ชื่อผลงานวิจัย ภาวะผู้นำของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1
ชื่อผู้วิจัย นางอภิวรรณา แก้วเล็ก
ความเป็นมา
กรมสามัญศึกษาได้ให้ความสำคัญในการจัดและส่งเสริมการมัธยมศึกษา โดยมีความมุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักในบทบาทหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดีของชาติ ดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ผลการประเมินคุณภาพทางการศึกษาทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย พบว่า ยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าพึงพอใจ เนื่องจากประสบกับปัญหาด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กรมสามัญศึกษากำหนด ปัญหาด้านงบประมาณไม่เพียงพอ ปัญหาด้านพฤติกรรมการใช้ภาวะผู้นำของผู้บริหาร การใช้ภาวะผู้นำของผู้บริหารในปัจจุบันมีแนวคิดใหม่ว่า ผู้นำจะต้อมีภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพ (transformational leadership) คือ มีทรรศนะกว้างไกล ทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจในการทำงานมากขึ้น
วัตถุประสงค์
1. เพื่อทราบภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษาเขตการศึกษา 1
2. เพื่อทราบประสิทธิผลของการดำเนินการของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1
3. เพื่อทราบภาวะผู้นำแบบใดที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการดำเนินการโรงเรียนมัธยมสังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1
กลุ่มตัวอย่าง
ประชากร ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 ปีการศึกษา 2541 ซึ่งผู้บริหารโรงเรียนมีระยะเวลาดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 1 ปีการศึกษาขึ้นไป จำนวน 105 โรงเรียน เป็นผู้บริหาร 105 คน และครูผู้สอน 7,571 คน รวม 7,676 คน
ข้อสรุปผลการวิจัย
ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารโรงเรียนใช้ภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยนและแบบเปลี่ยนสภาพอยู่ในระดับปานกลาง และใช้ภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยนมากกว่าภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยนส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน 2 มิติ คือ 1) ด้านความสามารถในการผลิตนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง 2) ด้านความสามารถในการพัฒนานักเรียนให้มีทัศนคติทางบวก ส่วนภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนทั้ง 4 มิติ คือ 1) ด้านความสามารถในการผลิตนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง 2) ด้านความสามารถในการพัฒนานักเรียนให้มีทัศนคติทางบวก 3) ด้านความสามารถในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาโรงเรียนให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี 4) ด้านความสามารถในการแก้ปัญหาในโรงเรียน
ข้อเสนอแนะ
1. ควรมีการศึกษาถึงภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนและทีมบริหารในเวลาเดียวกันเพื่อได้รูปแบบที่หลากหลาย
2. ควรมีการวิจัยเปรียบเทียบการใช้ภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียน ระหว่างภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยนกับภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพ
3. ควรศึกษาถึงการใช้ภาวะผู้บริหารโรงเรียนในเขตการศึกษาอื่น ๆ
สรุปงานวิจัย เรื่อง "การพัฒนาการนิเทศภายในโดยภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาและครู"
การวิจัยและพัฒนาการนิเทศภายใน โดยภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาและครู เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมวัดดีหลวง
วัตถุประสงค์
(1) เพื่อพัฒนาการนิเทศภายในโดยภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาและครูโรงเรียนมัธยมวัดดีหลวง
(2)เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมวัดดีหลวง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่ทำหน้าที่ผู้นิเทศ จำนวน 12 คน
2. ครูผู้รับการนิเทศ จำนวน 54 คน
3. นักเรียนโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง จำนวน 1,769 คน
การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของนักเรียนใช้ตารางของ Krejcie และ Morgan (1970: 608) ค่าความเชื่อมั่น 95% มีความคลาดเคลื่อน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 317 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
(1) แบบสังเกตชั้นเรียน
(2) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู
(3) แบบประเมินตนเองของนักเรียนที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้
(4) แบบบันทึกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ปีการศึกษา 2550 กับ ปีการศึกษา 2551
