นโยบายเศรษฐกิจจีน 1 ปีครึ่งหลังวิกฤตเศรษฐกิจ จะทำอย่างไรกับ “ฟองสบู่” ? จีนผ่านพ้นจุดต่ำสุดของวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว

นโยบายเศรษฐกิจจีน 1 ปีครึ่งหลังวิกฤตเศรษฐกิจ จะทำอย่างไรกับ “ฟองสบู่” ?

 

นโยบายเศรษฐกิจจีน 1 ปีครึ่งหลังวิกฤตเศรษฐกิจ จะทำอย่างไรกับ “ฟองสบู่” ?

จีนผ่านพ้นจุดต่ำสุดของวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว

ในนาทีนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า ยักษ์ใหญ่อย่างจีนมีบทบาทที่สำคัญยิ่งในการ ประคองเศรษฐกิจโลกให้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดของวิกฤตเศรษฐกิจที่เริ่มในสหรัฐ อเมริกาและแพร่ขยายไปทั่วโลก 1 ปีครึ่งหลังวิกฤตเศรษฐกิจ จีนเป็นเขตเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้เร็วที่สุด และมีแนวโน้มการเติบโตในปี 2553 เป็นบวกมากที่สุด ในขณะที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ต่างก็ก้าวออกมาจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างช้าๆ ในอัตราการเติบโตที่ต่ำ และยังมีความเสี่ยงสูงกับการประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจรอบสองจากขนาดของนโยบาย การคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมาก

ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าความสำเร็จของจีนในครั้งนี้เป็นผลมาจากนโยบาย กระตุ้นเศรษฐกิจของจีนในช่วงปลายปี 2551 และตลอดปี 2552 ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการใช้จ่ายภาครัฐและภาคเอกชนแทนที่การส่ง ออกที่ลดลงอย่างมาก โดยตั้งแต่ปลายปี 2551 จีน ประกาศแผนการใช้จ่ายจำนวน 4 ล้านล้านหยวน ซึ่ง 1.8 ล้านล้านหยวนในจำนวนดังกล่าวมาจากการใช้จ่ายจากรัฐบาลกลาง และส่วนที่เหลือมาจากการใช้จ่ายของรัฐบาลระดับมณฑลและภาคเอกชน นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อปริมาณมากเพื่อสนับสนุนโครงการลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะในโครงการเพื่อพัฒนาระบบสาธารณูปโภค

นอกจากจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลังแล้ว รัฐบาลจีนยังใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายตลอดปี 2552 โดยสถิติการปล่อยสินเชื่อโดยสถาบันการเงินของจีนในปี 2552 มียอดรวมสูงถึง 9.6 ล้านล้านหยวน ซึ่งมากกว่าการปล่อยสินเชื่อในปี 2551 ถึงเกือบสองเท่าและเป็นปริมาณเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ประชาชาติ (GDP) ในปี 2552[1] ซึ่งนับว่าสูงกว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อตามปกติมาก

จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ฟองสบู่

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันทั้งสหรัฐฯ และจีนเริ่มเห็นสัญญาณฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายสำนักมีความเห็นตรงกันว่า ปรากฏการณ์ฟองสบู่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสถานการณ์ที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและนโยบายการคลังแบบอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ[2] นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยต่ำของสหรัฐยังทำให้เกิด carry trade[3] ที่รวมถึงการนำมาลงทุนในตลาดจีนซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสหรัฐฯ และมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนน้อย[4] ทำให้ภาวะฟองสบู่ในตลาดจีนยิ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว (ข้อวิเคราะห์จาก HSBC, Goldman Sachs และ Shanghai Securities[5])

สื่อมวลชนของจีนได้ลงข่าวเกี่ยวกับความร้อนแรงของการเติบโตของตลาด อสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยได้แสดงความห่วงกังวลทั้งในแง่ผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค (“รัฐบาลจะรักษาแนวโน้มการฟื้นตัวของภาคการผลิตต่อไปอย่างไรหากจำเป็นจะต้อง เริ่มใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะฟองสบู่”) และในแง่ผลกระทบทางสังคมและช่องว่างระหว่างชนชั้นที่เพิ่มขึ้น (“ชนชั้นกลางและประชากรรายได้น้อยจะสามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้อย่างไร”)[6]

