แพรภัทร
ผู้ช่วยศาตราจารย์ แพรภัทร ยอดแก้ว

ตอนที่ ๖ ภัยลี้ลับกับป่าดงดิบ


พระครูปลัดวีระนนท์ วีรนนฺโท : เจ้าอาวาสวัดป่าเจริญราช http://www.veeranon.com/

ทางเดินที่หลวงปู่เณรคำบอกให้ซึ่งเป็นช่องทางเล็กๆมีเพียงทางเดียวแต่เดินสบายเพราะมีเชิงเขาทั้งสองข้างขนาบไว้ไม่ให้เดินออกนอกทาง แต่พระภิกษุหนุ่มก็แปลกใจว่าใครหนอมาเดินแถวนี้ ถึงมีทางที่ราบเหมือนมีคนใช้ทางนี้อยู่ตลอดเวลา

ยิ่งเดินลึกเข้าไปยิ่งไม่มีทางอื่นอีกเลย เพราะภูเขาขนาบข้างสูงขึ้นเรื่อยๆ บีบให้พระภิกษุหนุ่มไม่มีทางเลือกอื่นที่จะเดิน

ท่านก็เดินไปเรื่อยๆอย่างรวดเร็วจนมาถึงทางตันเป็นภูเขา ซึ่งท่านสังเกตพื้นดินตรงทางเดินไปนั้นเหมือนพื้นดินต่ำลงไปเรื่อยๆเช่นกัน โดยมีเทือกเขาสูงใหญ่ขวางหน้าอยู่

พระภิกษุหนุ่มก็หาทางที่จะเดินผ่านภูเขาลูกนี้ให้ได้ขณะนั้นเวลาประมาณสัก ๑๗.๐๐ น. อยู่ในป่าก็มืดแล้ว แต่ก็ยังมีความลังเลสงสัยอยู่ในใจว่าเราเดินมาผิดทางแล้วหรือไม่ ถ้าจะกลับก็จะทำให้เสียเวลามาก พระภิกษุหนุ่มจึงตัดสินใจเดินอย่างเดียวไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เส้นทางที่เดินนั้นรู้สึกว่าจะต่ำลงไปเรื่อยๆ ภูเขาสูงชันขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน



ผจญภัยเมืองพญานาค

 


จนในที่สุดก็กลายเป็นอุโมงค์สูงบ้างต่ำบ้าง บางที่ก็ต้องเดินก้มหัวลงบางที่ถึงกลับต้องคลาน บางที่ก็โล่งโปร่งมองเห็นดาว เดินไปได้ประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ พบต้นไม้ใหญ่มากประมาณ ๒๐ คนโอบและสูง ลำต้นตรงไม่มีกิ่งก้านมากนัก สูงประมาณ ๖๐ เมตรหรืออาจมากกว่านั้น

พระภิกษุหนุ่มก็เดินไปเรื่อยๆ แล้วแต่ทางจะพาไป จนไปพบสระน้ำ(หนองน้ำ)กว้างใหญ่ประมาณ ๑๐ เมตร พระภิกษุหนุ่มก็เลยหาที่ปักกลดห่างออกไปประมาณ ๑๐๐ เมตร เพราะเกรงว่าถ้าปักกลดใกล้หนองน้ำอาจจะมีสัตว์ป่ามากินน้ำ จะทำให้ไม่พอใจจึงปักกลดห่างออกไปยามรัตติกาลค่ำคืนอันดึกสงัดนี้

พระหนุ่มยังหาคำตอบกับตัวเองไม่ได้เลยว่า ขณะนี้ตัวเองอยู่ ณ บริเวณใดของประเทศ อากาศอันแสนหนาวเหน็บจนเข้ากระดูกทำให้เย็นชาไปทั้งตัว

พระภิกษุหนุ่มถึงกับอุทานขึ้นในใจตัวเองว่า “สงสัยตัวกูจะต้องกลายเป็นมนุษย์น้ำแข็งแน่ถ้านอนที่นี่” คงต้องนั่งอย่างเดียวตลอดทั้งคืนนี้