(5) แบบบันทึกเปรียบเทียบผลการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการประเมินรอบแรกและรอบสองของโรงเรียนมัธยมวัดดีหลวง 5±
สรุปผลการวิจัย
1. การพัฒนาการนิเทศภายในโรงเรียนมัธยมวัดดีหลวงโดยใช้ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่ทำหน้าที่ผู้นิเทศได้ดำเนินการตามลำดับขั้นตอนของการบริหารคุณภาพวงจร Deming และพัฒนาการนิเทศภายใน ตามลำดับขั้นตอนของกระบวนการวิจัยปฏิบัติการ P-A-O-R รวม 2 วงรอบ โดยใช้รูปแบบการนิเทศภายในแบบควบคุมเชิงบริหาร ผสานกับรูปแบบการนิเทศภายในแบบคลินิก ผลการพัฒนาการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้พบว่า พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูโรงเรียนมัธยมวัดดีหลวง ภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 โดยพบว่า พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ภาคเรียนที่ 1 มีคุณภาพโดยรวมระดับปานกลางและพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ภาคเรียนที่ 2 มีคุณภาพโดยรวมระดับดี
2.ผลการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้จากการพัฒนาการนิเทศภายในโดยภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาและครูโรงเรียนมัธยมวัดดีหลวงพบว่า
(1) นักเรียนมีความคิดเห็นว่า ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ครูมีการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยรวมอยู่ในระดับมาก และนักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยรวมในระดับมากที่สุด พฤติกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ นักเรียนมีความรู้ชัดเจนเกี่ยวกับเนื้อหาสาระของวิชาต่างๆ นักเรียนใส่ใจกับความรู้สึกของเพื่อนและโดยภาพรวมนักเรียนมีความสุขในการเรียน
(2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนมัธยมวัดดีหลวง ในปีการศึกษา
2549 สูงกว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในปีการศึกษา 2550 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
(3) ผลการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมของโรงเรียนมัธยมวัดดีหลวง
พบว่า ผลการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในการประเมินรอบสอง มีคุณภาพโดยรวม ในระดับดีมากโดยพบว่า มาตรฐานที่ 9 ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและมาตรฐานที่ 5 ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร มีคุณภาพในระดับดี
ข้อเสนอแนะทั่วไป
1.ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความสำคัญกับการบริหารงานนิเทศภายและสร้าง
ความตระหนักความเข้าใจในบทบาทของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในงานนิเทศภายใน รวมทั้งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการนิเทศภายใน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีการรับรู้มีความเข้าใจที่ตรงกัน
2.หน่วยงานที่รับผิดชอบงานนิเทศภายในควรมีการจัดทำแผนพัฒนางานนิเทศภายใน
โรงเรียนโดยกำหนดรูปแบบกระบวนการและขั้นตอนการปฏิบัติงานให้ครูทุกคนได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานและสามารถปฏิบัติงานนิเทศภายในให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน
3.ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความสำคัญกับการใช้ภาวะผู้นำของผู้นิเทศให้สัมพันธ์กับรูปแบบหรือกระบวนการนิเทศภายในและความต้องการของผู้รับการนิเทศ เพื่อให้ผู้นิเทศ
กล่าวโดยสรุป ผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพกระทำในสิ่งต่อไปนี้
• ทำงานอย่างมีจิตสำนึก ด้วยใจรักและมีความภูมิใจต่องานที่ทำ
• แสดงพฤติกรรมที่เป็นตัวอย่างในสิ่งที่ต้องการกระตุ้นให้ผู้อื่นกระทำ
• ประพฤติปฏิบัติอย่างเสมอต้นเสมอปลายตลอดเวลา
• คิดออกไปนอกกรอบของงานไปสู่อนาคต (คิดแบบหลุดโลก)
• เสริมแรงและพยายามผลักดันให้วิสัยทัศน์สู่อนาาคตอยู่ในกระแสขององค์การตลอดเวลา
• ใช้การสื่อสารทางวาจาอย่างมีประสิทธิผล
• ไม่พูดไร้สาระหรือพูดซ้ำซากแต่ขาดความจริงใจ
• ปรับระดับของภาษาที่ใช้ให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟัง
• ปฏิสัมพันธ์เป็นรายบุคคลและพบปะพูดคุยแบบสองต่อสองกับผู้ร่วมงาน
• พยายามศึกษาให้เข้าถึงบุคลิกภาพที่แท้จริงของผู้ร่วมงานรายคน
• คิดหาวิธีใหม่ที่ดีกว่าในการทำงานอยู่ตลอดเวลา
• กระตุ้นคนอื่นให้คิดหาวิธีใหม่ที่ดีกว่าในการทำงานอย่างสม่ำเสมอ
• กระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการริเริ่มทดลองใหม่ ๆ ขึ้น โดยไม่มีการตำหนิใครเมื่อการปฏิบัติงานดังกล่าวพบความล้มเหลว
• แสวงหาความคิดช่วยเหลือจากผู้ตามพร้อมทั้งเต็มใจรับข้อมูลป้อนกลับจากผู้ตาม
• เอาใจใส่แก้ปัญหาขั้นตอน กฎระเบียบต่าง ๆ ที่ทำให้งานล่าช้า (Red – Tape) และเป็นอุปสรรคอยู่ตลอดเวลา
• คลุกคลีและปรากฎตัวอยู่ในที่ทำงานกับผู้ร่วมงานเป็นประจำ