(ภาพจากกิจกรรม สุนทรียสนทนา) 3 สิ่งที่ครูฟาต้องมี 1.แรงบันดาลใจ 2.กระบวนการ 3.ธรรม 1.แรงบันดาลใจ เป็นแรงบันดาลใจในการจะเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของมนุษย์ให้ดีขึ้น ตั้งแต่ระดับตัวเองจนถึงสังคมรอบๆข้าง การที่จะมีแรงบันดาลใจนั้น ครูฟา ก็คือผู้เปลี่ยนแปลงสังคมนั่นเอง การเปลี่ยนแปลงสังคม มาจากความคิดที่ว่า สังคมที่เราอยู่นี้ มีวิกฤติ มีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับ โดยเฉพาะในมิติของจิตใจ ครูฟาจะมีแรงบันดาลใจได้ คงต้องมาจากคำถามแรกที่บ่งบอกถึงพรหมวิหารธรรมที่มีอยู่ในจิต นั่นก็คือความกรุณา เมื่อจิตอยู่ในระดับปกติ อยู่ในความดีงาม อยู่ในความสุขที่พอเพียง เราจะเห็นว่าสิ่งที่อยู่รอบๆข้างเรานั้น ไม่ปกติ น่าเห็นอกเห็นใจ และเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก ขัดแย้ง บีบคั้น และเต็มไปด้วยความปรารถนา อยากได้ อยากใหญ่ ใจแคบที่นำมาซึ่งการเบียดเบียนกันมากมาย และเราจะเกิดความกรุณาต่อตัวเองและผู้อื่นอย่างใหญ่หลวง ซึ่งสิ่งนี้เราไม่สามารถเสแสร้งจิตได้ บางคนเป็นมาโดยกำเนิด มีจิตที่ดี มีความกรุณาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่สำหรับครูฟาผู้ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ชีวิตที่อุดมกว่า ย่อมต้องผ่านการฝึกตัวเอง ให้คลื่นกรุณา ได้ทำงานอย่างเต็มที่ คลื่นพรหมวิหารธรรมนั้น สำคัญ มันเป็นธรรมชาติของจิตที่ทุกคนสัมผัสได้ โดยไม่ต้องเสแสร้ง ปรุงแต่ง แกล้งทำขึ้นมา เมื่อจิตของเรามีความกรุณาระดับหนึ่ง เราจะมองเห็นเพื่อนร่วมทุกข์ และอยากเห็นเพื่อนมนุษย์พ้นทุกข์ร่วมกัน ก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจใหญ่หลวง ที่จะทำงานเพื่อที่จะพาตัวเองและผู้อื่นนั้นพ้นทุกข์ด้วย งานกระบวนการเรียนรู้นั้น เป็นงานที่สำคัญในการจะเปลี่ยนแปลงมนุษย์ พัฒนาจิตมนุษย์ได้ ถ้าปราศจากการมองเห็นถึงวิกฤติ คือทุกข์ของตัวเอง ของครอบครัว ของสังคม แล้ว ครูฟาจะไม่มีพลังเลย จะไม่มีพลังที่จะทำงานด้วยใจจริงๆ อาจจะทำไปตามหน้าที่ เป็นไปอย่างเรียบเฉยเท่านั้น ในการมองให้เห็นถึงวิกฤตินี้ อาจจะสามารถแบ่งเป็นสองระดับ คือ ระดับความคิดและระดับประจักษ์แจ้งด้วยตัวเอง ระดับความคิดก็คือได้จากการอ่าน ฟัง การเห็น หรือสัมผัสอย่างหยาบๆ เราเห็นวิกฤติมากมายในสังคมใบนี้ ที่เด่นชัดและชัดเจนที่สุดก็คือ วิกฤติของโลกทางเนื้อหนัง หรือบริโภคนิยม วัตถุนิยม และวิกฤติทางด้านความขัดแย้ง สองสิ่งนี้คือ ทุกข์ที่เราเห็นกันอยู่ทั้งในระดับตัวเอง ครอบครัว และระดับสังคมโดยรวมด้วย เราคงไม่ต้องกล่าวกันหรือขยายความกันมากในระดับประจักษ์แจ้ง สิ่งนี้ขอให้เราสงบนิ่ง ใช้สติ ด้วยใจที่เป็นกลางเถิด เราจะเห็นว่า โลกกำลังพากันทำลายล้างกันเอง ด้วยไฟคือโลภะ โทสะ โมหะ นี่คงไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริง แต่เป็นการสะกิด เพื่อที่จะให้มนุษย์ได้ทบทวนตัวเอง อย่างตรงไปตรงมาและจริงจังที่สุด และครูฟาคือผู้ที่จะต้องตระหนักถึงวิกฤติมากกว่าใครๆ “วิสัยทัศน์” ครูฟาไม่สามารถที่จะเห็นเพียงวิกฤติธรรมดาๆ แล้วก็มองผ่านไปได้ ต้องเห็นเป็นระบบและเชื่อมโยงได้ว่า ตัวเอง ความทุกข์ และสังคมนั้น เชื่อมโยงกันอยู่ และจะพากันเปลี่ยนแปลงหรืออยู่ให้รอดอย่างมีความสุข มีจิตวิญญาณที่ดีงามร่วมกันได้อย่างไร ปราศจากซึ่งวิสัยทัศน์เช่นนี้ เราก็คงจะกลายเป็นคนที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ คือเห็นปัญหาอยู่แต่มิได้มีความรับผิดชอบอันใด ครูฟาต้องไม่เป็นอย่างนั้น ครูฟาต้องเห็นว่า 1.ตัวเองเชื่อมโยงกับสังคม กับคนอื่นอยู่ ตัวเราทุกข์สังคมก็ย่อมทุกข์ด้วย ตัวเรามีกิเลสมากขึ้น บริโภคนิยมมากขึ้น สังคมก็เป็นอย่างนั้นไปด้วย ตัวเราพร่องศีลธรรมไม่ดีไม่งาม สังคมก็ได้รับผลกระทบนั้นไปด้วย ตัวเราดีงาม ตัวเรายิ้ม สังคมก็จะดีงามและยิ้มกับเราไปด้วย ครูฟาต้องมองการไกลและเชื่อมโยงตัวเองกับสังคมรอบๆข้างได้ ครูฟาเข้าใจถึงความเป็นหนึ่งเดียวของตัวเองกับสังคมอย่างถึงจิตถึงใจจริงๆ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวอย่างที่เขาว่ากัน 2.ตัวเรามีศักยภาพที่จะพาตัวเองและสังคมพ้นทุกข์ได้ ครูฟาต้องมั่นใจอย่างอาจหาญแน่วแน่ได้ว่า ตัวเองสามารถพัฒนาตัวเอง เราจริงจัง มีความเพียร มีการตั้งใจฝันที่ดีงาม คือความปรารถนาที่ดีงามว่า เราจะต้องเรียนรู้ทั้งหลายทั้งปวงไม่ว่าจะเป็น กระบวนการ เทคนิค ทักษะ ที่จะทำให้ตัวเองและผู้อื่นพ้นทุกข์ร่วมกันได้ 3.ปัญหาสังคมนั้นสักวันก็จะมาถึงตัวเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คงไม่ใช่สักวันหนึ่งแม้แต่ขณะนี้ ปัจจุบันนี้ สิ่งต่างๆก็กระทบเราอยู่ทุกวัน คนอารมณ์ก็แปรปรวนกันมากขึ้น ใช้ใจกันน้อยลง ห่างเหิน ฯลฯ แล้วจะไม่พลอยทำให้เราต้องใช้พลังในการจัดการตัวเองให้อยู่ในที่แบบนี้อย่างมากมายได้อย่างไร เราต้องสูญเสียพลังและความสุขจากวิกฤติเหล่านี้ไปมากเท่าไร ครูฟาต้องเห็นน้ำตลอดสายของความทุกข์ยากในสังคมและเห็นตัวเองโดนผลกระทบตลอดเวลา สำหรับคนที่เชื่อว่าชาติหน้ามีจริงๆก็คงจะเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า การทำงานด้วยแรงบันดาลใจเช่นนี้ จะพาเราได้กลับมาอยู่ในโลกหรือภพภูมิที่สวยงามกว่าเดิม นี่เป็นแรงบันดาลใจที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่มาก 4.เห็นว่าเรื่องของจิตใจ คุณธรรมเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง ครูฟาคงปฏิเสธข้อนี้กันไม่ได้ เป็นภารกิจหรือหน้าที่ที่จะต้องทำ เข้าใจว่า จิตที่ถูกฝึกดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ ไม่ว่าครูฟาคนนั้นจะเติบโตมาในสังคมแบบใด ถูกชักพา ถูกครอบถูกอาชีพอะไรหล่อหลอมมาเท่าใด แต่ครูฟา จะต้องมองเห็นอย่างแจ่มชัดว่า ทุกอย่างเกิดแต่จิตและจบด้วยจิต ปราศจากซึ่งการฝึกจิต ปราศจากซึ่งกุศลจิต ปราศจากซึ่งการคิดแยบคายใคร่ครวญ แยกแยะไม่ได้ว่าอันไหนคือกุศลจิตอันไหนคืออกุศลจิต เป็นไปได้เหลือเกินว่า ต้องไร้เรี่ยวแรงในการทำงานกับคน ทำงานกับทักษะจิตใจมนุษย์ไปอีกนาน และจิตของครูฟานั่นเองที่สำคัญที่สุด ที่ควรฝึกให้ดีก่อนใครๆ และมากกว่าความรู้หรือการเรียนรู้เรื่องใดๆทั้งหมดทั้งสิ้น