิบายความแตกต่างของแนวคิดระบบราชการในอุดมคติกับการปฏิรูประบบราชการ
ตอบ ระบบราชการในประเทศไทย เป็นระบบการทำงานหลักควบคู่ไปกับ ระบบเอกชน และรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการ มีหลายประเภท เช่น ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการการเมือง ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการอัยการ ข้าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพนักงานราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งมีลักษณะการทำงานที่คล้ายคลึงกันกับข้าราชการ
ขอบเขตของการปฏิรูประบบราชการไทยยุคใหม่ได้กำหนด
(1) การปรับบทบาทภารกิจและโครงสร้างส่วนราชการ รัฐทำงานเฉพาะภารกิจที่จำเป็นและทำได้ดี กระจายอำนาจให้องค์กรเอกชนภาคธุรกิจเอกชน และประชาชนเป็นผู้ดำเนินการมากขึ้น
(2) การปรับรูปแบบและวิธีการบริหารงานใหม่ มุ่งบริการที่มีคุณภาพสนองความต้องการของประชาชน
(3) การปฏิรูปวิธีการงบประมาณ โดยเน้นผลลัพธ์ (Result-Based budgeting) และมีการควบคุมตรวจสอบให้โปร่งใส
(4) การปฏิรูประบบบริหารงานบุคคล โดยจัดระบบนักบริหารระดับสูง การให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมเป็นต้น
(5) การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมค่านิยมของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ปรับตัวในการทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ
ยุทธศาสตร์หลักในการปฏิรูประบบราชการ ได้กำหนดไว้ 4 ประการ ได้แก่ (1) จัดโครงสร้างหน่วยงานภาคราชการให้ชัดเจน ระบุผุ้รับผิดชอบและภารกิจ (2) จัดระบบงบประมาณที่ดี (3) สร้างระบบทำงานที่รวดเร็วและเป็นธรรม และ (4) ปรับปรุงกลไกการทำงานให้สามารถแข่งขันได้
ข้อ 9. จงอธิบายแนวคิดเชิงการพัฒนาการเมือง
ตอบ สังคมโลกและสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวางและหลาย ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง โดยแต่ละด้านได้ส่งผลกระทบถึงกัน เชื่อมโยงกันตลอดเวลา สำหรับด้านการเมืองนั้น ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อสังคมมนุษย์เพราะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันและนัยดังกล่าวส่งผลไปถึงการจัดความสัมพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจระหว่างคนในสังคมด้วย ดังนั้น การพัฒนาการเมืองจึง เป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและการพัฒนาประเทศ
การพัฒนาทางการเมือง หมายถึง การกระทำขององค์กรทางการเมืองซึ่งการกระทำนั้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากความคิดเก่าๆ ไปสู่ความคิดใหม่ๆ และความคิดใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ต้องดีกว่าเก่า
องค์ประกอบที่สำคัญต่อการพัฒนาการเมือง
1. จิตใต้สำนึกของประชาชน
2. รัฐธรรมนูญ
องค์ประกอบทั้ง 2 นี้ มีความสำคัญต่อการพัฒนาทางการเมืองที่สุด ทั้งนี้เพราะประชาชนภายในรัฐจะเป็นตัวที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนกฎ กติกาทางการเมืองหรือรัฐธรรมนูญได้ ดังนั้น ในการพัฒนาทางการเมืองจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อประชาชนที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นมา ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ ความเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมการเมือง การจะสร้างจิตสำนึกให้เกิดความเห็นต่อประโยชน์ส่วนรวมจะทำให้การหล่อหลอมทางสังคมให้เกิดความเข้มแข็งขึ้นในสังคมมีเสถียรภาพในทางการเมือง
การพัฒนาทางการเมืองของไทยที่ควรจะดำเนินเป็นเบื้องแรกคือการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยให้กับประชาชน เช่น การเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมือง การดูแลตรวจสอบสถาบันทางการเมือง ตรวจสอบการบริหารราชการ และแสดงความเป็นเจ้าอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง
การจะพัฒนาทางการเมืองจึงต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างจิตใต้สำนึกในระบอบประชาธิปไตยโดยการให้การศึกษาและการพัฒนาความคิดนั้นทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ประชาชน แล้วจึงนำไปสู่การพัฒนาในมิติอื่นๆ เพื่อการพัฒนาการเมืองต่อไป พื้นฐานสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาการเมืองไทยบรรลุเป้าหมายคือ การที่ประชาชนในชาติมีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักและมีจิตสำนึกเป็นประชาธิปไตย ยึดถือหลักประชาธิปไตยเป็นหลักในการดำเนินชีวิต หรือมีวิถีชีวิตตามวิถีประชาธิปไตย ซึ่งการไปสู่จุดหมายดังกล่าวนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องให้ความสนใจและหันมาร่วมกันดำเนินกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในสังคมการให้การศึกษาทางการเมืองและประชาชน
ข้อ 10. การเมืองไทยมีปัญหาทางจริยธรรมอย่างไร
ตอบ จริยธรรมไม่ใช่ประเด็นปัญหาทางการเมือง การเรียกร้องให้นักการเมือง และผู้มีอำนาจทางการปกครองต้องเป็นคนดี (ดีในแบบที่คนส่วนใหญ่ตอนนี้ต้องการ) เป็นข้อเรียกร้องที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง และในหลักการของประชาธิปไตย การเลือกตัวแทนกลุ่ม ก็เป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่ม ไม่ใช่เพราะตัวแทนกลุ่มเป็นคนดี และผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ควรได้รับการดูแลรักษาด้วยระบบตรวจสอบ ที่รัดกุม และทำงานได้จริง ไม่ใช่เพราะคนดีเป็นคนดูแลรักษา
ขอบคุณมากนะค่ะที่ให้ความสำคัญ
สวัสดีค่ะ
ขอบตุณน่ะค่ะที่แบ่งปันได้ความรู้มากเลยต่ะ
ขอบคุณมากๆๆๆๆๆสำหรับแนวคิด ในบทความนี้เป็นประโยชน์ต่อตัวดิฉันอย่างมากมายจริงๆ เพราะต้องมีเนื้อหาความรู้อยู่ในหัวบ้างเพื่อไปเข้าห้องสอบ ขอขอบคุณจริงๆเจ้าค่ะ