พอเวลาดาวช้างกลับหัวจะตกดินประมาณตี ๐๓.๐๐ ถึง ๐๔.๐๐ น.พระภิกษุหนุ่มก็ได้ยินเสียงช้างร้องเหมือนมันตกใจดังสนั่นไปทั้งป่าเสียงนั้นดังมาจากทางหนองน้ำ เหมือนร้องขอความช่วยเหลือดังโหยหวนและเบาลงเรื่อย ๆ เหมือนคนใกล้ตาย ใจก็คิดอยากจะออกไปดูแต่ก็ไม่กล้า เพราะข้างนอกยังมืดมากไม่สามารถมองเห็นทางได้ประกอบกับน้ำค้างหนาจนเป็นแม่คะนิ้ง และไม่แน่ใจว่าเป็นช้างจริงหรือเปล่า ท่านจึงไม่ออกมาดู
    
รอจนสว่างเวลาประมาณ แปดโมงเช้ากว่าๆ พระภิกษุหนุ่มจึงไปที่หนองน้ำระหว่างที่กำลังมองหาทางที่จะลงไปตักน้ำและก้าวเท้าขวาลงไป จู่จู่ก็มีสิ่งประหลาดโผล่ขึ้นกลางหนองน้ำอย่างกะทันหัน

พระภิกษุหนุ่มตกใจถึงกับนั่งก้นจ้ำเบ้ากระแทกพื้น แต่กลับเข้านั่งสมาธิทันทีโดยอัตโนมัติอยู่ริมตลิ่งนั้น และยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร สิ่งนั้นก็พุ่งเข้าจู่โจมหาพระหนุ่มทันทีโดยไม่รอช้า น้ำแตกกระจายออกเป็นบริเวณกว้าง

พระหนุ่มมองเห็นเหมือนท่อนไม้พุ่งเข้ามาหาตนประหนึ่งจะคร่าชีวิต ซึ่งมันเป็นสิ่งที่แปลกว่า ท่อนไม้ทำไมถึงพุ่งมาหาตรงๆได้

พอพระหนุ่ม มองเห็นชัดๆก็ถึงกับตะลึง มันไม่ใช่ท่อนไม้อย่างที่คิดแต่มันเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่เรียกว่า พญานาค

ช่วงลำตัวใหญ่เท่าคนอ้วนน้ำหนักประมาณ ๘๐ กิโลกรัม ส่ายหัวไปมา แลบลิ้นออกมาขู่พระหนุ่มพร้อมทั้งส่งเสียงร้องดังสนั่นไปทั้งป่า แก้วหูแทบแตก เสียงนั้นคล้ายกับเสียงช้าง

พระหนุ่มเปียกปอนไปทั้งตัว ไม่รู้อะไรเลย เหงื่อไหลออกมาเป็นทาง จะกลัวหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ถ้ากลัวแล้วทำไมจึงไม่วิ่งหนี ไม่รู้ว่าหัวใจ สติอยู่ตรงไหน จะลุกขึ้นวิ่ง ขาก็หายไปไหนก็ไม่รู้ ยิ่งมันยื่นหน้ามาใกล้ๆ มองเห็นตัวมันเท่าช้างอ้วนตัวของพระหนุ่มเท่านิ้วก้อยแค่นั้นเอง

สักพักหนึ่งก็ได้สติกลับมาคิดได้ว่า “มึงพุ่งมาจริงๆ กูก็หลบทางนี้” ธรรมชาติของจิตท่านเรียกว่า (หทัยวัตถุ ) ซึ่งมีอยู่ในจิตเล็ก ๆ แต่ท่านก็นั่งสมาธิอยู่แต่ไม่มีสติ
    
เมื่อสามารถตั้งสติได้แล้วแผ่เมตตาในใจออกไปให้กับพญานาค นานประมาณสักหนึ่งชั่วโมง  เหงื่อของพระภิกษุหนุ่มก็เย็นลง ใจนิ่งขึ้นไม่ตกใจไม่กลัวตายแล้ว พร้อมกับถามออกไปว่า

 

“ท่านไม่เคยทำร้ายมนุษย์ไม่ใช่หรือ อาตมาเป็นพระภิกษุมาแสวงหาสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  หลงทางเข้ามายังหาทางออกไม่ได้ ท่านช่วยอาตมาหาทางออกจะดีกว่า และอาตมาก็จะไม่ได้รบกวนท่านอีก เพราะชีวิตทุกคนในโลกย่อมมีโอกาสหลงทางได้ เมื่อมีผู้มาชี้ทางให้แล้วก็จะต้องทำให้ถูกทางไม่ใช่หรือ ท่านพญานาค ท่านก็จะได้บุญมากด้วยเพราะท่านก็จะได้ชื่อว่าชี้ขุมทรัพย์ให้อาตมา”

 

พระภิกษุหนุ่มพูดกับพญานาค ซึ่งสงบฟังอย่างตั้งใจ พระภิกษุหนุ่มเห็นเป็นโอกาสเหมาะเพราะพญานาคสงบเย็นลง จิตของท่านสั่งการทันทีโดยอัตโนมัติ

 

ท่านเทศน์ต่อทันทีว่า "ชีวิตของสรรพสัตว์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดมาอย่างทรมานก็เพราะความหลงโดยใช้ปัญญาไปในทางที่ผิด แต่กลับคิดว่าถูก(เพราะทิฎฐิ) ความยึดในตัวตนมากเกินไปจึงทำให้ทุกข์เกิดขึ้น บางครั้งพอมีสติสัมปชัญญะก็จะไม่กล้าทำบาปทำความชั่ว ไม่พูดโกหกหลอกลวงตัวเองและผู้อื่น แต่อย่างไรก็ตามความเป็นจริงก็คือความจริง ไม่เปลี่ยนแปลง ฉะนั้นท่านก็ต้องยอมรับความเป็นจริงเสีย แล้วมาปฏิบัติธรรมตามโอกาสตามฐานะที่ท่านเป็นอยู่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญสัตว์ที่ทำผิดแล้วยอมรับความผิด แล้วหันกลับมาทำดีให้ถูกว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด ชาติภพต่อไปจะไม่ได้ทรมานยาวนานอีก"

 

พญานาคนอนสงบนิ่งประหนึ่งว่าสดับฟังอย่างตั้งใจ และร้องไห้น้ำตาไหลออกมา จากนั้นค่อย ๆ จมลงไปในน้ำ แล้วหายไป

ในชีวิตของพระหนุ่มที่ผ่านมาไม่เคยพบเจอพญานาคเลยและท่านก็ไม่เคยกลัวอะไรเลยนอกจากความตายแต่สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ท่านได้รู้จักและได้เห็น คำว่า "หทัยวัตถุ" ว่าเป็นอย่างไร ไม่ได้เห็นแล้วคิดเอาเอง แต่เห็นความเป็นจริงที่ฝังรากลึกลงอยู่ในจิตเดิมๆของสรรพสัตว์ที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ที่ต่างพยายามดิ้นรนหาทางให้ตนเองหลุดพ้น หรือ ห่างไกลความตายความสะพรึงกลัวต่ออันตรายที่จะมาทำลายชีวิตตนเอง



ผู้เฒ่า ๒๐๐๐ ปีในป่าดงดิบ

 


เมื่อพระภิกษุหนุ่มเห็นดังนั้นแล้วก็รีบกลับไปยังกลดของตนเอง ด้วยภาพที่ติดตาอยู่ตลอดเวลา และท่านก็เก็บกลดเดินทางต่ออย่างระมัดระวังมากขึ้นกว่าเดิมเพราะทราบดีว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นอีกข้างหน้านั้นมีมาก ท่านมีความรู้สึกลึกๆ ว่าท่านไม่ได้เดินอยู่ในดินแดนมนุษย์ธรรม แต่ท่านก็ไม่รู้ว่าท่านอยู่ ณ ที่ส่วนใดของโลก และท่านก็มาระลึกนึกถึงครูบาอาจารย์พ่อแม่ตลอดทั้งเจ้าป่าเจ้าเขาขอให้เดินทางปลอดภัย

พระหนุ่มเดินไปเดินมาอยู่เป็นเวลาที่ยาวนานก็ไม่พ้นป่าดิบสักที เป็นเวลาทั้ง ๗ วันแล้วอาหารบิณฑบาตก็ไม่มี ท่านก็เลยตัดสินใจว่าต่อไปนี้จะนั่งอยู่ตรงนี้แหละ ถ้าเป็นที่ของใคร อาตมาก็ขออนุญาตด้วยและก็อธิษฐานนั่งสมาธิ

ท่านนั่งไปประมาณสัก ๕ ชั่วโมงโดยไม่ลุกเลย จิตของท่านก็สงบเยือกเย็นมากขึ้นจนเข้าสู่องค์ฌานเมื่อออกจากสมาธิแล้วท่านก็ทราบว่าจะทำอะไร

พอได้เวลาสว่างท่านทำกิจทุกอย่างจนเสร็จและก็นั่งสมาธิ อธิษฐานบาตรและอุ้มบาตรออกบิณฑบาต ได้ข้าวมา ๕ ทัพพีและก็กลับที่พัก

ข้าวที่ท่านได้มานั้นมีลักษณะเหมือนข้าวหอมมะลิแต่เมล็ดยาวกว่ามาก ออกสีขาวขุ่นนิดหนึ่งมีกลิ่นที่หอมแบบมีพลัง เมื่อฉันแล้วรู้สึกอิ่มเป็นเวลานานหลายวัน พอฉันภัตตาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วท่านจึงเดินทางต่อโดยไม่รู้จุดเป้าหมายว่าจะไปที่ใด

ท่านก็เดินผ่านป่าเขาสูงต่ำไปเรื่อย ๆ โดยไม่เหน็ดเหนื่อยเลย อีกสามวันต่อมา ท่านได้พบพระผู้เฒ่าชรารูปหนึ่งสังเกตดูรูปร่างเนื้อหนังแล้วอายุประมาณ ๙๐ กว่า ขณะที่พระภิกษุหนุ่มคิดคำนวณอายุท่านอยู่นั้น

พระผู้เฒ่าพูดขึ้นว่า “เราไม่ได้อายุ ๙๐กว่า เราอายุ ๒,๐๐๐ กว่าปีแล้ว”

พระภิกษุหนุ่มก็นึกในใจว่า “พระอะไรชอบโกหก”

ท่า่นก็ตอบขึ้นมาว่า่ “หลวงปู่ไ่ม่ไ่ด้โ้กหกเป็น พระโกหกไม่ได้”

ที่ผ่านมานั้นพระหนุ่มเจอะเจออะไรมาบ้าง ท่านก็พูดเหมือนท่านอยู่ในเหตุการณ์จริงทุกอย่าง

พระหนุ่มจึงก้มลงกราบท่าน เพราะพิจารณาจากการสนทนาแล้วไม่ใช่เสือสมิงแปลงตัวมาแน่นอน

พระผู้เฒ่าก็พูดขึ้นมาว่า “แถบนี้ไม่มีเสือสมิงแต่ที่ท่านผ่านมานั้นเป็นเมืองพญานาคเขาอยู่กัน”

และหลวงปู่ก็ชี้ทางบอกว่าให้เดินไปทางโน้นพร้อมกับชี้มือบอกแล้วพูดว่า “ภาวนาไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็มีทางเดิน” และพระภิกษุหนุ่มก็กราบลาพระผู้เฒ่าแล้วก็เดินธุดงค์ต่อ โดยไม่ทราบเลยว่าท่านสนทนาอยู่กับใคร ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ท่านจะไม่ถามชื่อใคร และท่านก็ไม่ชอบยุ่งกับใคร

