พระสูตรที่ผู้ครองเรือนควรรู้

พระสูตรนี้เป็นพระสูตรที่ชาวพุทธที่เป็นคฤหัสถ์ควรทราบค่ะ เพราะเป็น ศีลของผู้ครองเรือน * หรือแนวทางปฏิบัติตนเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข ชื่อพระสูตรแปลว่า พระสูตรว่าด้วยสิงคาลกมาณพ อันเป็นการตั้งชื่อตามบุคคลในพระสูตร (แต่บางแห่งเรียก สิงคาลสูตร บางแห่งเรียก สิคาโลวาทสูตร หรือ สิงคาโลวาทสูตรก็มี ซึ่ง สองชื่อท้ายนี้ แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพระโอวาทที่ทรงแสดงแก่สิคาล หรือสิงคาลมาณพ)

ชาวยุโรปเลื่อมใสพระสูตรนี้มากค่ะ ด้วยเชื่อว่าสามารถแก้ไขปัญหาสังคมได้ เพราะเสนอหลักทิศ ๖ อันแสดงถึงหน้าที่ที่ทุกคนในสังคมพึงปฏิบัติต่อกันในทางที่ดีงามโดยไม่มีการกดดันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง**

เรื่องเริ่มต้นมีอยู่ว่า สิงคาลกมาณพเป็นบุตรของคหบดีมหาศาลผู้หนึ่งในกรุงราชคฤห์ คหบดีอันเป็นบุพการีนั้น นับถือศาสนาพุทธและเป็นพระโสดาบัน เพียรแนะนำผู้เป็นบุตรให้เข้าเฝ้า พระพุทธเจ้า และพระเถระอื่นๆ เพื่อปลูกฝังศรัทธาในพระศาสนา แต่สิงคาลกมาณพมักบ่ายเบี่ยง เลี่ยงไปโดยว่าตนไม่มีกิจต้องไปหาสมณะนั้น การเข้าหาสมณะจะต้องไหว้ การน้อมตัวลงไหว้ ทำให้เจ็บหลัง ทั้งการนั่งคุกเข่าก็ทำให้เจ็บเข่า อีกการนั่งกับพื้น ทำให้เสื้อผ้าเก่า เศร้าหมอง รวมไปถึงการนั่งใกล้ทำให้ต้องสนทนากัน อันนำไปสู่ความสนิทสนม ทำให้ต้องสละทรัพย์เพื่อบำรุงสงฆ์ อันทำให้ต้องสิ้นเปลือง

ด้วยเหตุนี้ คหบดี จึงเลิกแนะนำ ต่อมาบิดาป่วย ก่อนตาย ได้สั่งสิงคาลกมาณพว่าให้หมั่นไหว้ทิศ โดยหวังว่าสิงคาลกะมาณพคงไหว้แบบบุคคลทั่วไปด้วยไม่เข้าใจความหมาย เมื่อพระพุทธเจ้า หรือพระเถระรูปใดมาเห็นเข้า คงแนะนำให้เขาเข้าใจตามเจตนาของตนได้

เช้าตรู่ของวันที่ทรงแสดงพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงตรวจดูหมู่สัตว์ที่ควรโปรด ทรงเห็นอุปนิสัยของสิงคาลกะมาณพ จึงเสด็จมาแสดงธรรมเทศนา ซึ่งนอกจากจะเป็นไปตามความมุ่งหมายของคหบดีผู้บิดา ยังทรงหมายให้เป็น คิหิวินัย คือข้อปฏิบัติของคฤหัสถ์ในสังคมชาวพุทธสืบไปอีกด้วย

เนื้อหาของพระสูตร พอจะแยกเป็น 3 ส่วนได้คือ

1การละเว้นความชั่ว ชำระกายใจให้สะอาดประดุจการอาบน้ำ โดยการละสิ่งชั่วร้าย 14 ประการ คือ

- กรรมกิเลส 4 (การเบียดเบียนร่างกายและชีวิตผู้อื่น,การลักทรัพย์,การประพฤติผิดในกาม,การพูดเท็จ)

-อคติ 4 (การลำเอียงเพราะชอบ,การลำเอียงเพราะชัง,การลำเอียงเพราะเขลา,การลำเอียงเพราะกลัว ทั้งนี้เพื่อให้ดำรงอยู่ในธรรม มีความเที่ยงธรรม)

- อบายมุข 6 (การเป็นนักเลงสุรา,การเป็นนักเที่ยว,การเป็นนักหมกมุ่นในการบันเทิง, การเป็นนักพนัน, การคบคนชั่วเป็นมิตร, การเกียจคร้านการงาน)

