|
หมอพื้นบ้านกับการรักษาโรคในสมัยโบราณ |
|
|
ครูแก้ว : เรียบเรียงเขียน |
|
|
ในอดีต คนเรามีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติในการดำรงชีวิต ปัจจัยสี่อันได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในชีวิตของคนเรา สิ่งเหล่านี้ได้มาจากธรรมชาติ เราอาศัยต้นไม้ในป่า สัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในป่า และสิ่งอื่น ๆ ในธรรมชาติเป็นที่พึ่ง หรือปลูกต้นไม้ ผลไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผักสวนครัวไว้กินเอง พรรณไม้ต่าง ๆ ที่ปลูกไว้เหล่านี้ นอกจากอาจปลูกเพื่อใช้เป็นอาหารแล้ว ยังให้ร่มเงา ให้ความร่มเย็นและยังใช้เป็นยารักษาโรค บำบัด บำรุงร่างกายอีกด้วย ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในชนบทเป็นชีวิตที่กลมเกลียวสามัคคี มีการพึ่งพาอาศัยกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ถือว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกันในสังคม เป็นสังคมแบบครอบครัว มีความเป็นญาติพี่น้อง สมัยก่อนการแพทย์ยังไม่เจริญมากนัก เมื่อเจ็บไข้ไม่สบาย ชาวบ้านก็ต้องพึ่งพาอาศัย “หมอพื้นบ้าน” หรือ “หมอกลางบ้าน” จะคลอดลูกก็ต้องอาศัย “หมอตำแย” ปวดเมื่อยไม่สบายตัว ก็ต้องอาศัย “หมอนวด” ยาที่ใช้ในการรักษาก็หาได้จากในชุมชน เรียกว่า “ยากลางบ้าน” หมอเหล่านี้ศึกษาเรียนรู้การรักษาโรคภัยไข้เจ็บจากบรรพบุรุษ ซึ่งอาจได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาด้วยวาจา หรือจากที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร โดยจารบนแผ่นหิน สมุดข่อย ใบลาน บันทึกในรูปของจิตรกรรมฝาผนัง หรือหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ กว่าจะออกมาเป็นตำราให้คนรุ่นหลังได้ใช้นั้น ต้องใช้เวลานับพันปีค้นคว้าวิจัยตามธรรมชาติโดยอาศัยการสังเกต การลองผิดลองถูก มีการปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำอีก สั่งสมความรู้ด้วยประสบการณ์ตรงจนกระทั่งเขียนออกมาเป็นตำราให้คนรุ่นหลังได้ใช้สืบต่อกันมา นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านและเทคโนโลยีท้องถิ่นที่มีคุณค่ายิ่ง ปัจจุบันนี้ทั่วโลกหันมาสนใจการแพทย์แผนดั้งเดิมและยาสมุนไพร เพื่อนำไปพัฒนารักษาโรค ประเทศไทยของเราจัดว่าเป็นแหล่งความรู้ด้านการรักษาโรคด้วยสมุนไพรที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลก ปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์ยังไม่เพียงพอกับความต้องการและจำนวนประชากร แพทย์แผนโบราณจึงนับเป็นบุคคลที่มีคุณค่า และยังเป็นที่พึ่งพาแก่คนเจ็บไข้ไม่สบายที่มีอาการไม่มากนัก