กระผมได้รู้จักกับคำๆนี้ ในการเรียนวิชาภาษา นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับครู จากการค้นคว้าหาข้อมูล ในอินเตอร์เน็ต ได้มีผู้ให้ความหมายไว้หลายอย่าง บ้างบอกว่าเป็นทฤษฎีความรู้ความเข้าใจ บ้างบอกว่าเป็นทฤษฎีปัญญานิยม ค้นคว้าไปค้นคว้ามาพบว่า มันไม่ใช่ของใหม่เลย แต่มีมานานแล้ว (แต่คำนี้ใหม่สำหรับผมในตอนนั้น)
ซึ่งกระผมพอจะสรุปความเอาเองได้ว่า
COGNITIVISM เป็นกระบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจ แบบเน้นกระบวนการภายในจิตใจในสมองให้เกิดปัญญาโดยอาศัยความคิดของมนุษย์เป็นหลักในการสร้างองค์ความรู้ขึ้นมา การที่มนุษย์จะมีความรู้ความเข้าใจได้ ต้องมีการเรียนรู้มีการสะสมข้อมูล แล้วนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ของข้อมูลที่เก็บสะสมไว้ เมื่อต้องการนำความรู้นั้นมาใช้ สามารถนำเอาความรู้มาใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งการเชื่อมโยงความรู้ของแต่ละบุคคลคน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่แต่ละบุคคลได้รับ และนำมาประมวลผล ความรู้ลักษณะนี้จะมีความเฉพาะของแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความสามารถในการคิดเชื่อมโยงข้อมูลของแต่ละบุคคล
และพบว่า หลักการ COGNITIVISM สัมพันธ์กับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เรื่อง โยนิโสมนสิการ หรือ การคิดอย่างแยบคาย พระพุทธเจ้า ได้ค้นพบไว้ตั้งแต่เมื่อ 2500 กว่าปีมาแล้ว โดยท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งในหนังสืออัตชีวประวัติของท่าน ว่า
“การเพิ่มพูนความรู้หรือปัญญาอันลึกซึ้งก็มาจาก โยนิโสมนสิการ ไม่ว่าเรื่องบ้าน เรื่องโลก เรื่องธรรมะ การรับเข้ามาโดยวิธีใดก็ตาม เช่น ฟังจากผู้อื่น อ่านจากหนังสือ หรือจากอะไรก็ตาม ที่เรียกว่านอกตัวเรา พอถึงแล้ว ก็โยนิโสมนสิการเก็บไว้เป็นความรู้ เป็นสมบัติ พอจะทำอะไร จะลงมือทำอะไร ก็โยนิโสมนสิการในสิ่งที่จะทำให้ดีที่สุด มันก็ผิดพลาดน้อยที่สุด เรียกว่าไม่ค่อยจะผิดพลาดเลย”
เห็นไหมครับตรงกันเี๊ปี๊ยบเลย ระหว่างความหมายและรูปแบบของ COGNITIVISM และ โยนิโสมนสิการ ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือว่าฝรั่งเขามาลอกรูปแบบในพระพุทธศาสนาของเราหรือเปล่าครับ อิอิๆๆๆ
หรือว่าผมคิดไปเอง
ขอบคุณพี่นกมากครับที่แวะมาเยี่ยมเยียนกันแต่เช้าเลย ดีใจมากครับ (^_^)
สตรีใด…….ไหนเล่า………..เท่าเธอนี้
เป็นผู้ที่ …………..ลูกทุกคน………บ่นรู้จัก
เป็นผู้ที่ ……………มีพระคุณ………การุณนัก
เป็นผู้ที่ …………..สร้างความรัก…..สอนความดี
เป็นผู้ที่……………คอยสั่งสอน…….เอาใจใส่
คอยห่วงใย….……เราทุกคน………จนวันนี้
เปรียบแสงทอง……สว่างล้ำ……….นำชีวี
เธอคนนี้…………..คือ ” แม่ ”……..ของเราเอง
หลักที่เป็นคำสอนในพุทธศาสนา เป็นจริง เป็นอมตะธรรม ส่วนฝ่ายตะวันตกเขาก็ชอบคิด ชอบค้น แล้วก็มีการอธิบายด้วยกระบวนการ วิธีการที่แปลกออกไป สัมพันธ์กับเรื่องที่รู้เห็นได้รอบๆตัว ก็เลยดูเหมือนมีของใหม่ให้ได้ "เล่น" อยู่เรื่อยๆ แต่พอไล่ดูให้ถึงแก่น มักจะพบเสมอว่าแท้จริงมันอยู่ในพระไตรปิฎก