เมื่อท่านเดินทางมาเรื่อย ๆ แล้วก็เจอทางเดินที่สะดวกขึ้น เพราะไม่มีต้นไม้หนาทึบ ขณะที่ท่านเดินอยู่ปรากฏว่ามาเจอกับพญาเสือใหญ่สามตัว ยืนสงบนิ่งตาจ้องมองมายังพระภิกษุหนุ่ม ยืนนิ่งไม่ยอมหลีกทางให้ ตาจ้องมองเขม็งเอาจริงตามสัญชาตญาณสัตว์ป่า พระภิกษุหนุ่มก็ยืนสงบนิ่งจิตใจไม่หวั่นไหว พูดกับพญาเสือว่า "อาตมามาจากข้างหลังจะไปข้างหน้า หลีกทางให้ด้วย"

ท่านก็จ้องมองตาพญาเสือพร้อมกับแผ่เมตตาให้เทวดาที่รักษาเสือ และส่งความรู้สึกให้เสือได้สัมผัสประมาณ ๑ ชั่วโมง พญาเสือเจ้าป่าก็หลีกทางให้ บางทีเสือเหล่านี้อาจจะไม่ใช่เสือก็เป็นได้

การเดินธุดงค์นั้นลืมสติเมื่อไรก็จะได้เจอกับเจ้าป่ามาเตือนทันที ฉะนั้นพระที่อยู่ในป่าลึกจึงมีการสำรวมระวังมาก เพราะทุกย่างก้าวคือชีวิตที่ต้องแลกมา พระหนุ่มเดินอยู่ในป่าดงดิบนี้ถึงยี่สิบวัน

พระหนุ่มผู้กล้าหาญเด็ดเดี่ยวจะพบเจออะไรต่อไปในป่าแห่งนี้ และท่านจะออกจากป่าได้หรือไม่

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

ตอนที่ ๑ ศิษย์เอกหลวงปู่พิมพา

http://gotoknow.org/blog/prapastory/381886

 

ตอนที่ ๒ ความลี้ลับแห่งขุนเขา

http://gotoknow.org/blog/prapastory/381897

 

ตอนที่ ๓ กัมมัฏฐานหลวงปู่มั่น

http://gotoknow.org/blog/prapastory/381914

 

ตอนที่ ๔ ผจญพญาเสือโคร่ง

http://gotoknow.org/blog/prapastory/381925

 

ตอนที่ ๕ หลงทาง

http://gotoknow.org/blog/prapastory/381975

 

หมายเลขบันทึก: 382001เขียนเมื่อ 5 สิงหาคม 2010 14:45 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 ธันวาคม 2012 13:47 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (5)

สวัสดีค่ะ

บรรยายได้สนุกมากๆค่ะ  มองเห็นภาพราวกับว่าอยู่ในเหตุการณ์ด้วยค่ะ..แต่ตอนหน้าขอเพิ่มขนาดตัวอักษรนิดนึงนะคะ..พอดีสายตาไปทางเขาแล้วค่ะ...อิอิ...

อ่านสนุกดีจังครับ

ตัดมาจากหนังสืออะไรครับ

เรื่องเล่าจากพระป่า เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติชีวิตและประสบการณ์ในการเดินธุดงค์ของ

พระครูปลัดวีระนนท์ วีรนนฺโท : เจ้าอาวาสวัดป่าเจริญราช http://www.veeranon.com/

เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารกระแสใจ วารสารเผยแพร่ธรรมของวัดป่าเจริญราชค่ะ

มีการเผยแพร่ในเวป http://www.veeranon.com/ จำนวน 7 ตอนเท่านั้นค่ะ

เพราะผู้เขียนๆไว้เท่านี้ค่ะ

คุณคงชอบป่าสิน่ะครับ ถึงได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับป่าได้...ส่วนตัวผมนั้นชอบป่าเข้าเส้นเลือดเลย..ว่างที่เป็นต้องเข้าป่าทุกที่เลยเพราะที่บ้านมีป่าครับคุณแพรภัทร..

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
L3nr
ระบบห้องเรียนกลับทาง