สรุปบทความภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม โดย นายสุนทร โลหะกุล กลุ่มเทศบาลหนองบัวอุบลราชธานี
สรุปแลกเปลี่ยนความเห็นโดยนางยมนา แก้วคล้าย
บทความ ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม และประโยชน์ที่ได้จากการอ่าน
บทความของรศ. สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์ สถาบันราชภัฎเชียงราย ปี 2545
สังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากผลความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ จุดหนึ่งจุดใดจะส่งผลกระทบแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความเสื่อมโทรมด้านจริยธรรมของสังคมที่มาจากสาเหตุของการยึดวัตถุมากกว่าความดี ผู้นำสถานศึกษาน่าจะเป็นความหวังของการเป็นแบบอย่างที่ดีด้านจริยธรรมต่อครู นักเรียน และบุคคลอื่น สังคมมีความคาดหวังด้านจริยธรรมจากผู้บริหาร ต้องการให้เป็นสถาบันแห่งศีลธรรม ที่ช่วยกำหนดปทัสถานของสังคม .เป็นต้นแบบ ด้านศีลธรรม การตัดสินใจเรื่องใด ๆ ของผู้บริหารต้องอยู่บนเหตุผลค่านิยมทางศีลธรรม เป็นหลักมากกว่าหลักการอื่นใด การบริหารจะต้องยึดหลักการทุ่มเทเพื่อให้เกิดบรรยากาศให้นักเรียน ได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข (ดี เก่งและมีความสุข) การแสดงออกเชิงศีลธรรมของผู้นำนอกจากสามารถมองเห็นได้จากการประพฤติปฏิบัติปกติประจำวันแล้ว ผู้นำยังต้องทำให้นโยบายต่าง ๆ และโครงสร้างของโรงเรียนแฝงด้วยค่านิยมเชิงจริยธรรมในการเป็นผู้นำที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม ผู้บริหารจึงมักพบกับความอึดอัดใจที่จะต้องตัดสินใจทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งที่เห็นว่าดีกว่าอีกทางเลือกหนึ่งในเกณฑ์เชิงจริยธรรม ทั้งนี้เพราะบางครั้งประเด็นเชิงจริยธรรมไม่ใช่การเลือกระหว่างผิดหรือถูก แต่เป็นเรื่องของอย่างไหนที่เหมาะสมกว่ากัน การสร้างความตระหนักทางจริยธรรมให้เกิดขึ้นในหน่วยงานได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการทางจริยธรรม คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ไม่เพียงกำหนดกฎระเบียบทางการ แต่ยังมีหน้าที่สร้างจิตสำนึกต่อประเด็นทางจริยธรรม ช่วยดูแลให้ครูอาจารย์ผู้บริหารปฏิบัติตามแนวทางแห่งจรรยาบรรณของวิชาชีพ ให้คำแนะนำต่อผู้บริหารในการแก้ไขประเด็นปัญหาจริยธรรมที่เกิดขึ้นในโรงเรียน เป็นต้น ประโยชน์ที่ได้รับจากบทความนี้ ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมจะเป็นประโยชน์ถ้าหากผู้บริหารได้นำคุณธรรมจริยธรรมมาใช้ในการบริหารงานในหน่วยงานและตัวผู้นำจะต้องเป็นคนที่มีคุณธรรมซึ่งจะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ตามมีคุณธรรมสูงขึ้นไปด้วย ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมจึงเหมาะที่ผู้นำจะนำมาปฏิบัติในสภาพสังคมปัจจุบัน 2.สรุปบทความ ภาวะผู้นำกับการสร้างทีมงาน บทความของรองศาสตราจารย์สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์ สถาบันราชภัฏเชียงราย ทฤษฎีภาวะผู้นำส่วนใหญ่ในปัจจุบัน พฤติกรรมของผู้นำจะเกี่ยวข้องกับ 3 เรื่องสำคัญ (1) มุ่งงาน (2)มุ่งคน และ (3) เข้าใจสถานการณ์และรู้จักปรับบทบาทตนเองให้เหมาะสมต่อไปนี้จะเลือกกล่าวถึงพฤติกรรมของผู้นำบางประเภทโดยสังเขป เพียงเพื่อให้เห็นว่าผู้นำแบบใดที่มีพฤติกรรมเหมาะแก่การเป็นผู้นำทีมงาน (Team leadership) ได้แก่ผู้นำแบบบุรุษเหล็ก / สตรีเหล็ก (Strongman) ผู้นำแบบแลกเปลี่ยน (Transactor) ผู้นำแบบนักวิสัยทัศน์ (Visionary hero) และผู้นำแบบชั้นยอด (SuperLeader) ผู้นำแบบบุรุษเหล็ก / สตรีเหล็ก (Strongman) เป็นผู้นำที่ใช้คำสั่งทำให้เกิดอิทธิพลต่อผู้ตาม เนื่องจากสมัยก่อนผู้นำส่วนใหญ่เป็นผู้ชายจึงนิยมเรียกผู้นำว่า ผู้นำแบบบุรุษเหล็ก ผู้นำแบบนี้ใช้อำนาจที่มากับตำแหน่งของตน ด้วยวิธีข่มขู่ให้เกรงขาม เป็นคำสั่งที่ลงให้ลูกน้องจำต้องยินยอมปฏิบัติตามอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ที่ชัดเจนของผู้นำแบบนี้ ก็คือ ผู้นำเผด็จการทหาร ผู้นำแบบแลกเปลี่ยน (Transactor) เป็นผู้นำที่ใช้รางวัล (rewards) เป็นเครื่องแลกเปลี่ยนกับการปฏิบัติตามของผู้ตามรางวัลหรือผลประโยชน์แลกเปลี่ยนจึงเป็นแหล่งสำคัญที่ทำให้ผู้นำมีอิทธิพลต่อผู้ตามให้ยินยอมปฏิบัติตามที่ผู้นำ มีความภักดีต่อหัวหน้าหรือต่อหน่วยงาน ตลอดจนการช่วยสนับสนุนให้เจริญก้าวหน้าด้านหน้าที่การงานถ้าลูกน้องคนนั้นสามารถทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมายที่หัวหน้ากำหนดไว้ ผู้นำแบบนักวิสัยทัศน์ (Visionary hero) เป็นผู้นำที่ใช้บุคลิกภาพและความสามารถพิเศษ (charisma) ของตนเป็นเครื่องมือ เกิดอิทธิพลกระตุ้นให้เกิดแรงดลใจขึ้นแก่ผู้ตามให้อยากทำตามอย่างที่ผู้นำทำ ทั้งนี้เพราะเกิดความเลื่อมใสศรัทธาต่อตัวผู้นำ ผู้นำแบบนี้บางคนก็เรียกว่า ผู้นำโดยบารมี เราจึงเรียกผู้นำแบบนี้ว่า ผู้นำแบบนักวิสัยทัศน์ (visionary hero) ผู้นำแบบนี้จึงกล้าคิดกล้าทำ กล้าเปลี่ยนแปลง กล้าท้าทายต่อสิ่งใหม่ ๆ แต่มุ่งการได้ประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นสำคัญ ผู้นำแบบนี้คนมักยกย่องเหมือนวีรบุรุษ เช่น มหาตมะคานธี ผู้กอบกู้เอกราชให้อินเดีย ผู้นำแบบชั้นยอด (SuperLeader) เป็นผู้นำที่มุ่งพัฒนาผู้ตาม เพื่อให้สามารถนำตนเอง จนในที่สุดผู้ตามก็แปรสภาพไปเป็นผู้นำโดยอัตโนมัติ มีบางคนเรียกผู้นำแบบนี้ว่า “ผู้นำแบบมอบอำนาจเบ็ดเสร็จ” (empowering leader) ผลที่คาดหวังก็คือความผูกพันของผู้ตามต่องาน / หน่วยงานจะเพิ่มมากขึ้น ผลเชิงจิตวิทยาก็คือ ความรู้สึกเป็นเจ้าของ (ownership) เกิดขึ้น และที่สำคัญคือ ผู้ตามได้พัฒนาทักษะในการนำตนเองตลอดจนความรู้สึกเป็นผู้นำตนเองหรือการเป็น “นายตัวเอง” ได้ในที่สุด จากผู้นำทั้งสี่แบบที่กล่าวมาแล้ว ช่วยให้เราพอที่จะมองเห็นถึงอิทธิพลของผู้นำที่มีต่อทีมงานได้ไม่มากก็น้อย ต่อไปนี้จะขอหลอมรวมแนวคิดของทฤษฎีต่าง ๆ ด้านภาวะผู้นำ แล้วจัดออกเป็น 2 มิติ มิติแรก มองผู้นำในแง่การใช้อำนาจ (power orientation) เช่น ผู้นำแบบบุรุษเหล็ก ผู้นำแบบชั้นยอด มิติที่สอง ลดลงถึงระดับที่ผู้นำยอมปล่อยมืออนุญาตให้ผู้ตามได้ทำงานกันอย่างมีอิสระสูง นำทั้งสองมิติดังกล่าวมาผสมผสานกันดังภาพจะเกิดแบบของผู้นำซึ่งมีผลต่อทีมงานมากน้อยต่างกันขึ้น 4 แบบ ดังนี้ ผู้นำแบบอำนาจเด็ดขาด (Overpowering leadership) เป็นผู้นำแบบเผด็จการที่เข้าไปควบคุมกำกับทีมงานอย่างใกล้ชิดเพื่อให้บังเกิดผลตามที่ตนต้องการ ภารกิจของทหารขณะอยู่ในสมรภูมิข้อเสียผู้นำเผด็จการคืออำนาจเด็ดขาดที่ใช้จะไปทำลายความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และความกระตือรือร้นของทีมงานลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำแบบไร้อำนาจ (Powerless leadership) เป็นผู้นำที่เผด็จการแต่ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับงานของทีมงาน โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวกับงานที่ทำประจำวัน อย่างไรก็ตามผู้นำแบบนี้ยังคงแสดงอำนาจในการควบคุมทีมงานอย่างเด่นชัด โดยต้องเป็นผู้พิจารณาว่าทีมงานจะต้องทำงานอย่างไร อิสระและเสรีภาพที่ทีมงานได้รับดังกล่าวจะถูกผู้นำยกเลิกทันทีที่ความเห็นนั้นไม่เป็นที่ถูกใจหรือตรงกับที่ผู้นำคิด ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ เมื่อผู้นำไม่ใส่ใจต่อการทำงานของทีมทำให้ทีมงานขาดโอกาสได้พัฒนาทักษะในการทำงานที่สูงขึ้นทำให้ทีมงานอ่อนแอลงไม่อาจสร้างผลงานที่มีคุณภาพได้อีกต่อไป และอาจล่มสลายในที่สุด ผู้นำแบบสร้างอำนาจ (Power-building leadership) เป็นผู้นำที่เป็นประชาธิปไตยและมีความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของทีม จึงเป็นแบบของผู้นำที่ครอบคลุมผู้นำแบบนักวิสัยทัศน์ (visionary hero) และผู้นำแบบชั้นยอด (SuperLeader) ไว้ด้วยกัน แต่มีความเป็นผู้นำแบบแลกเปลี่ยน (transactor) อยู่บ้างเล็กน้อย โดยผู้นำแบบนี้จะให้คำแนะนำ และสอนทักษะสำคัญแก่ทีมงาน แล้วค่อยปล่อยให้ทีมงานมีอิสระมากขึ้นในการตัดสินใจต่าง ๆ เกี่ยวกับงานอย่างไรก็ดี การที่ผู้นำแบบนี้เข้าไปมีส่วนร่วมเชิงรุกกับทีมงาน ย่อมส่งอิทธิพลเหนือทีมงานบ้างไม่มากก็น้อย แม้ว่าผู้นำจะมีพฤติกรรมเป็นประชาธิปไตยก็ตาม เช่น การกำหนดทิศทางและเป้าหมายเชิงกลยุทธ์มักถูกกำหนดโดยผู้นำ แต่ก็ถือเป็นข้อดีในระยะที่ทีมงานยังขาดทักษะและความเชี่ยวชาญที่จะนำตนเอง ผู้นำแบบมอบอำนาจเบ็ดเสร็จ (Empowered leadership) เป็นผู้นำที่เป็นประชาธิปไตยแต่ไม่เข้าไปก้าวก่ายการทำงานของทีมงานหรือมีพฤติกรรมแบบเชิงรับ (passive) โดยผู้นำปล่อยให้ทีมงานมีอิสระอย่างเต็มที่ในการกำหนดกระบวนการทำงานและกลยุทธ์ในการทำงานให้สำเร็จได้ด้วยทีมงานเอง ผู้นำแบบมอบอำนาจเบ็ดเสร็จจึงตรงกับผู้นำแบบชั้นยอด (SuperLeader) ประโยชน์ที่ได้จากการอ่านบทความภาวะผู้นำกับการสร้างการสร้างทีมงานซึ่งพฤติกรรมของผู้นำที่เกี่ยวข้อง คือ มุ่งงาน มุ่งคน เข้าใจสถานการณ์และรู้จักปรับบทบาทของตนเองให้เหมาะสมดังนั้นบทความนี้ผู้นำที่มีพฤติกรรมที่เหมาะสมแก่การสร้างทีมงานเป็นผู้นำแบบมอบอำนาจเดเสร็จซึ่งเป็นผู้นำชั้นยอดสมควรที่จะให้เกิดขึ้นในพฤติกรรมของผู้ที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้ต่อไป 3. สรุปบทความภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ของรศ.ดร.อุทัย บุญประเสริฐปีที่ 1 ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน 2549 ภาวะผู้นำเป็นกระบวนการที่ผู้นำเป็นผู้ที่ชักนำ จูงใจ ชี้นำ ใช้อิทธิพลหรืออำนาจที่มีอยู่ในรูปแบบต่างๆชี้นำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ยินดีเต็มใจในการกระทำการให้มีความกระตือรือร้นในการทำงานตามที่ผู้นำต้องการซึ่งสิ่งที่ผู้นำในโรงเรียนในอนาคตควรมีเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาภาวะผู้นำน่าจะประกอบด้วย1. ความสามารถเชิงวิสัยทัศน์การวางแผนและการกำหนดเป้าหมาย 2. ความสามารถในการทำงานแบบมีส่วนร่วม 3.ความสามารถในการสื่อสารที่มีประสิทธิผล 4. ความสามารถในการสร้างทีมงาน 5.ความสามารถในกระบวนการตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม 6.ความสามารถในการจัดการกับปัญหา 7.ความสามารถในเรื่องการสร้างสรรค์นวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์และการริเริ่มในการเปลี่ยนแปลงองค์การ ประโยชน์ที่ได้จากการอ่านบทความ สามารถนำแนวทางประยุกต์ใช้เป็นในการนำเอาองค์ความรู้นี้ไปวิเคราะห์ว่าประเด็นใดที่สามารถดำเนินการได้ก่อน-หลังและนำไปส่งเสริมให้บุคลากรในสถานศึกษามีความสามารถที่จะเป็นผู้นำได้ในบางสถานการณ์เพื่อการทำงานที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพต่อไป