จะทำอย่างไรกับฟองสบู่? จีนกับแนวโน้มนโยบายการเงินแบบตึงตัว

การดูดซับสภาพคล่อง

ถึงแม้ว่าในระหว่างการประชุม NPC ครั้งที่ 11 ในเดือนมีนาคม 2553 นายโจว เสี่ยวชวน ผู้ว่าการธนาคารกลางของจีน (People’s Bank of China – PBOC) จะให้สัมภาษณ์ยืนยันเรื่องการคงแนวทางดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป เพื่อรักษาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจตลอดปี 2553[7] แต่นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2552 เป็นต้นมา จีนเป็นประเทศแรกใน G20 ที่เริ่มใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวมากขึ้นเพื่อรับมือกับภาวะฟองสบู่ที่คาดว่ากำลังเกิดขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยได้ประกาศนโยบายที่สำคัญๆ เช่น

Ø เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2553 PBOC ประกาศดึงปริมาณเงินสดไหลเวียนออกจากระบบเศรษฐกิจถึง 2.6 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผ่านธุรกรรมซื้อคืน (repurchase agreement - repo)[8]

Ø เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2553 PBOC ประกาศเพิ่มอัตราเงินสดสำรองที่ต้องดำรง (reserve requirement ratio - RRR) ของธนาคารพาณิชย์อีก 0.5% หลังจากลดอัตราดังกล่าวถึง 4 ครั้งในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของปี 2551[9] ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณเงินสดไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจจีนลดลง

แต่ธนาคารกลางยังไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น

ความแยบยลของนโยบายข้างต้นอยู่ที่การดูดซับสภาพคล่องในระบบโดยใช้เครื่องมือการเงินที่ส่งผลกระทบกับสถาบันการเงินเป็นหลักแต่ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภครายย่อยโดยตรง โดยที่รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการให้เงินสนับสนุนการ ใช้จ่ายแก่ผู้บริโภค PBOC จึงหลีกเลี่ยงการปรับอัตราดอกเบี้ยซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคราย ย่อยในวงกว้าง และหันมาใช้ repo และ RRR แทน ซึ่งน่าจะได้ผลดีกว่าในการควบคุมการให้กู้ของสถาบันการเงินแก่โครงการ อสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการควบคุมภาวะฟองสบู่อย่างได้ผล ทั้งนี้ ในปัจจุบัน RRR ของจีนสูงกว่ามาตรฐานระหว่างประเทศที่ Bank for International Settlement กำหนดไว้อยู่แล้ว (ความตกลง Basel Accord II กำหนดค่า RRR ไว้ที่ 8% ในขณะที่จีนกำหนดไว้สูงถึง 15%)

นอกจากนี้ ในทางทฤษฎีอาจวิเคราะห์ได้เช่นกันว่า การหลีกเลี่ยงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อเป็นเครื่องมือในการชะลอการเกิดภาวะ ฟองสบู่ นอกจากจะเป็นการช่วยส่งเสริมการบริโภคของประชาชนทั่วไปต่อไปแล้ว ยังเป็นนโยบายที่จำเป็นในการป้องกันไม่ให้ “เงินร้อน” ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจีนผ่านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่จีนกำลังพยายาม พัฒนาให้ขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพอีกด้วย

ความท้าทายสำหรับปี 2553 – ใช้ exit strategy ได้หรือยัง?

อย่างไรก็ดี หลังจากเดือนมกราคมเป็นต้นมา รัฐบาลได้หยุดยั้งการประกาศใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้น โดยอาจเป็นเพราะกระแสข่าวที่ออกมาเกี่ยวกับการจับตามองจากทั้งในและนอก ประเทศว่า จีนกำลังเริ่มใช้ “exit strategy” และอาจเริ่มชะลอการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนักวิชาการหลายฝ่ายยังถกเถียงกันอยู่ว่า เมื่อไหร่จึงจะถึงเวลาที่เหมาะสมในการใช้ exit strategy เพราะหากใช้นโยบายดังกล่าวเร็วเกินไป ภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาจหยุดชะงักและเศรษฐกิจอาจกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งหนึ่ง[10] ซึ่งนอกจากจะกระทบต่อการเติบโตในระยะยาวของจีนเองแล้ว ยังจะกระทบต่อเศรษฐกิจอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะการส่งออกสินค้ามายังจีนเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปด้วย[11]

