งานภาวะผู้นำ

เรียนรู้ภาวะผู้นำ  เรื่องที่ 2

                        เราจะมาพูดถึงสิ่งที่เราควรหลีกเลี่ยง 7 อุปนิสัยสู่ความล้มเหลว

  1. 1.       ชอบแก้ตัวมากกว่าแก้ไข 
  2. 2.       ผัดวันประกันพรุ่ง 
  3. 3.       ทำสิ่งที่อยากทำ มากกว่าสิ่งที่ควรทำ
  4. 4.       ประเมินตัวเองผิดจากความเป็นจริง
  5. 5.       ไม่จัดลำดับความสำคัญ
  6. 6.       ยอมแพ้ง่ายเกินไป
  7. 7.       ไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพิ่มทักษะให้ตัวเอง

ผู้นำยุคหน้าต้อง “รอบรู้และรู้รอบ”                              

                        ถ้าเห็นกันว่าปี 2000 และภารกิจทางการเมืองเป็นอย่างที่พูดถึงไปแล้วนั้น ถามว่าผู้นำจะเอาแบบไหนดีจะเอาผู้นำแบบ digital หรือ analog ดร.นิโกรปอนเต้จาก MIT พูดไว้ว่าพวกที่มีความคิดแบบ digital มักจะไม่อยู่ในระดับที่มีอำนาจตัดสินใจ แต่ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจส่วนใหญ่มักจะมีความคิดแบบ analog คือค่อนข้างจะล้าหลัง ทำให้การพัฒนาเป็นไปได้ช้า ทีนี้ก็มาดูคุณสมบัติของผู้นำไทยในปี 2000 ควรมีลักษณะอย่างไร คุณสมบัติประการแรกต้องมีความรู้ ต้องทั้งรอบรู้และรู้รอบ ถ้ารู้อย่างใดอย่างหนึ่งนั้นไม่พอ ต้องรู้ทั้งหมด เพราะภารกิจข้างหน้านั้นยาก และซับซ้อนกว่าวันนี้มากนัก ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องรู้เขารู้เรา รู้ว่าโลกเขาคิดอย่างไร เขาจะไปทางไหนและเราเองมีศักยภาพจริง ๆ แต่ไหนเราสามารถจะพัฒนาศักยภาพของเราเพื่อต่อสู้ในสงครามเศรษฐกิจได้แค่ไหน คนของเราจะมีความแข็งแกร่งยืนบนขาของตัวเองและสร้างรายได้ได้อย่างไร

ผู้นำต้องสามารถนำให้เกิดการปฏิรูปได้

                        คุณสมบัติประการที่สองคือ ต้องมีความสามารถพิเศษในการที่จะนำการเปลี่ยนแปลง อย่างที่ผมเรียนว่าโลกยุคหน้าเป็นโลกของการปฏิรูปทุกรูปแบบทั้งระบบเศรฐกิจระบบการผลิต ระบบการสร้างรายได้ ระบบการศึกษา ระบบราชการ การปฏิรูปหลายอย่างเช่นนี้ ผู้นำต้องเป็นผู้ที่สามารถสื่อสารการเปลี่ยนแปลงในสังคม เพื่อให้คนในสังคมเข้าใจ และพร้อมที่จะรวมพลังกันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ผู้นำต้องมีความสามารถที่จะนำและบริหารการเปลี่ยนแปลงได้อย่างดี และต้องไม่สร้างความขัดแย้งในสังคม ถ้าผู้นำขาดความสามารถในจุดนี้ เราจะมีความขัดแย้งในสังคมขึ้นอีกมาก ถ้าสื่อสารไม่ดี จะเปลี่ยนจะเสนออะไรก็จะถูกขัดขวางพอขัดขวางเสร็จก็หยุดก็เลิกกันไป เพราะกลัวการเมืองทุกอย่างก็หยุด ไม่ต้องปฏิรูปกัน แล้วเมื่อไหร่เราจะแข็งแกร่งและต่อต้านวิกฤติได้อย่างยั่งยืน