ได้อยู่เสมอ จังหวัดกระบี่มีหมอแผนโบราณอยู่ตามตำบลหมู่บ้านต่าง ๆ มากมายหลายท่าน แต่ส่วนใหญ่อายุมาก แม้จะมีลูกหลานมาก แต่ก็ไม่ใคร่จะมีใครสนใจที่สนใจจะสืบทอดเจตนารมณ์ท่านเหล่านี้มีตำรายาโบราณอยู่ในมือ เก็บรักษาไว้เพราะเสียดายตำราจะสูญหายไปต่อเมื่อมีชาวบ้านมาขอให้รักษา จึงใช้เป็นตำรารักษาชาวบ้าน เป็นที่พึ่งแก่ชาวบ้านที่เดือดร้อนเจ็บไข้ไม่สบายได้เป็นอย่างดี
การนำสมุนไพรมาใช้เป็นยา คำว่า “สมุนไพร” ตามความหมายพระราชบัญญัติยา หมายถึง “ยาที่ได้จากพืช สัตว์ และแร่ธาตุ ซึ่งยังมิได้ผสมหรือแปรสภาพ” การนำสมุนไพรมาใช้ในการบำบัด บำรุง หรือรักษาโรคต่าง ๆ นั้น หมอจะต้องมีความรู้เรื่องชนิดของพืช หรือสมุนไพรแต่ละชนิดว่ามีสรรพคุณอย่างไรบ้าง เพราะสมุนไพรแต่ละชนิดให้ผลในการบำบัด บำรุง แตกต่างกันไป พืชสมุนไพรชนิดเดียวกัน ปลูกต่างท้องถิ่นกัน ก็อาจให้ผลในการรักษาต่างกันได้ การบำบัดรักษาคนไข้ด้วยยาสมุนไพรนั้นผู้ที่เป็นหมอจะต้องอาศัยตำรายาที่คนโบราณเขียนไว้เป็นหลักในการรักษา และต้องศึกษาหนังสือความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรว่า พืชสมุนไพรแต่ละชนิดมีสรรพคุณอย่างไร ส่วนไหนของพืชใช้รักษาอะไรได้บ้าง จะต้องใช้ในสัดส่วนเท่าไร สมุนไพรตัวใดเข้ากันได้กับสมุนไพรใดบ้างซึ่งต้องสังเกตจดจำเอาไว้และนำมาใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะอาการของโรค เมื่อศึกษาเรียนรู้จากตำราแล้ว ต้องรู้จักสมุนไพร รู้จักนำสมุนไพรมาใช้ให้เป็นรู้ว่าจะต้องนำส่วนใดของสมุนไพรนั้น ๆ มาใช้ สมุนไพรแต่ละชนิด แก้ หรือบำบัดอะไรได้บ้าง ถ้าหาไม่ได้ จะใช้ชนิดใดทดแทนได้บ้าง รู้ถึงคุณและโทษของมัน สมุนไพรที่นำมาใช้ในการรักษาบำบัดบำรุงอาการต่าง ๆ ของร่างกายนั้น ได้จากวัตถุ 3 ประเภท คือ
ได้แก่พืชพรรณไม้ต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการปรุงหรือประกอบเป็นยารักษาโรค แบ่งเป็น 5 ประเภท คือ ประเภทต้น ประเภทเถา ประเภทหัว ประเภทผัก และประเภทหญ้า ส่วนที่นำมาใช้เป็นยาในแต่ละประเภท อาจเป็นส่วนของเกสร ดอก ผล เมล็ด เปลือก กระพี้ ยาง แก่น ราก ใบ เนื้อไม้ หรือส่วนที่เป็นกลิ่น หรือรส
ได้แก่ร่างกาย หรืออวัยวะของสัตว์ต่าง ๆ ที่นำมาใช้เป็นยาได้ เช่น เขา หนัง เล็บ เขี้ยว กราม ดี กีบ กระดูก เอ็น เลือด น้ำมัน มูล ฯลฯ
ได้แก่แร่ธาตุต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือสิ่งที่ประกอบจากแร่ธาตุต่าง ๆ ตามกรรมวิธี เช่น การบูร ดินประสิว กำมะถัน จุนสี เป็นต้น หมอพื้นบ้านส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่มีคุณลักษณะใฝ่รู้ใฝ่เรียน มีความเพียรพยายามในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ๆ จากการไปสัมภาษณ์เก็บข้อมูลหมอพื้นบ้านจากท้องที่ต่าง ๆ ในจังหวัดกระบี่ จะพูดคล้ายคลึงกันว่า ที่มีอาชีพเป็นหมอพื้นบ้านนั้นก็เพราะมีความสนใจ, เพราะเสียดายตำราโบราณของบรรพบุรุษ, เพราะชอบและอยากมีความรู้ จึงสนใจศึกษาหาความรู้ แล้วได้ช่วยเหลือเพื่อนบ้าน ช่วยเหลือชาวบ้านด้วย ซึ่งต่อไปนี้จะได้นำเอาภูมิปัญญาในทางการแพทย์แผนโบราณจากที่ได้ศึกษาค้นคว้าและสัมภาษณ์มาเพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐานสืบไป หมอสว่าง นวลดี จากตำบลลำทับ อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ ได้ให้หลักการที่ถือเป็นหัวใจในการรักษาโรคว่า “การไปรบกับโรค ต้องไปให้ครัน ถ้าไปเดียวโดด มันก็ยำเสียแหละ” ซึ่งหมายความว่า ในการรักษาโรคนั้น จะต้องรู้จักตัวยาหลายอย่าง รู้ว่าโรคแต่ละโรคจะต้องใช้ตัวยาใดบ้าง ถ้าไม่มีตัวยานั้น ๆ ก็ต้องรู้ว่า จะใช้ตัวยาใดทดแทนกันได้ ถ้ามีความรู้น้อยเกี่ยวกับสรรพคุณของยา ก็รักษาโรคให้หายไม่ได้แน่นอน ปัจจุบันหมอสว่าง นวลดี อายุ 76 ปี เล่าให้ฟังว่า ตนมีอาชีพเป็นหมอกลางบ้านมาหลายสิบปีแล้ว ได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม เที่ยวตะลอน ๆ ไปตามที่ต่าง ๆ เมื่อรู้ว่ามีหมอดีที่ไหนหรือมีตำราดี ๆ ที่ไหนก็จะไปเสาะแสวงหา เพียรพยายามศึกษาหาความรู้ด้วยการไปอยู่รับใช้อาจารย์ที่เก่งในเรื่องยา จนเขาเกิดความเมตตาแล้วสอนให้ หรือพบเห็นตำราที่ดี ๆ แต่ไม่สามารถซื้อหาเป็นสมบัติของตัวเองได้ ก็ใช้วิธีจดบันทึกเอาไว้ในสมุดหลายเล่มที่รวบรวมจากกระดาษที่ใช้แล้ว จากสมุดของลูกที่เหลือใช้ มาฉีกรวบรวมแล้วเย็บรวมเล่ม ท่านบอกว่า ท่านเป็นหมอที่ “ไม่รวย ไม่ดัง และไม่พากย์” หมายความว่า “ไม่ร่ำรวย ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง และไม่โวโอ้อวด” ก่อนจะรักษาหมอจะดูอาการของคนไข้ก่อน เช่น ถ้าเป็นโรคเกี่ยวกับปอด หรือหลอดลม ก็จะเคาะดูตามหน้าอก ถ้าคนไข้เป็นผู้ชาย ก็อาจใช้หูแนบฟัง หรือใช้วิธีจับชีพจร หรือสังเกตหน้าตา เล็บ ถ้ามีลักษณะ “หูดำ จมูกดำ หัวตก สีปลด” แล้ว แสดงว่าอาการหนักมาก ใกล้ตาย รักษาไปก็ไม่มีทางหาย หมออาจต้องปฏิเสธ ไม่รับรักษา ลักษณะดังกล่าวคนที่ไม่ใช่หมอก็พอดูและเดาอาการออก แต่บางราย ญาติ ๆ อาจขอร้อง หรืออ้อนวอนให้ช่วยรักษาให้ หมอก็อาจให้ยาไปกิน แล้วพูดให้กำลังใจว่า “หาพรือไม่ กินยาไปตะ” คือพูดเป็นกลาง ๆ โรคอีกโรคหนึ่งที่หมอสว่างบอกว่า เป็นโรคที่ “หมอที่ไม่เห็นแก่เงิน” จะไม่รับรักษาเด็ดขาดเลยก็คือ “โรคริดสีดวงทวารที่เข้าขั้นหนักมาก” เพราะริดสีดวงทวารเป็นโรคที่ อาจกินยาสมุนไพรเข้าไปแล้วหัวริดสีดวงอาจหลุดไป แต่จะงอกขึ้นมาใหม่ได้อีก การรักษากับสมุนไพรนั้นจะให้ผลช้า ต้องใจเย็น เช่น คนไข้คนหนึ่งเป็นนิ่วมาหาก็ให้ยาไปต้มกินถึง 4 หม้ออาการดีขึ้น แต่พอไปดื่มเหล้าอาการกำเริบขึ้นมาอีก เพราะเหล้าแสลงกับตัวยา ต้องห้ามเรื่องดื่มเหล้าแล้วให้ยาไปอีกหม้อ อาการจึงดีขึ้น จึงน่าจะนับได้ว่า การใช้สมุนไพรให้ได้ผลนั้นเป็นการฝึกสมาธิ ฝึกความอดทนของคนได้วิธีหนึ่ง หมอสว่างเป็นบุคคลตัวอย่างของผู้ที่มีความเพียรพยายามในการอนุรักษ์พืชพรรณสมุนไพรเอาไว้มิให้สูญหาย จากการไปเยี่ยมเยียนที่บ้านของท่านเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2541 ท่านได้พาคณะที่ไปหาข้อมูลเดินไปดูสมุนไพรพรรณต่าง ๆ ที่ท่านเพียรพยายามหามา ได้เพาะชำ และปลูกเอาไว้ในที่ดินของท่านมากมาย เท่าที่จำได้ในวันนั้นได้แก่ พิลังกาสา(ชนิดนี้มีให้เห็นหลายต้น) ดีปลีเชือก ดาวดึงส์ กระเบา สารภีทะเล(กระทิง) ต้นจันทน์ขาว ขี้เหล็กเลือด ขี้เหล็กยายชี ขี้เหล็กขาว เสลดพังพอน สมอไทย สมอพิเภก ส้มกุ้งขาว กระบือเจ็ดตัว หวายตะมอย ว่านเพชรหึง ว่านนาคราช กระทู้เจ็ดแบบ ประคำดีควาย ตานดำ และที่ไม่ได้ถามหรือจำชื่อไม่ได้ ยังมีอีกมากมาย น่าเสียดายที่ท่านอายุมากแล้ว สวนสมุนไพรที่ท่านใฝ่ฝัน คงจะไม่งอกงามตามที่ต้องการได้ เนื่องจากรกไปด้วยหญ้า ขาดกำลังคนดูแล สมุนไพรดี ๆ ที่หายากก็คงจะหมดไปกับอายุขัยของท่าน ถ้าทางราชการให้ความสำคัญ หาทางช่วยเหลือน่าจะทำให้ที่ดินแห่งนี้เป็นแหล่งรวบรวมสมุนไพรหายากของจังหวัดกระบี่ขึ้นมาก็ได้ ความใฝ่ฝันของท่านขณะนี้ก็คืออยากสร้างเรือนอบยาโดยใช้แสงแดดเป็นตัวให้พลังความร้อน ใช้หลังคาที่มุงด้วยพลาสติกหรือกระจก ให้สามารถรับแสงแดดได้ทั่วถึง เพื่ออบยา และเก็บรักษายาเหล่านั้นไว้ได้นานโดยไม่ขึ้นรา ทราบความคิดของท่านแล้ว มีความคิดว่าท่านอายุ 70 กว่าปี ก็ยังมีความใฝ่ฝันที่จะทำในสิ่งที่มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อสุขภาพของเพื่อนบ้านโดยทั่วไปอยู่ นับว่าหมอกลางบ้านที่เราชาวจังหวัดกระบี่ควรยกย่องท่านให้เป็น “ทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่ายิ่ง” อีกท่านหนึ่งเป็นอดีตกำนันตำบลกระบี่น้อย ชื่อนายนิยม หาญชนะ [1] อยู่บ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 9 ตำบลกระบี่น้อย อำเภอเมือง อายุประมาณ 80 ปี ได้เล่าให้ฟังว่าสนใจเรื่องสมุนไพรมาตั้งแต่บวชเป็นเณรเมื่ออายุ 14 ปีแล้ว ได้พยายามศึกษาสรรพคุณของสมุนไพรชนิดต่าง ๆ จากหนังสือ ตำรายาต่าง ๆ แล้วปรุงยา ผสมยา รักษาพระภิกษุผู้ใหญ่ในวัดที่จำพรรษาอยู่ และเมื่อได้รับตำแหน่งเป็นกำนัน ตำบลกระบี่น้อย