ทั้งนี้ นายจาง ผิง ประธาน National Development and Reform Commission (NDRC) ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ก่อนการเริ่มประชุมสภาประชาชนแห่งชาติว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของจีนในปี 2553 จะประสบปัญหาท้าทายอย่างมาก ทั้งในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างพอดีและการกระจายการลงทุนและการ พัฒนาทางเศรษฐกิจให้ออกสู่ชนบทตามแนวนโยบายของรัฐบาล[12] อย่างไรก็ดี นายซู หนิง รองผู้ว่าการ PBOC ได้แถลงในระหว่างการประชุม NPC ครั้งที่ 11 ว่า รัฐบาลจีนจะยังคงรักษาแนวนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป โดยตั้งเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อในปี 2553 ไว้ที่ 7.5 ล้านล้านหยวน (น้อยกว่าสถิติปี 2552 ประมาณร้อยละ 18)[13]

เป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐบาลจีนอาจหลีกเลี่ยงไม่ใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวโดยตรงแต่ใช้นโยบายทาง อ้อมเชิงกฎระเบียบมาควบคุมการเติบโตของภาวะฟองสบู่แทน โดยเมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2553 China Banking Regulatory Commission (CBRC) ได้ออกประกาศให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งของจีนใช้กฎระเบียบหลายๆ ประการที่เข้มงวดขึ้นในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อแก่โครงการลงทุนต่างๆ ทั้งการคำนวณมูลค่าโครงการให้ใกล้เคียงความเป็นจริง การโอนเงินให้แก่บริษัทที่ใช้จ่ายเงินโดยตรง (ไม่ใช่บริษัทเจ้าของโครงการที่ขอกู้เงิน) เป็นต้น[14]

ก้าวต่อไปของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ด้วยความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองให้ควบคู่ไปกับการผลักดัน การเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจีนได้สำรวจปัญหาสังคมที่ติดตามมากับการพัฒนาประเทศอย่างใกล้ชิดและ สามารถปรับนโยบายระดับประเทศได้รวดเร็วทันการณ์อย่างน่าชื่นชม โดยแนวโน้มที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ กับการกระจายความเจริญจากเขตเศรษฐกิจดาวรุ่งสู่ภาคส่วนอื่นๆ แต่ในปี 2553 นี้ รัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญกับการ “เติบโตอย่างมีคุณภาพ” มากยิ่งขึ้นควบคู่กันไป ทั้งการให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาระบบเครือข่ายประกัน สังคม (social safety net) เพื่อมิให้การเติบโตทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมที่อาจสั่นคลอนความ มั่นคงทางการเมืองของรัฐบาลได้

ในการประชุม NPC ครั้งที่ 11 ในเดือน มี.ค. 2553 นี้ นรม. เวิน เจียเป่าได้รายงานการใช้งบประมาณของรัฐบาลในปี 2552 ว่า กว่าร้อยละ 44 ของการลงทุนโดยภาครัฐจำนวนเกือบ 1 ล้านล้านหยวน เป็นการลงทุนในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภคให้แก่ประชาชนที่มีราย ได้น้อย นอกจากนี้ แนวทางการลงทุนโดยภาครัฐในปี 2553 ก็จะยังคงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสวัสดิการทางสังคมของประชากรกลุ่มดังกล่าว ต่อไปอย่างเต็มที่

นอกเหนือไปจากการปรับแนวทางการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและลด ช่องว่างทางสังคมแล้ว นโยบายที่สำคัญอีกประการหนึ่งในปี 2553 คือการลดศักยภาพส่วนเกินของภาคการผลิต (overcapacity) ซึ่ง นรม. เวิน เจียเป่าได้ยอมรับตั้งแต่ปลายปี 2552 แล้วว่า มีศักยภาพส่วนเกินอยู่จริง แต่ชี้แจงว่ามิใช่ผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 4 ล้านล้านหยวนแต่อย่างใด[15] อย่างไรก็ดี ในระหว่างการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ นรม. เวิน ก็ได้ประกาศนโยบายรัฐบาลที่จะลดศักยภาพส่วนเกินที่มีอยู่และปรับปรุง เทคโนโลยีการผลิตในภาคส่วนที่สำคัญ โดยเน้นการปฏิรูป State-owned Enterprises (SOEs)[16]