2เปิดโอกาสให้ตนเองได้รับสิ่งดีๆ ทั้งที่เป็นประโยชน์ปัจจุบัน และประโยชน์ที่ยิ่งขึ้น และรักษาสิ่งดีๆที่ได้นั้นไว้ อันประกอบด้วยการเลือกคบมิตร (พระพุทธองค์ให้ความสำคัญกับมิตรมาก ดังจะเห็นได้จากการที่ทรงชี้ให้เห็นว่า กัลยาณมิตร เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ เป็นต้น แต่ไม่ใช่ไม่คบคนชั่วเสียเลย เพราะทรงมีคำสอนที่ว่า ไม่ให้คบคนชั่ว เว้นแต่จะช่วยเหลือเขา ซึ่งหากเรามีการชำระล้างกายให้สะอาด เที่ยงธรรม ตามขั้นที่ 1 สร้างสิ่งดีๆตามธรรมและรักษาสิ่งดีๆนั้นไว้ได้แล้ว ก็ย่อมเข้มแข็งพอที่จะช่วยผู้อื่นได้)

ประกอบอาชีพสุจริตเพื่อให้ได้โภคทรัพย์สำหรับการดำรงชีวิต แล้วพึงแบ่งโภคทรัพย์ออกเป็น 4 ส่วน คือส่วนหนึ่งใช้สอย 2 ส่วนใช้ประกอบการงานส่วนที่ 4 เก็บไว้ด้วยหมายใจว่าจะใช้ในยามมีอันตราย

3ปฏิบัติหน้าที่ที่มีต่อบุคคลรอบข้าง และสังคม อย่างไม่บกพร่อง เพื่ออยู่ในสังคมอย่างเป็นสุข และเพื่อพัฒนาตน พัฒนาจิต ให้ยิ่งๆขึ้นไป

การเปรียบบุคคลรอบข้างดุจทิศทั้ง 6 นั้นคนอินเดียบัญญัติทิศโดยยึดทิศที่พระอาทิตย์ขึ้นเป็นหลัก เมื่อหันหน้าไปทางทิศที่พระอาทิตย์ขึ้น ทิศนั้นก็เป็นทิศเบื้องหน้า ดังนั้น ทิศเบื้องหน้าในพระสูตรนี้จึงหมายถึงทิศตะวันออก (ปุรัตถิมทิศ คือทิศบูรพา)

บุคคลที่มาก่อนเราคือพ่อแม่ ดังนั้น ทิศตะวันออกจึงเป็นทิศของพ่อแม่ และเนื่องจากบุคคลหรือสิ่งของที่เคารพ มักจะไว้ทางขวา ดังนั้นเมื่อยืนหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ขวามือจึงเป็นทิศใต้ ครูบาอาจารย์เป็นผู้ที่เราเคารพ จึงให้ทิศใต้เป็นทิศของครูอาจารย์

ทิศเบื้องหลัง คือบุตรภรรยา ทิศเบื้องซ้าย คือมิตรสหายผู้ร่วมงาน ทิศเบื้อล่าง คือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา และทิศเบื้องบน คือสมณะ

ทุกทิศต้องรู้จักปฏิบัติหน้าที่ที่มีต่ออย่างเหมาะสม นอกจากบุคคลใกล้ชิดเราแล้ว เรายังอยู่ในสังคม จึงต้องมีการปฏิบัติตนเพื่ออยู่อย่างเป็นสุข และเกื้อกูลสังคมด้วย ซึ่งได้ตรัสหลักสังคหวัตถุ 4 อันประกอบด้วยทาน (การให้ปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่) ,ปิยวาจา (การใช้วาจาสุภาพ บอกสิ่งที่มีประโยชน์ต่อกัน), อัตถจริยา (การบำเพ็ญประโยชน์), สมานัตตา (การเอาตัวเข้าสมาน ร่วมทุกข์ร่วมสุข ปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค เสมอต้นเสมอปลาย)

เมื่อบุคคลปฏิบัติตามพระสูตรนี้แล้ว เท่ากับปฏิบัติหน้าที่โดยเกิดผลดีทั้งต่อตนเอง และ ต่อผู้อื่น นำมาซึ่งทั้งประโยชน์ปัจจุบัน (ทิฏฐธัมมิกัตถะ) ประโยชน์เลยตาเห็น (สัมปรายิกัตถะ) และประโยชน์สูงสุด (ปรมัตถะ)

สำหรับตัวพระสูตร ขอเริ่มบันทึกตั้งแค่บันทึกต่อไปนะคะ โดยจะคัดลอกมาจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ 11 (สุตตันต3) ทั้งส่วนที่เป็นตัวพระสูตรเอง และส่วนของเชิงอรรถที่อธิบายความหมายไว้ในส่วนท้ายของหน้า

โปรดติดตามนะคะ

...........................................................

*ศาสตราจารย์พิเศษ เสถียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต. คำบรรยายพระไตรปิฎก ธรรมสภา : กรุงเทพ, 2550

**สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปิฏกฉบับประชาชน มหามกุฏราชวิทยาลัย : กรุงเทพ, 2550

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) หลักสูตรอารยชน. ธรรมสภา : กรุงเทพ, 2553