ซึ่งตรงกับสมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. ได้ออกประกาศเป็นนโยบายว่า “เนื่องจากตามตำบล หมู่บ้านต่าง ๆ ขาดแคลนสถานพยาบาลและหมอรักษาคนไข้ กำนันผู้ใหญ่บ้านทั้งหลายควรมีความรู้เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล จะได้ช่วยเหลือลูกบ้านของตน” จึงจัดให้มีการอบรมเกี่ยวกับยารักษาโรคและประกาศหาผู้เข้ารับการอบรม กำนันนิยม ในฐานะเป็นกำนัน จึงสมัครเข้ารับการอบรม เมื่อจบการอบรมใหม่ ๆ ได้มีโอกาสทำคลอดให้กับลูกบ้านคนหนึ่ง ซึ่งออกลูกแฝด ท่านกำนันมีความภูมิใจมากที่ได้นำความรู้จากการอบรมมาปฏิบัติจริงได้สำเร็จลุล่วงด้วยดี คือสามารถทำคลอดให้หญิงลูกบ้านซึ่งคลอดลูกแฝดได้สำเร็จ และปลอดภัย ปกติการคลอดลูกของชาวบ้านจะต้องพึ่งพาหมอตำแยให้เป็นผู้ทำคลอดให้ เผอิญช่วงนั้น น้ำนองท่วมสะพานที่จะข้ามไปยังบ้านหมอตำแย ลูกบ้านจึงมาตามท่านกำนันไปช่วยทำคลอด เด็กที่จะคลอดอยู่ในท่าผิดปรกติ คือจะเอาเท้าออกมาก่อน ท่านกำนันใช้วิชาความรู้ที่ได้รับการ อบรมมาบีบนวดจนกระทั่งเด็กกลับหัวและคลอดในท่าปกติได้ นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง มีลูกบ้านมาช่วยอีก 2 คน ได้ค่าราด 6 บาท (“ค่าราด” คือ ค่ารักษาคนไข้) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ได้ช่วยหมอตำแยทำคลอดให้กับลูกบ้านเสมอ ๆ นอกจากจะเป็นผู้ช่วยที่ดีแล้ว ยังช่วยด้วยการใช้น้ำมาบริกรรมคาถา แล้วเอาน้ำมนตร์นั้นตบหัวผู้เป็นแม่หรืออาจให้ดื่ม ช่วยให้คลอดง่ายขึ้น เป็นความศรัทธาของชาวบ้านตลอดมาว่า ถ้าจะคลอดลูก ต้องมาหาท่านกำนัน ให้ท่านเอาน้ำมนตร์ตบหัว แล้วจะคลอดง่ายทุกคน คาถาที่ใช้มีความเป็นมาจากเรื่องราวขององคุลีมาล จอมโจรที่กลับใจได้ในภายหลัง และได้ฟังธรรมจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ เมื่อพระองคุลีมานออกบิณฑบาต หญิงชาวบ้านที่ท้องแก่ใกล้คลอดออกมาใส่บาตร เห็นพระองคุลีมาลก็ตกใจหนี พระองคุลีมาลจึงกล่าวเป็นภาษาบาลีดังข้อความต่อไปนี้ออกไป
ซึ่งปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นคลอดบุตรในขณะวิ่งลอดรั้วโดยไม่รู้ตัว ทั้งมารดาและบุตรสุขภาพพลานามัยดีด้วยกันทั้งคู่ ปัจจุบัน (ผู้เขียนไปสัมภาษณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2541) หมอนิยมก็ยังคงปรุงยา ผสมยาให้ชาวบ้านอยู่เป็นประจำ แม้ว่าท่านจะอายุมาก สายตาและการฟังไม่ดีแล้ว แต่ก็ยังชอบอ่านตำรับตำราอยู่เป็นประจำไม่เคยขาด ตำราที่ท่านได้รับเมื่อเข้ารับการอบรมก็ยังคงเก็บไว้และเปิดดูอยู่เสมอ ๆ เมื่อมีความจำเป็นจะต้องใช้ ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อมีชาวบ้านมาขอช่วยให้ปรุงยา