นโยบายการเงินแบบเข้มงวดของประเทศจีน

    นับตั้งแต่วิกฤตการเงินของเอเชียในปี 2540 รัฐบาลจีนได้ดำเนินนโยบายการเงินแบบขยายตัวมาตลอดพร้อมกับการเพิ่มปริมาณ เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเงินฝืด จนถึงประมาณปี 2546 จึงได้เพิ่มความระมัดระวังกับการใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัว สำหรับการใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว (เข้มงวด) ในระยะข้างหน้ารัฐบาลจีนจะดำเนินการผ่านมาตรการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และมาตรการอื่น ๆ ได้แก่การควบคุมสภาพคล่องและขนาดของสินเชื่อ ความถี่ของการได้รับสินเชื่อ ตลอดจนการขยายตัวของสินเชื่อผ่านการขึ้นอัตราดำรงเงินสำรองทางการของธนาคาร พาณิชย์ (นับแต่ต้นปี 2550 ธนาคารกลางของจีนได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว 5 ครั้ง และขึ้นอัตราเงินสำรองทางการแล้ว 9 ครั้ง) เพื่อควบคุมระดับอุปสงค์ภายในประเทศ พร้อม ๆ กับรักษาเสถียรภาพของดุลการชำระเงิน นอกจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นแล้วรัฐบาลก็จะยังคงรักษาวินัยนโยบายการ คลังอย่างต่อเนื่องควบคู่กันไป ซึ่งทางการมีความเชื่อว่าจากผลของนโยบายสองประการข้างต้นจะทำให้สามารถ ป้องกันปัญหาสองข้อคือ เศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างควบคุมไม่ได้ (Overheating Economy) และอัตราเงินเฟ้อที่รุนแรงถาวร (เดือน พ.ย. เงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 6.9 สูงสุดในรอบ 11 ปี)

 

    หากมองกลับไปสาเหตุที่ทำให้ทางการจีนต้องปรับนโยบายการเงินก็คงหนีไม่พ้น การขยายตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรงมากของเศรษฐกิจที่ได้รับแรงผลักดันโดยตรง จากการลงทุนของภาคเอกชนและการส่งออก นับแต่ต้นปีการลงทุนในภาคก่อสร้าง โรงงาน และทรัพย์สินถาวรอื่น ๆ ได้ขยายตัวถึงร้อยละ 27 ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในจีนไม่ได้ชะลอตัวลงเลย ภาคส่งออกก็เกินดุลอย่างสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้เศรษฐกิจยังคงขยายตัวในอัตราเกินร้อยละสิบเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ปี 2550 นี้คาดว่าเศรษฐกิจจะโตร้อยละ 11.5 จากปีก่อนหน้า

    นักเศรษฐศาสตร์จีนส่วนใหญ่เชื่อว่าการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นจะ สามารถลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจได้ โดยจะส่งผลโดยตรงกับตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น และบรรเทาเงินเฟ้อได้ไม่มากก็น้อย เหตุที่เป็นห่วงเรื่องเงินเฟ้อก็เพราะอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเรื่อยๆ กอร์ปกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ดูจะขึ้นไปอีกด้วย ย่อมเป็นตัวกดดันต่อค่าจ้างแรงงานและต้นทุนการประกอบการรวมถึงความสามารถใน การแข่งขันของประเทศในที่สุด ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะหนึ่งปีอยู่ที่ประมาณร้อยละ 7 ซึ่งนับว่าไม่สูงนักเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและอัตราผลตอบ แทนของการลงทุนในจีน ดังนั้นจึงมีช่องให้ธนาคารกลางจีนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีกพอสมควร

    นอกจากนี้ยังมีการทำนายว่าปีหน้าธนาคารกลางอาจใช้วิธีการจำกัดโควต้าการ ปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินเป็นรายไตรมาส ในส่วนนโยบายการคลังนั้นเมื่อดูจากวงเงินรายจ่ายเพื่อจัดทำโครงการก่อสร้าง และโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่อื่นๆ ทำให้เชื่อว่านโยบายการคลังในปีหน้ายังคงขยายตัวแต่จะอยู่ภายใต้การรักษา วินัยอย่างเคร่งครัด

ที่มา:  

ดร.วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล

ผอ. กลุ่มงานดุลยภาพการเงิน การออม และการลงทุน

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง