สาวน้อยนางหนึ่งหลังจากเลิกงานแล้ว เดินกลับบ้านพัก ผ่านทางตลาดนัดที่มานัดขวางทางอยู่พอดิบพอดี หลังจากที่น้องซื้อของกิน ของใช้กระจุก กระจิกส่วนตัวแล้ก็ไม่รู้นึกอย่างไง ซื้อผ้าแพร 7 สี ติดมือกลับบ้านพักไปด้วย

ผีเข้า 

ในโลกยุคอุตสาหกรรม การอพยพ การย้ายถิ่นฐาน การเปลี่ยนแปลงวิถีทางการเกษตร เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย

บ้างมาทำงานก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้านจัดสรร การสร้างโรงงาน จำเป็นต้องใช้บุคคลากรมากพอสมควร พ่อ แม่ ก็หอบลูกมาทำงานอยู่ด้วยกัน

พ่อแม่ ทำงาน ลูกมาวิ่งเล่น เพราะรัก เพราะห่วง เลยเอามาด้วย บางคนก็ไม่ได้ส่งให้เรียน ทำให้เด็กรุ่นนั้นอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้

แย่จัง

วัยรุ่น หนุ่มสาว ที่พอมีความรู้บ้าง ม.3 ม.6 ก็มาเป็นหนุ่มโรงงาน สาวโรงงานทำงานกันไปวันๆ

เงินเดือนออกทีก็ใช้กันสะบั้นหั่นแหลก ไม่เคยมี ไม่เคยได้ ก็ซื้อมันมา เผื่อเอาไปอวดเพื่อนที่บ้านนอก แพงแค่ไหนไม่สนใจ

มันก็ไม่ได้เป็นทุกคน

คนที่เค้าเก็บออมก็มี  แต่ส่วนน้อย

โลกของการเป็นลูกจ้างที่ต้องบากหน้า เดินทางมาจากต่างจังหวัด จากบ้านนอกที่ไกลแสนไกล ห่างจาก พ่อ ห่างจากแม่ ไกลญาติพี่น้อง มาอยู่ตัวคนเดียวมันช่างว้าเหว่ สิ้นดี

เงินเดือนออกก็ต้องมีภาระจ่าย ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไปที่แสนแพงกว่าปกติ ที่บ้านเช่า จ่ายค่าน้ำค่าไฟเดือนหนึ่งจ่ายที่บ้านนอกได้หลายเดือนเลยทีเดียว นอกจากนั้นก็ยังมีค่าของใช้ส่วนตัวจิปาถะ

สรุปเงินออกมาทีก็พอใช้ไปวันวัน ผ่อนของฟุ่มเฟือยไว้เป็นเพื่อนยามเหงาบ้างพอให้ตัวเองเป็นคนมีเครดิตหน่อย

โก้ดี

หน้าโรงงานบาง พื้นที่ ที่ว่างพอที่จะตั้งแผงได้สัก20 แผง บ้างก็มีบรรดาพ่อค้าแม่ขาย มาตั้งตลาดนัด บางที่ก็ทุกวันพุธ และเสาร์ หรือวันอื่น ต่างๆ กันไป

โฆษณากันไป ของดีราคาถูก (มีที่ไหน) มีที่นี่ที่เดียวในโลก ว่าไปนั่น

เข้าเรียกว่าแหล่งดูดเงินเคลื่อนที่

ตามมาถึงที่

นอกเหนือจากร้านขายของชำของเจ้าของห้องเช่า ที่ดูดเงินในกระเป๋าของมนุษย์เงินเดือนทุกเดือน ทำได้ ให้เค้าหมด แล้วจะมีเงินเก็บมั้ยเนี๊ยะ

บรรดาตลาดนัดนี่ก็แจ๋วจริงๆ เลย มีทุกสิ่งให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องครัว เครื่องนอน ของเด็กเล่น เครื่องแต่งตัว ของไหว้พระ ไหว้เจ้า มีม้ดเลยครับท่าน

เลิกงานแล้วก็เดินช็อบกันคนถุงสองถุง

สาวน้อยนางหนึ่งหลังจากเลิกงานแล้ว เดินกลับบ้านพัก ผ่านทางตลาดนัดที่มานัดขวางทางอยู่พอดิบพอดี หลังจากที่น้องซื้อของกิน ของใช้กระจุก กระจิกส่วนตัวแล้ก็ไม่รู้นึกอย่างไง ซื้อผ้าแพร 7 สี ติดมือกลับบ้านพักไปด้วย

ที่บ้านพักคงจะขาดสีสัน

ที่รู้เรื่องคนอื่น ไม่ใช่สอดรู้(เสือกรู้) หรอกนะ เป็นเพราะบ้านพักที่เธอพักอยู่นั้น เธออยู่ชั้นบน ส่วนผมมันคนชั้นล่างครับ ก็เหมือนอยู่ในส่วนเดียวกัน เจอหน้ากันก็ยิ้มให้กันบ้าง แต่ยิ้มมากไม่ได้ เพราะเมียผมมองอยู่ไงเล่า

ประมาณ 3 ทุ่ม เห็นจะได้ มีเสียงกรีดร้องของเธอดังลั่น คนเฒ่า คนแก่ เจ้าของบ้านเช่า วิ่งกันให้วุ่น เพราะคิดว่ามีใครไปทำมิดีมิร้ายกับสาวเจ้า

เออ ลืมบอกไป ว่าน้องสาวของเพื่อนผมก็พักอยู่กับเธอด้วย

จึงทำให้มีหลายคนขึ้นไปดู ด้วยความเป็นห่วง (อยากรู้อยากเห็น)

เสียงกรีดร้อง สลับกับเสียงร้องให้เป็นระยะ ระยะ

แล้วก็มีเสียงกระทีบเท้า หรือเสียงเอามือทุบพื้นปนอยู่ด้วย

ไม่รู้หรอกครับว่าเกิดอะไร เพราะไม่ได้ขึ้นไปดู ไม่ใช่ใจดำหรอก

แต่ขึ้นไม่ทัน คนแน่นห้องเลย

ประมาณเที่ยงคืนก็เริ่มเงียบ คนเริ่มกลับ (ง่วงนอน)

สอบถามจากยายเมี้ยน คนที่ดูแลบ้านเช่า ก็พอใด้ใจความว่า

“นังหนูมันพิเรนเอาผ้าเจ็ดสีไปผูกเสา”

ก็เธอคงอยากสร้างสีสัน ในห้องบ้างละมั้ง

“แล้วเกิดอะไรขึ้นล่ะ... ผีมันอึดอัดรึไง”

“ไม่ใช่อย่างงั้นนะซิทิดเหน่”

ยายแกหยุดพูดแล้วเอาผ้าเช็ดน้ำหมากที่เปื้อนปากออกก่อนจีบปาก จีบคอพูดต่อ

“นังหนูมันผูกเสากลาง นะซิ”

ผมเริ่มงง ก็ผูกเสากลางก็ถูกแล้วนี่นา แล้วมันมีปัญหาอะไร

ก็เสาต้นริม เป็นเสาตกน้ำมัน มีตัวสิงอยู่ เค้าอิจฉา เลยสิงนังหนูมันนะซิ

อ๋อ...... เมื่อคืนถูกผีสิง

เข้าใจละ

แล้วมันก็เป็นอย่างนี้อยู่ประมาณ 5-6 วัน สามทุ่มถึงเที่ยงคืน อยู่ประมาณนี้แหละ

คนจากที่เย็นลงมีมาคอยดู คอยช่วย และอยากรู้อยากเห็น ค่อยๆ เริ่มเหลือน้อย (รู้แล้ว)

ผมเองก็เฉยๆ แต่รู้สึกว่าเมียผมทำท่ากลัว เพราะเพิ่งมาอยู่กันใหม่ (เพิ่งได้เมีย)

ที่ข้อมือของสาวน้อยคนนั้น เต็มไปด้วยสายสิญจ์ ยิ่งกว่าเจ้าสาวถูกผูกข้อมือเสียอีก

หน้าตาดูอิดโรย ซูบลงไปมาก น่าสงสาร แต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไรได้ เพราะขนาดสายสิญจ์ยังล้นแขน แล้วก็เหมือนเดิม คงมีคนดี มีความรู้มาช่วยมากแล้ว แต่ไม่มีผล ไม่ใช่เขาเหล่านั้นไม่เก่งหรอกมั้ง แต่ผีมันคงเก่งกว่าแน่แน่