บ่อยครั้งที่ท่านยังต้องเปิดตำราดูก่อนเพื่อกันลืม ศึกษาสรรพคุณของยา แล้วทดลองทำ โรคที่ชาวบ้านมักจะมาให้ช่วย ส่วนมากจะเป็นโรคอัมพาต โรคเกี่ยวกับเลือด ลม ทรางเด็ก เช่น ทรางแดง ทรางเหลือง ทรางเพลิง ตัวอย่างยาที่หมอนิยมใช้เพื่อรักษาโรคที่เกี่ยวกับแผลในปาก ได้แก่ 1. เปลือกทองหลางใบมน 2. สมอทั้งสาม 3. บอระเพ็ด 4. ลูกประคำดีควาย 5. เม็ดมะกอก 5. ออกดำ หรือ กระดาษดำ นำตัวยาทั้งหมดตากแดดให้แห้ง ใส่กะทะหรือเบ้าดิน ไม่ใช้ภาชนะที่เป็นเหล็ก ตั้งไปเผาเป็นวัน ๆ จนเครื่องยาไหม้เป็นถ่าน เอามาตำให้ละเอียด ใส่กระด้งหรือกระชอนร่อนเอาแต่ผงละเอียด วิธีใช้ยา มีวิธีการคือ เอานิ้วไปแตะข้าวสุก บี้ให้ละเอียด แล้วไปแตะที่ยา ป้ายบริเวณปากที่เป็นแผล หรือยาแก้ถ่ายออกเลือด ท่านบอกว่า ใช้ใบรา นำมาแกงกะทิ ได้ผลชะงัด ถ้าจะรักษาโรคอัมพาต ต้องใช้ยาที่มีคุณสมบัติในการคลายเส้น และใช้ได้ดีเฉพาะระยะเริ่มเป็น ถ้าเป็นมากจะรักษาไม่ได้ยาไข้ผ่าระดู ใช้ต้นพุ้งพิ้ง ขนาดพอดี ล้างให้สะอาด พับ 3 ครั้งเป็นรูปตัว พ มีความหมายถึง “พุทธะ” ใส่หม้อต้มใส่น้ำ มีรสขมนิด ๆ กินประมาณ 3 ครั้งก็จะหาย ที่บ้านโคกยาง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ มีชมรมที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อสืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้าน ชื่อ “ชมรมศรีวิชัย” 13 หมอพื้นบ้านท่านหนึ่ง ได้บอกว่า ท่านได้ตำรายาเป็นมรดกตกทอดจากบิดาของท่านที่ได้เสียชีวิตลง ท่านได้เก็บตำรานี้เอาไว้เพราะมีความคิดว่า “ตำรานี้ทุ่มไม่ได้ เพราะยางไอไหรนัน สามสีผีหน่อง คนนั้นได้ฮิด คนนี้ได้มาก มีปากมีเสียง พอตำรา..ใครไม่เอา เห็นว่าใช้ไหรไม่ได้ ผมเก็บไว้เอง” ซึ่งหมายความว่า “ตำราเป็นของมีค่า ควรเก็บไว้ มีพี่น้องสามสี่คน มักอยากได้สวนยางพาราเป็นมรดกมากกว่า ถ้ารู้สึกว่าตัวเองได้น้อย คนอื่นได้มากแล้ว มักจะทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่ตำรายาไม่มีใครสนใจ จึงเก็บไว้ เพราะเห็นว่าเป็นของมีค่า” แสดงให้เห็นว่าหมอพื้นบ้านท่านนี้ รู้สึกเสียดายตำรายาเก่าแก่ของบรรพบุรุษ และเห็นคุณค่าของตำรามากกว่าทรัพย์มรดกอื่น ๆ การรักษาคนไข้ของหมอที่ชมรมศรีวิชัย จะใช้วิธีการที่คล้าย ๆ กับหมอนิยม หาญชนะ คือเวลาจะรักษาคนไข้ เช่น รักษาโรคไข้ป้าง จะมีข้อความเป็นคำคล้องจองให้กำลังใจคนไข้ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นคาถาว่า "ป้างแห้ง ป้างหด ป้างแห้งเหมือนพด หดแล้วป้างเหอ พุทธังก็ประจักษ์หด ธรรมมังก็ประจักษ์หด สังฆังก็ประจักษ์หด หดป้างแล้ว ท่านเหอ สิทธีมีชัย” กล่าวเช่นนั้นไปเรื่อย ๆ ประกอบการใช้ยารักษา ดังที่หมอนิยมก็ใช้คาถา “ยะโตหัง” ทำให้ผู้หญิงคลอดลูกง่ายเหมือนกัน จึงเห็นได้ว่าการรักษาโรคด้วยสมุนไพรแบบโบราณมักมีการใช้คาถาประกอบการรักษาด้วย จนบางครั้งผู้รับการรักษาเชื่อว่า ตนหายจากโรคภัยต่าง ๆ ได้เพราะคาถาอาคม การใช้คาถาจึงเป็นกระบวนรักษาโรควิธีหนึ่งที่ใช้ควบคู่กับสมุนไพร ทำให้คนไข้เกิดกำลังใจ เมื่อคนไข้มีกำลังใจดี อาการที่เป็นอยู่นั้นก็แทบจะหายไปแล้วครึ่งหนึ่ง จึงนับได้ว่า การใช้คาถาอาคม ถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างหนึ่งที่ให้ผลทางด้านจิตใจ อาการเจ็บป่วยหลายอย่างมักมีสาเหตุมาจากปัญหาทางด้านจิตใจ ถ้าสามารถรู้ต้นเหตุของการเจ็บป่วยว่า เกิดจากความเครียด ความกังวล ความเป็นทุกข์เดือดร้อนใจแล้วล่ะก็ การใช้คาถาประกอบการรักษา จะได้ผลมากในด้านกำลังใจ ทำให้อาการเจ็บหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว หมอที่ชมรมศรีวิชัยบอกว่าคนโบราณจะแบ่งอาการเจ็บป่วยของคนออกเป็น 3 ลักษณะ คือ 1. รักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย สมัยก่อนก็ได้แก่ โรควัณโรค ปัจจุบันได้แก่ โรคเอดส์ 2. รักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย เช่น โรคหวัด 3. รักษาหาย ไม่รักษาตาย เช่น ไข้น้ำ (ไข้ทรพิษ) ในการเรียกชื่อสมุนไพร หมอพื้นบ้านชมรมศรีวิชัยได้บอกให้ฟังว่า คนโบราณมีวิธีการตั้งชื่อยาสมุนไพรให้เป็นคำคล้องจองกัน เพื่อจะได้จำง่าย และตั้งให้เข้ากับลักษณะและแหล่งกำเนิดของตัวยา อย่างเช่นยาอายุวัฒนะขนานหนึ่ง ผูกเป็นประโยคว่า “สุกอยู่กับดิน” หมายถึง ขมิ้นอ้อย “บินอากาศ” หมายถึง น้ำผึ้งรวง “พาดปลายไม้” หมายถึง เจ็ดหมูนย่าน หรือ บอระเพ็ด “ว่ายเวหา” หมายถึง หัวว่าว เป็นตัวอย่างของภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างหนึ่งที่จะรักษาตำรายาที่ดี ๆ เอาไว้ไม่ให้สูญหายไปกับกาลเวลา สามารถจดจำได้ง่าย ท่องจำไว้แล้วถ่ายทอดสืบต่อกันทางวาจา ก็ถือเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งที่จะช่วยรักษาตำรายาเอาไว้ ยังมีทรัพยากรบุคคลของท้องถิ่นที่ยังไม่ได้สืบค้นและเยี่ยมเยียนสัมภาษณ์อีกมาก แต่บุคคลเพียงสามคนที่กล่าวถึง น่าจะเป็นตัวอย่างของทรัพยากรบุคคลที่ยังสนใจใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีชาวบ้านในการช่วยเหลือบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับท้องถิ่นของตน
|
ภูมิปัญญาไทย
อาชีพ
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Chokdee · 9 ส.ค. 2553
ดีท็อกหนังศรีษะ · 9 ส.ค. 2553
ชยพร แอคะรัจน์ · 9 ส.ค. 2553
ครูอ้อย แซ่เฮ · 9 ส.ค. 2553