ผมเฝ้าสังเกตเรื่องนี้มาตลอด 15 ปีที่ผ่านมาจนแน่ใจว่า รากเหง้าของปััญหาสารพัดในสังคมทุกสังคม มาจากความเหงา
ถ้าจะนิยามความเหงาว่าคือความอยากรู้ว่าฉันมีตัวตน คือต้องให้มีคนโน้นคนนี้มาแสดง ว่าฉันมีตัวตน คือฉันสำคัญ น่ารัก น่าใส่ใจ น่าคบหา ด้วยการแต่งหน้าตาให้ดูดี แต่งตัวให้ดูเนี้ยบ แสดงออกว่าเก่ง มีความสามารถ หรือมีเงินมาก ใส่นาฬิกาแพง ใช้รถราคาแพง ตลอดไปจนเบ่งใส่คนอื่นเพื่อแสดงตัวว่าฉันเหนือกว่า แจ๋วกว่า ซึ่งถ้าเรียงตั้งแต่ความเหงาขั้นพื้นฐานแล้ว จะพบว่า การดับความเหงาโดยวิธีทั่วๆไปจะกระทำโดยการหาสิ่งกระทบอายตนะ (เครื่องดึงดูด) ทั้ง 5 คือตา หู จมูก ลิ้น กายเป็นลำดับแรก นี่เป็นการเสพความรู้สึกว่าฉันมีตัวตนจากการมีสิ่งกระทบอายตนะเหล่านั้น ที่ขยายความได้เป็นการดูหนัง ฟังเพลง ใช้น้ำหอม กินอาหาร หรือเสพสิ่งสัมผัสที่น่าพึงใจทางกาย
จากนั้น เมื่อเสพสิ่งพื้นฐานจนเกิดความคุ้นชิน สิ่งกระทบอายตนะทีละ 1 หรือ 2 เริ่มดับความเหงาไม่ไหวเพราะชินกับมัน ก็จะเริ่มมองหาสิ่งกระทบที่มากจำนวนอายตนะขึ้นไปหรือมีคุณภาพสูงขึ้น เช่นหนังจอยักษ์ หนัง High Definition หรือ Bluray (ผมก็ดู 555) หรือเครื่องเสียงที่ดียิ่งๆขึ้นไป ลำโพงราคาแพง ให้เสียงสมจริง อาหารราคาแพง ปรุงแบบพิสดาร หรือสัมผัสที่รุนแรงมากขึ้นและตกกระทบอายตนะที่มากยิ่งขึ้น เช่นเพศสัมพันธ์
ถัดจากนั้น เมื่อคุ้นชินกับการเสพผ่านอายตนะตามปกติครบถ้วนแล้ว ผู้ที่เกิดความคุ้นชินเหล่านั้นจะแสวงหาสิ่งกระทบ(ผัสสะ)ที่แรงยิ่งๆขึ้นไปเช่น ภาพและเสียงที่รุนแรง อาหารที่แปลกพิสดารมากขึ้นไป อาหารรสจัด รวมไปจนถึงเพศสัมพันธ์วิตถารพิสดาร หรือยาเสพติด ซึ่งให้สิ่งกระทบทางอายตนะที่ 6 คืออายตนะใจ เช่นความรู้สึกหลอนจากการใช้ยา หรือผลจากการที่ประสาทถูกกระตุ้นจากเคมีซึ่งจะให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่ แต่โดยแท้จริงแล้ว จิตก็ยังพยายามเสพของเดิมๆ คือเสพความรู้สึกว่า ฉันมีตัวตน
ความรู้สึกว่าฉันมีตัวตน จะเกิดขึ้นเมื่อได้รับความรัก ความใส่ใจ ความเอาใจใส่จากคนรอบข้าง ซึ่งสามารถดับความเหงาได้
สิ่งที่เป็นเป้าหมายที่ต้องการจะสื่อถึงในบันทึกนี้ก็คือ ความเหงาสามารถดับได้ด้วย "ความรู้สึกตัว" หรือสติ ซึ่งพระพุทธองค์บรรยายไว้เป็นขั้นตอนโดยละเอียดในมหาสติปัฏฐานสูตร และความรู้สึกตัวนี้เองที่เป็นฐานในการดับความทุกข์ทั้งปวงลงได้อย่างชะงัดชนิดที่ไม่กลับมาเกิดอีก โดยขั้นตอนการสร้างสตินี้ไม่เกี่ยวข้องกับการกราบไหว้ขอพรใดๆ เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ สร้างได้ด้วยการอบรมที่เหมาะสม อันจะให้ผลอย่างมหัศจรรย์โดยไม่ต้องเทงบไปทำคู่มือวัยใสเพื่อแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแต่อย่างใดทั้งสิ้น
เหตุน่าสลดของความฟอนเฟะในสังคมไทย เกิดจากการที่ฝ่ายที่ดูแลกำกับการศึกษาขาดความรู้ความเข้าใจในประโยชน์ใหญ่หลวงของสติ ซึ่งจะว่าไปก็คือการปฏิบัติอันเป็นพื้นฐานอย่างยิ่งและเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนา จนถึงกับถอดวิชาพระพุทธศาสนาออกจากการเป็นวิชาบังคับ แต่เหตุที่เกิดมาแต่เดิม คือฝ่ายพระสงฆ์เองก็เข้าไม่ถึงความจริงข้อนี้ ฆราวาสก็ยิ่งเข้าไม่ถึง องค์ความรู้ว่าสติมีประโยชน์ต่อความสงบ ความสุข ความเจริญทางจิตใจจึงค่อยๆกร่อนหายไปจากการขาดช่วงในการปฏิบัติ การขาดการถ่ายทอดภูมิปัญญาเกี่ยวกับการปฏิบัติและผลของการปฏิบัติ ว่ามีผลต่อความสุข ความสงบร่มเย็นในสังคมอย่างไร
หวังจะเห็นผู้มีปัญญาจะมีการดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เริ่มที่การทำความเข้าใจจากการทดลองปฏิบัติ ว่าของดีที่เรามีมาตลอดและประกาศตัวเป็นเมืองพุทธ ดีอย่างไรโดยให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ จริงจังกับการหาคำตอบจนสามารถดับทุกข์ได้ด้วยตนเอง แล้วจึงผลักดันสิ่งนี้ ช่วยกันสร้างเหตุแห่งความสงบ ความสุขที่แท้จริงของสังคมให้กลับมา ซึ่งต้องเริ่มที่ผู้ที่มีความรู้ มีความใส่ใจจะทำสังคมให้ดีขึ้น ทำความรู้จักกับเครื่องมือ และผลักดันสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานของการศึกษาเป็นลำดับแรก แล้วค่อยส่งเสริมผลักดันออกไปสู่ภาคประชาชนในลำดับถัดไป
การฝึกสติที่เป็นรูปธรรมและวัดผลได้ เกิดขึ้นแล้วที่โรงเรียนวิถีพุทธในจังหวัดนครสวรรค์ มีเยาวชนของชาติได้เห็นถึงประโยชน์ของการเจริญสติแล้วเป็นจำนวนพัน หวังว่าจะมีผู้ที่มีความหวังดีต่อส่วนรวมช่วยกันไปศึกษา ทำความเข้าใจถึงกลไกในการเจริญสติด้วยการปฏิบัติด้วยตนเอง และเมื่อเข้าใจถ่องแท้แล้ว จะช่วยกันขยายผลของการเจริญสติออกไปในวงกว้างต่อไปครับ
_/|\_