แล้วบางครั้งผมก็เห็นงูเหลือม ตัวใหญ่มาที่ป่าหญ้าหลังบ้านพัก ผมสงสัยก็เลยบอกกับยายเมี้ยน ว่ามีงูเหลือม

อ๋อ! งูเจ้าพ่อ เขามามา ไปไป อย่างนั้นแหละ ไม่มีพิษภัยอะไรหลอกทิดเอ้ย

เป็นเช่นนี้เอง

สี่ห้าวันที่เป็นอยู่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติซะแล้ว สามทุ่มเริ่มมีเสียงกรีดร้อง เสียงร้องให้ต่างๆนานา ไปเรื่อยจนเที่ยงคืนก็ทุเลาเบาลง

น้ำมนต์

ควันธูป

ดอกไม้

พวงมาลัย

สายสิญจ์

เต็มไปหมด

ผมเองก็เริ่มสังเกตุเห็นอะไรบางอย่าง เช่นก่อนที่ข้างบนจะมีเสียงดังขึ้นมุ้งผมจะเหมือนมีลมพัดผ่าน ข้างมุ้งที่ติดข้างฝา เป็นคลื่นทั้งๆ ที่ลมไม่มีพัดซักกะนิดเดียว

วันหยุดที่ผมไปทำโอที ที่โรงงาน

เมียผมนอนกลางวันอยู่ที่ห้อง เธอบอกว่า ล็อคห้องลงกลอนอย่างดี แต่พอตื่นขึ้นมา ประตูดันเปิดได้

แปลก

แต่จริง

ผมก็เฉยๆ ไม่พูดอะไรมาก เกรงว่าคุณเมียจะกลัว

ค่ำลงวันนี้ผมจะต้องลองดูซักหน่อยว่าจะใช้ได้หรือเปล่าคาถาอาคมต่างๆ ที่ผู้เฒ่าผู้แก่หลายคนให้มา

ใกล้จะสามทุ่มแล้ว

ผมนอนหลับตา บริกรรมคาถาไว้ในใจ จะกี่จบก็ไม่รู้

ไม่ได้นับ

พอลืมตาขึ้นมา เห็นมุ้งเป็นคลื่นเหมือนมีคนเดินผ่านข้างมุ้ง

ผมรีบบริกรรมคาถาให้จบก่อนที่มันจะผ่านไป

ยกขาซ้ายเตะ โครมเข้าไปที่ข้างฝา ตรงที่มุ้งเป็นคลื่นกำลังจะผ่านไป

คราวนี้มุ้งที่เคยเป็นคลื่นจากปลายเท้าไปหัวนอน หยุดลงแค่ตรงที่ผมเตะ

“ที่อื่นมีตั้งเยอะแยะไม่รู้จักไป ดังผ่านทางนี้อยู่ได้ รำคาญนะโว้ย”

ผมพูดลอยๆ ทำเอาเมียที่นอนอยู่ข้างๆ หันหน้ามามอง

เธอคงคิดว่าผมบ้า

“ถ้าจะผ่านไปอีกใช้ทางอื่นนะโว้ย ตรงนี้กูจะนอน กูเช่าที่เขาไว้แล้ว อย่างมายุ่ง ไม่งั้นคราวต่อไปจะโดนยิง”

ผมพูดต่อ

แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไร จนหลับ

ตื่นเช้า จะไปทำงานเจอยายเมี้ยน ก็เลยถาม

เป็นไงบ้างเล่ายายเมื่อคืนดึกไหม

เมื่อคืนไม่เป็นไร.... แปลกเหมือนกัน สงสัยเขาคงอภัยให้มันแล้วหละ

ไม่ใช่มั้ง สงสัยขาหักไปแล้ว เมื่อคืนโดนซะเต็มที่เลย

ผมนึกในใจ

แล้วมันก็เงียบหายไปไม่มีใครกล่าวถึงอีก จนผมย้ายออกจากที่นั่นไป จะทำอะไรคราวหน้าคราวหลังระวังบ้าง อย่าพิเรน ล่ะ จะเดือดร้อน

 

 

sekpornsawan  boonpetch