“เสถียรภาพ” คือเป้าประสงค์ของนโยบายเศรษฐกิจมหภาค

จากข้อมูลต่างๆ ข้างต้นจะเห็นได้ว่า รัฐบาลจีนประสบปัญหาท้าทายทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างซับซ้อน เพราะรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะรักษาเสถียรภาพและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง ควบคู่ไปกับพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งผลักดันการกระจายรายได้จากเมืองสู่ชนบทไปในขณะเดียวกันด้วย

อย่างไรก็ดี ความได้เปรียบของรัฐบาลจีนคือความสามารถในการควบคุมกลไกของระบบเศรษฐกิจได้ เกือบจะทุกๆ ช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการคลัง การเงิน การบริโภคของประชาชน การลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งรัฐบาลประเทศระบบตลาดอื่นๆ โดยเฉพาะระบบตลาดเสรีแบบประชาธิปไตยไม่สามารถทำได้เทียบเท่า (ช่องทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงทางเดียวที่จีนไม่สามารถควบคุมได้ 100% คือการส่งออก) และอาจกล่าวได้ว่า ความสามารถในการควบคุมกลไกทางเศรษฐกิจดังกล่าว คือปัจจัยพื้นฐานของความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนให้เติบโตอย่างรวด เร็วอย่างค่อนข้างมีเสถียรภาพ

ดังนั้น สามารถวิเคราะห์ต่อไปได้ว่า รัฐบาลจีนยังมีความจำเป็นต่อไปอีกในระยะยาวที่จะต้องจำกัดการไหลเวียนของ เงินตราระหว่างประเทศ เพื่อไม่เปิดช่องทางให้การไหลเข้า-ออกของเงินทุนระหว่างประเทศเกิดเป็นช่อง ทาง/ปัจจัยเสี่ยงอีกประการหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องเผชิญเพิ่มเติมไปจากปัญหาภาย ในประเทศที่ต้องแก้ไขอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ซึ่งก็หมายความว่า ในอนาคตอันใกล้รัฐบาลจีนน่าจะยังควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินหยวนกับเงินตรา ระหว่างประเทศทั้งหมดดังเช่นที่ผ่านมา รวมทั้งน่าจะยังรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศให้คงที่ต่อสกุลเงิน สำคัญต่างๆ ต่อไป

ศูนย์บีไอซี จะติดตามพัฒนาการเชิงนโยบายเศรษฐกิจของจีนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทัน เหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา และนำมารายงานข้อวิเคราะห์ให้ท่านผู้อ่านได้ติดตามอยู่เรื่อยๆ ต่อไป

[1] นสพ. China Daily 26 ม.ค. 2553

[2] The Economist “The danger of the bounce” และ “Bubble warning” 7 ม.ค. 2553

[3] การยืมเงินด้วยดอกเบี้ยต่ำจากตลาดสหรัฐไปลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศอื่นๆ ที่คาดว่าจะได้ผลตอบแทนสูงกว่า

[4] เนื่องจากรัฐบาลจีนยังคงตรึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนไว้กับดอลลาร์สหรัฐอย่างเหนียวแน่น

[5] นสพ. China Daily 14 ม.ค. 2553

[6] นสพ. China Daily op. ed. “Home prices: a threat to the economy” – 1 มี.ค. 2553

[7] นสพ. China Daily 6 มี.ค. 2553

[8] นสพ. China Daily 1 ม.ค. 2553

[9] นสพ. China Daily 13 ม.ค. 2553

[10] ข่าวและบทวิเคราะห์ใน นสพ. China Daily 14 ม.ค. และ 1 มี.ค. 2553

[11] บทวิเคราะห์ใน Wall Street Journal เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2553 รายงานว่า ประธาน Federal Reserve ได้เสนอแนวทาง exit strategy ของสหรัฐฯ ต่อสภาฯ แล้ว ในขณะที่ Bank of England ยังไม่เปิดเผยแนวทางที่จะเริ่มใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวขึ้นแต่อย่างใด

[12] นสพ. China Daily 26 ก.พ. 2553

[13] นสพ. China Daily 6 มี.ค. 2553

[14] นสพ. China Daily 22 ก.พ. 2553

[15] นสพ. China Daily 28 ธ.ค. 2552

[16] นสพ. China Daily 5 มี.ค. 2553

ที่มา: http://www.thaibizchina.com/