ทฤษฎีแห่งความสมดุล

                        ที่สำคัญผู้นำจะต้องเข้าใจหลักของพระพุทธเจ้าคือทฤษฎีแห่งความสมดุล ที่จริงแล้วทุกอย่างเป็นเรื่องของกฎธรรมชาติ มนุษย์คือสิ่งมีชีวิต องค์กรคือสิ่งมีชีวิต ประเทศเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่จะต้องมีความสมดุลของตัวเอง ถ้าเมื่อไหร่มากหรือน้อยไปจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นการบริหารองค์กรคือการบริหาร ความสมดุล ถ้าผู้นำบริหารองค์กร โดยไม่เข้าใจว่าความสมดุลคืออะไร จะบริหารความสมดุลไม่เป็นความสมดุลถือเป็นศิลปะอันยิ่งใหญ่ของผู้นำ วันนี้มันไม่มีความพอดีเกิดขึ้น สังคมกำลังมีปัญหา ความกลมกลืน ความสมดุลของสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำจะต้องเข้าใจนักเศรษฐศาสตร์ที่เก่งที่สุดในโลกวันนี้คือ นายอลัน กรีนสแปน ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ก็จริงอยู่ แต่ปริญญาใบแรกของเขาคือดนตรี เขาเป็นนักดนตรีชอบเป่าแซกโซโฟนเป็นคนซึ่งใช้ศิปะของท่วงทำนองของดนตรีมาประกอบกับศาสตร์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่เขาเรียนมา ทุกครั้งที่เขา ตัดสินใจอะไร เขาใช้จุดหมายเป็นตัวตั้งและใช้ความสมดุลเป็นตัวปฏิบัติตลอดเวลา นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจน ผมสังเกตดูว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จหลายคน มีศิลปะแห่งความเข้าใจว่าความสมดุลคืออะไร ในร่างกายมนุษย์นั้นทุกคนมีเชื้อโรคอยู่ 18 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเชื้อโรคมากไปร่างกายจะอ่อนแอ ถ้าเชื้อโรคน้อยไปก็จะติดเชื้อง่าย ความสมดุลมันมีอยู่ เพราะฉะนั้นการรักษาคนป่วยเขารักษาโดยการสร้างความสมดุลทั้งนั้นเพื่อไม่ให้อวัยวะส่วนอื่นเสียหาย ในกรณีที่ไปรักษาอวัยวะส่วนหนึ่งมากจนเกินไป

ผู้นำต้องมีสำนึกในการคิดกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลา

                        คุณสมบัติประการต่อไปคือผู้นำจะต้องมีนิสัยและสำนึกเรื่องกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลา วันนี้ประเทศไทยไม่มีกลยุทธ์ของตัวเองผู้นำจึงต้องมีกลยุทธ์ จะต้องเข้าใจว่าเราจะนำประเทศไปทางไหน ทำให้ประเทศรอดได้อย่างไร ซึ่งถ้าหากขาดจิตสำนึกแห่งความมีกลยุทธ์แล้ว ผู้นำจะพาผู้ตามเดินไปอย่างไม่มีทิศทาง ไม่มีเป้าหมายเหมือนตอนนี้ที่เราไม่รู้เรามัวแต่นั่งฝันว่าเมื่อไหร่จะเป็น        วี เซฟ หรือยู เซฟ หรือแอล เซฟ กับเขาบ้าง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าที่สุดแล้วเป็นอะไรกันแน่เพราะมันไม่มี    เป้าหมายชัดเจนในมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมา

ผู้นำต้องกล้าคิดนอกกรอบ

                        ผู้นำวันนี้ต้องกล้าคิดนอกกรอบ ถ้าเราคิดอยู่ในกรอบเดิม กฎหมายหรือระเบียบว่าอย่างไร มีงบประมาณหรือเปล่า มีกำลังคนมั้ย จบเลยครับ ทำอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ เพราะวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศเรามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นนอกตำรา เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดมาก่อน กฎหมายที่เรามีอยู่ผมเชื่อว่าครึ่งหนึ่งล้าสมัย การที่เรามุ่งการคิดนอกกรอบนั้นผมไม่ได้หมายถึงให้ทำผิดกฎหมาย แต่ต้องบริหารโดยเอาจุดหมายปลายทางเป็นที่ตั้ง คือคิดแบบที่เรียกว่าเป็น winner attitude คือมีทัศนคติเป็นผู้ชนะ นั้นคือมองเห็นคำตอบในทุก ๆ ปัญหา แต่ถ้าเราคิดแบบผู้แพ้เราจะมองเห็นปัญหาใน    ทุก ๆ วิธีการที่จะทำเลยไม่ได้ ทำอะไรสักอย่างผมใช้คำว่าคิดใหม่ ทำใหม่ ไม่ได้หมายความว่ายกเลิกสิ่งที่มีอยู่ทุกอย่างให้หมด ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ถ้าเรากล้าคิดนอกกรอบเราจะพบว่ามีส่วนหนึ่งที่ใช้ได้โดยไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย และอีกส่วนหนึ่งอาจใช้ได้แต่ต้องปรับปรุงแก้ไข หรืออีกส่วนหนึ่งอาจต้องยกเลิกไปเลยแล้วคิดขึ้นมาใหม่แทนที่นั่นคือสิ่งที่ผมเรียกว่าคิดใหม่ ทำใหม่ ถ้าเรายังคิดอยู่ในกรอบเดิม ผลสุดท้ายจะจบที่เรื่องงบประมาณ เรื่องกฎหมายเรื่องระบบราชการ   ยกตัวอย่างเรื่องการสำรวจเอกสารสิทธิ์ที่ดินของเกษตรกร ซึ่งตอนนี้ครึ่งหนึ่งของเกษตรกรไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ถาวร เพราะฉะนั้นเขาไม่รู้อนาคตของเขาเลยในบางอำเภออย่าง เช่น ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นที่อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ปรากฏว่าคนทั้งอำเภอกลายเป็นสัตว์ป่าหมด เนื่องจากว่าส่วนกลางได้ใช้กรอบของกฎหมายไปตีเส้นให้เขา ทำกันง่าย ๆ ผลสุดท้ายคือประชาชนเดือดร้อน คนยิ่งจนยิ่งเดือดร้อนประชาชนไม่รู้ว่าจะทำมาหากินกันได้อย่างไร ทุกวันนี้ปลูกพืชก็ต้องปลูกไร่เลื่อนลอยไปเรื่อย ๆ ทำลายป่าไปเรื่อย ๆ ถ้ากล้าคิดนอกกรอบก็คือต้องใช้เทคโนโลยีมาทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศภาพถ่ายทางดาวเทียม แล้วต้องคิดนอกกรอบอีกทีคือ การกำหนดเอกสารสิทธิ์เหล่านี้แทนที่เราจะใช้ระบบราชการ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาทำเป็นร้อย ๆ ปีกว่าจะทำเสร็จ เราต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ต้องหันมาใช้กำลังของนักศึกษาของสถาบันการศึกษาที่อยู่ในพื้นที่มาช่วยงานก็จะจบเร็วขึ้น เราต้องกล้าคิดจากวิธีการเดิม ๆ เพราะถ้าคิดแบบเดิม เราทำอะไรไม่ได้หรอกครับวันนี้ต้องคิดใหม่และคิดเป็นภาพรวม เพราะหากคิดแบบทีละชิ้น ๆ มันไม่มีทางสำเร็จ

ผู้นำต้องทำให้สังคมเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต

                        อยากตั้งคำถามว่า วันนี้ผู้นำจะนำประเทศไทยให้เป็นประเทศให้เป็นประเทศแห่งการเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด หรือที่เรียกว่า life-long learning society ได้อย่างไร ถ้าท่านขืนปล่อยให้ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ ไม่สามารถนำให้คนไทยต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ ท่านก็จะเห็นเด็กไทยเมื่อจบการศึกษาแล้ว ความรู้ที่เรียนมาก็จะหมดไป ล้าสมัยลงไปทุกวัน ขณะที่เหตุการณ์ของโลกเปลี่ยนไปทุกวินาที ผู้นำจึงต้องทำให้สังคมนี้มีการเรียนรู้ เกิดความอยากรู้และได้รับความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

ผู้นำต้องเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ

                        คุณสมบัติประการต่อไปเป็นเรื่องของต่างประเทศโดยตรง ผู้นำจะต้องเป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาคและระดับโลกถ้าไม่เป็นที่ยอมรับ ก็จะไม่มีบารมีในการเจรจา เพราะฉะนั้นการเจรจาต่อรองจะเสียเปรียบเขา แต่ถ้าเป็นที่ยอมรับการเจรจาต่อรองจะง่ายขึ้น นอกจากนี้ผู้นำจะต้องมี   เครือข่ายความสัมพันธ์ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนอย่างกว้างขวางเพราะหลายเรื่องที่ตกลงกันภายนอกกรอบ หลายเรื่องตกลงกันง่าย ๆ ในสนามกอล์ฟ หลายเรื่องตกลงกันในโต๊ะอาหาร

