หลงลืมบ่อยๆ คิดไม่ออก อึดอัด คิดช้า หลงลืม

หงุดหงิดง่าย คิดอะไรไม่ออก สมองเริ่มช้า

ร่างกายไม่กระฉับกระเฉง รู้สึกรำคาญง่าย หรือเบื่อหน่าย

บางครั้งมีอาการซึมเศร้า อยากร้องไห้ ขี้บ่น เป็นต้น

สิ่งเหล่าเป็นอาการที่บอกให้รู้ว่าร่างกายเริ่มอ่อนล้า

และต้องการการดูแลเอาใจใส่โดยผู้เชี่ยวชาญ

เช้านี้โชคดี ก่อนเข้าโรงเรียนได้พบน้องมด

เราสนทนากันเรื่องงานของจิตอาสา 20 นาทีแบบเน้นๆ เอาแต่เนื้อความ

แล้วแวะไปห้องสังคมศูนย์ช่วยเหลือ พบน้องแหม่ม ประชุมโต๊ะเล็กร่วมกัน

เสร็จสิ้นเรื่องงานโครงการพัฒนาจิตอาสาน้อยของโรงเรียนวัดบ้านไร่

แล้วโทรหาดร.POP เพื่อเข้าร่วมโครงการดนตรีบำบัด

และทุกวันจันทร์ เวลา 09.00 น.ถึง 12.00 น.

มีกิจกรรมดนตรีบำบัด

ติดต่อกัน 7 ครั้ง

โดยจัดขึ้นที่คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล

ฉันใช้เวลาเดินทางเกือบ 45 นาที ถึงมหาวิทยาลัยมหิดล

ลงชื่อในสมุดที่นักการฯยื่นให้แล้ววิ่งขึ้นไปชั้น 5 ลงทะเบียน

 และรับการฝึกให้เล่นดนตรีกับอ.อ๋า ครูสอนดนตรี

ก่อนลงมือเรียนการเล่นดนตรีได้ทำการทดสอบก่อนเรียน

กับอ.ท่านหนึ่งไม่ทราบชื่อ

และหลังจากเรียนดนตรี กับอ.อ๋าแล้ว

แล้วจึงเข้ารับการทดสอบหลังเรียนอีกครั้งกับอ.ดร.Pop

เสร็จแล้วเดินทางกลับด้วยหัวใจที่เบิกบาน

ระหว่างทางได้นั่งทบทวนการเรียนรู้วันนี้

รับรู้ถึงปฏิกริยาที่เกิดขึ้นระหว่างเรียน

เห็นข้อบกพร่องของร่างกายตนเอง

เช่นการทำงานของมือทั้งสองที่รู้สึกขัดกับธรรมชาติ

อ.อ๋าบอกว่าไม่ต้องเกร็ง ปล่อยและวางมือและนิ้วมือให้รู้สึกสบายๆ

เมื่อได้พิจารณาตนเอง ฉันรับรู้ถึงอาการเกร็งและนิ้วที่งอดูมันพิลึก

ต่อเมื่ออ.อ๋าบอกให้วางนิ้วมือลงบนแป้นสีขาวแบบสบายๆ และใช้สายตาสังเกตแป้นดำ

ไปพร้อมๆกับการอ่านตัวเลขให้สัมพันธ์กับนิ้วที่กดลงบนคีย์บอร์ด

เพื่อให้เกิดเสียงตามโน๊ตตัวเลขแล้วนั้น รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันที

ฉันรู้สึกเหมือนจิตได้ถูกส่งผ่านมายังนิ้วที่วางลงไปตามโน๊ตตัวเลข

รู้สึกเบาตัวขึ้นเล็กน้อย และรู้สึกคล้ายกายของฉันโอนอ่อนตามเสียงตัวโน๊ตเบาๆ

และนี่เป็นประสบการณ์ที่ฉันจดจำได้

การฝึกครั้งที่ 1 ตาอ่านโน๊ต และดูนิ้วที่ถูกจัดวางไว้ที่แป้นตามตัวโน๊ต

กล้ามเนื้อแขนทั้งสองข้างค่อนข้างจะเกร็งและเมื่อยจนรู้สึกปวดร้าว

การฝึกครั้งที่ 2 ตามองโน๊ต เริ่มมีสติ ลดอาการเกร็งของแขนลง

รู้สึกตา และมือทำงานได้อย่างสอดคล้องราบรื่นมากขึ้น

อารมณ์เบิกบานไม่มีกังวล

หลังจากวันแม่ผ่านไปอีก 1 สัปดาห์

ฉันจะกลับไปรับการบำบัดด้วยดนตรีอีกครั้ง

พรุ่งนี้จะนำภาพมาให้ชมนะคะ(เน็ตที่บ้านเสียอีกแล้วครับพี่น้อง)

บันทึกเพิ่มเติม

วันนี้เน็ตใช้ได้แล้ว

แต่เพิ่งย่อรูปเสร็จ

รีบขึ้นไพล์ เสียดายที่เวลาจำกัด และมัวตื่นเต้นที่จะเข้ารับการบำบัด

จึงทำให้เก็บภาพได้น้อย

เอารูปน้องDr.Popมาฝากค่ะ

พร้อมภาพเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ฉันเรียกมันว่า

เครื่องจับความเร็วสัมผัสของผู้รับการบำบัดค่ะ

ผู้รับการบำบัดจะได้รับการทดสอบการตอบสนอง 3 ด้านคือ

1.ทางการเห็น ด้วยตา โดยมองแสงที่กระพริบขึ้นบนจอ

แล้วกดปุ่มเหลืองด้วยนิ้วมือด้านที่ถนัด

(ใช้นิ้วเดียว) ดูเหมือนจะทดสอบจำนวน 12 ครั้ง

(ชักไม่แน่ใจจำนวนครั้งเสียแล้วค่ะ)

2.ทางการได้ยินหรือหู โดยผู้เข้ารับการบำบัดจะต้องทำการทดสอบการได้ยิน

ว่ามีความไวต่อเสียงเพียงใด ถึงตรงนี้แล้วรู้สึกตัวว่าสะดุ้ง

เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณดังขึ้น

น้องที่ทำหน้าที่ทดสอบบอกให้หลับตา แล้วใช้หูฟังอย่างเดียว

ดังนั้นเมื่อเริ่มเอาจริงจึงเกิดความระมัดระวัง

ใช้สมาธิมากขึ้น

3. ทางกายเรียกว่าทางสัมผัส เป็นปฏิริยาที่ผู้รับการบำบัดนั่งหันหลังให้ผู้ทดสอบ

ได้ทำการแตะที่บริเวณต้นคอ เมื่อรู้สึกถึงการสัมผัสด้วยการแตะให้กดปุ่มทันที

สรุปว่าฉันได้รับการทดสอบก่อนฝึกด้วยเครื่องมือที่เห็นในภาพค่ะ

เครื่องจะอ่านค่าออกมาเป็นตัวเลข

ซึ่งมองแล้วได้แต่สงสัย คิดว่าน่าจะเป็นคล้ายๆกับการอ่านผลเลือดเวลาที่หมอตรวจ

โดยจะนำผลไปเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดมาตราฐานไว้

คราวหน้าไปรับการบำบัดจะต้องถามให้หายสงสัย

ตอนที่ฉันไปที่ห้องบำบัดนั้น ก็สวนทางกับผู้สูงอายุหลายท่าน

ที่ได้รับการฝึกให้เล่นดนตรีบำบัดแล้วกำลังเดินทางกลับ

จึงเก็บภาพได้เฉพาะชุดหลังอีก 4 ท่านที่บำบัดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

 

Dr.Pop พาคุณแม่มาร่วมกิจกรรมด้วยค่ะ(เสื้อลายดอกสีแดง)

ขากลับฉันติดรถอ.อ๋าไปลงประตูด้านข้างม.แล้วจับเท็กซี่กลับ

ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านค่ะ

ขอบคุณDr.Pop อ.อ๋า และทีมงานวิจัยทุกท่านค่ะ