ผู้นำต้องมองและเข้าใจปัญหาทั้งระบบ

                        นอกจากนี้ผู้นำต้องมองและเข้าใจปัญหาทั้งระบบ และต้องคิดถึงคนรุ่นหลังเป็นอันดับแรก เพราะถ้าไม่คำนึงถึงคนรุ่นหลัง ต่อไปคนรุ่นหลังจะมีปัญหา อยู่ในสังคมนี้ด้วยความลำบาก ที่ประเทศฟินแลนด์เขาได้ริเริ่มให้มีสภาเยาวชน โดยเอาตัวแทนเยาวชนอายุ 12-15 ปี จากทุกประเทศทั่วโลกมาประชุมกัน สภาเยาวชนเหล่านี้เมื่อนั่งประชุมกันแล้วเขาจะออก mission statement หรือออกภารกิจที่ผู้ใหญ่วันนี้ต้องทำเพื่อคนรุ่นหลัง ยกตัวอย่างเช่นเขาบอกว่าเมื่อโตขึ้นเขาอยากสูดอากาศบริสุทธิ์และดื่มน้ำที่สะอาด เขากำลังบอกว่าช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้ด้วยเถิด พวกผู้ใหญ่ตอนนี้ทำมาหากินโดยไม่รักษาสิ่งแวดล้อมให้พวกเขาเลย คนรุ่นหลังในไทยเองก็เช่นกัน ย่อมมองว่าผู้ใหญ่วันนี้จะทำอะไรให้พวกเขาบ้าง นอกจากหนี้ 2.2 ล้านล้านที่เรามีอยู่ ต้องตั้งงบประมาณปี ๆ หนึ่งถึง 1 แสนล้าน ถ้าจะผ่อนต้นด้วย 15 ปี ก็ต้องตั้งไว้ 2 แสนล้านจากที่เรามีงบประจำ อยู่ 5 แสนล้าน เก็บภาษีได้ประมาณ 7 แสนล้าน ติดลบครับ เพราะยังไม่มีเงินพัฒนาสักบาทเลย นี่คือภาวะความเป็นจริงของประเทศวันนี้ ยังไม่นับหนี้ของกองทุนฟื้นฟู ที่มีภาระผูกพันในการชดเชยหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ ที่ธนาคารแห่งชาติจะมาประมูลเอาไปบริหาร ซึ่งหนี้เหล่านี้เป็นหนี้เสียที่ไม่ได้คืนถึง 85 เปอร์เซ็นต์ วิธีงบประมาณก็เช่นกัน ถ้าเราทำงบประมาณแบบไม่มียุทธศาสตร์ คิดกันแบบเดิม ๆ ว่าปีนี้จะเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์ก็เพิ่ม จะลดเท่าไหร่ก็ลด หากไม่มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้มี      ยุทธศาสตร์ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ จังหวัดที่ใหญ่ก็จะใหญ่ต่อไป จังหวัดที่เล็กก็จะไม่มีโอกาสเติบโตงอกเงย เหมือนที่แม่ฮ่องสอน คนที่นั่น 95 เปอร์เซ็นต์ไม่มีความสามารถในการส่งลูกเรียนหนังสือในชั้นอุดมศึกษา เพราะจังหวัดเขามีประชากรน้อย แต่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ ประชากรอยู่กระจัดกระจาย การทำมาหากินลำบากมาก ประชากรก็มีรายได้น้อย แต่ถ้าระบบงบประมาณยังเป็นอย่างนี้ เขาเองก็จะเป็นอย่างนี้ตลอดชีวิต เขาไม่มีรายได้พอที่จะส่งลูกเรียนระดับอุดมศึกษา

ผู้นำต้องมองปัญหามากกว่าหนึ่งมิติ

                นอกจากนี้ผู้นำยังสามารถ มองปัญหามากกว่าหนึ่งมิติ ถ้ามองปัญหาทีละมิติก็จะเหมือนรถม้าลำปางที่ให้ม้าใส่แว่นเดินให้มองเฉพาะทางตรง ๆ ที่จะเดินเท่านั้นไม่เห็นสภาพ       แวดล้อมทั้งหมด เหมือนการที่ผู้นำไม่เข้าใจปัญหาได้ลึกซึ้งพอที่จะแก้ปัญหาได้ ทั้งระบบเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเปรียบเหมือนเส้นด้ายที่สาวออกมาจากหลอดด้าย แล้วเอามากองไว้ เวลาคิดจะม้วนกลับเขาหลอดด้ายอีก ถ้าท่านหยิบปลายหนึ่งมันก็จะเกิดปมใหม่ขึ้นเยอแยะ ถึงแม้ว่าท่านหยิบปลายถูกด้าน ท่านยังต้องค่อย ๆ ม้วนกลับเข้าไปอย่างมีศิลปะ ถ้าไม่เช่นนั้นก็ม้วนกลับไปที่เดิม ลำบากเพราะมันยุ่งเหยิง การแก้ปัญหาของประเทศเราวันนี้สรุปได้แล้วว่าม้วนผิดปลาย จึงทำให้การแก้ปัญหาซับซ้อนมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นจะต้องใช้พลังสมองของคนในชาติมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ รวมพลังกันคิด รวมพลังกันแก้ไม่ใช่ว่าไม่ฟังใคร ผู้นำจึงต้องสามารถที่จะรวมพลังสมองของคนในชาติได้