เรียนรู้วิธีการฝึกหัดเพลงอีแซว
จากจุดเริ่มต้นจนถึงขั้น
การแสดงอาชีพ
ตอนที่ 3 ฝึกหัดร้องทำนอง
เพลงอีแซว
โดย ชำเลือง มณีวงษ์ กลุ่มกิจกรรมการแสดงเพลงอีแซว
เครือข่ายนันทนาการต้นแบบประเทศไทย รุ่นที่ 1
ครูเพลงในสมัยโบราณ หรือเมื่อครั้งที่ผมหัดเพลงพื้นบ้านนี่เอง ครูเพลงที่สอนผมท่านก็จะร้องให้ฟังเป็นบท ๆ ไป เช่น ว่าบทไหว้ครูให้ฟัง ว่าเพลงออกตัวให้ฟัง ที่สนุกมากตอนที่ท่านแนะนำเพลงประคารมเพราะว่าท่านจะต้องเป็นทั้งพ่อเพลงและแม่เพลงว่าเพลงทีละฝ่าย ต่อมาก็เป็นเพลงที่มีประโยชน์หรือเล่นเป็นเรื่องสั้น ๆ แล้วก็มาสุดท้ายที่เพลงลา อวยพรให้กับท่านเจ้าภาพ เราไปขอเป็นศิษย์ก็ต้องจำเอา ขอบทเพลงจดไปท่อง ว่าตามครูไปก่อนตรงไหนว่าไม่ตรงท่านก็จะให้ว่าใหม่ ทำซ้ำ ๆ จนท่านพอใจดีอย่างวันที่ผมไปหัดเพลงกับป้าอ้น จันทร์สว่าง ผมพอร้องเพลงอีแซวได้บ้างแล้ว
ความจริงการร้องทำนองเพลงอีแซวจะว่าร้องยากก็ยาก จะว่าร้องง่ายก็ง่าย แต่สำหรับตัวผมเอง ขอยอมรับว่าไม่ง่ายดังที่ใจเราคิด บางท่านบอกว่าฝึกหัดวันเดียวก็ร้องได้แล้ว ร้องได้นะได้อยู่ แต่ว่าร้องได้ในระดับใด ในความหวังของผู้ถ่ายทอดและผู้รับการถ่ายทอด คงไม่คิดแค่ร้องได้เสียแล้วแต่การร้องนั้นจะต้องได้รับความสนใจ (มีคนดูไม่ว่าจะมากหรือน้อย) แต่ยังมีขั้นที่สูงขึ้นไปอีกที่จะต้องพัฒนา
- จากร้องได้ พัฒนาให้ถึงขั้นร้องได้อย่างถูกต้อง ตามรูแบบของเพลงอีแซว
- จากร้องได้อย่างถูกต้องตามรูปแบบ พัฒนาไปสู่การร้องได้ดีมีความน่าสนใจ
- จากความสามารถร้องได้อย่างน่าสนใจ พัฒนาไปถึงขั้นมีเสียงร้องที่สดใส
- จากการบังคับเสียงให้มีความสดใส พัฒนาไปเป็นความโดเด่นเฉพาะตัว
- จากความโดเด่นเฉพาะตัว พัฒนาไปสู่การแสดงด้วยลีลาท่าทางที่สวยงาม
- จากลีลาท่าทางที่สวยงาม พัฒนาไปสู่การสร้างอารมณ์ชวนให้หลงใหล
- จากการสร้างอารมณ์ชวนให้หลงใหล พัฒนาไปสู่เวทีการแสดง
- จากเวทีการแสดงพัฒนาสู่การแสดงในระดับมืออาชีพ มีรายได้เป็นค่าตอบแทน
นักแสดงทุกคน เมื่อขึ้นไปยืนอยู่หน้าเวที ต่างก็ต้องการให้มีผู้คนสนใจ มีคนดูไม่ว่าจะมีมากหรือมีน้อยก็คือตัวชี้วัดความสามารถของนักแสดง
- หากมีคนดูมากก็แสดงถึงความสำเร็จที่นักแสดงทุกคนใฝ่ฝัน
- ถ้ามีคนดูน้อย ก็แสดงถึงคุณภาพที่ยังจะต้องปรับปรุง พัฒนากันต่อไป
- แต่ถ้าไม่มีคนดูเลย หลาย ๆ ครั้งก็สมควรที่จะพิจารณาเปลี่ยนเส้นทางใหม่
ผมเคยนำนักแสดงไปทำการแสดง ณ สถานที่หนึ่ง ตรงจุดนี้เป็นที่รวมคนจำนวนมาก เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย วันที่ผมนำเด็ก ๆ ไปแสดงมีการบันทึกเทปโทรทัศน์ ฟรีทีวีช่องหนึ่งด้วย เราแสดงกันตั้งแต่เวลาสี่โมงเย็นไปจนเกือบสามทุ่มผู้ชมนั่งให้กำลังใจเพลงพื้นบ้านกันจนเสร็จสิ้นรายการบันทึกเทปโทรทัศน์
อีกครั้งหนึ่งผมนำคณะเพลงอีแซว สายเลือดสุพรรณฯ ไปทำการแสดง ณ ที่เดิม เวทีเดิม แต่การแสดงเป็นตอนเช้า ประมาณ 10.00 น. พอเด็ก ๆ เริ่มร้องเพลงไหว้ครู ท่านผู้ชมก็ทยอยมากันต่อเนื่องจนสถานที่นั่งชมไม่มีที่ว่างและยังได้รับกำลังใจ ได้รับรางวัลน้ำใจจากท่านผู้ชมอีกด้วย อะไรเล่าที่ทำให้ท่านผู้ชมสละเวลามานั่งชมเพลงอีแซวที่ล้าสมัยได้ตลอด 2 ชั่วโมงเศษ แล้วอะไรเล่าที่ทำให้ผู้ชมไม่มีมาชมเพลงที่หน้าเวที ผมได้ติดตามไปชมอีกหลายครั้ง ณ เวทีแห่งนี้ บางคณะมีท่านผู้ชมมานั่งดูไม่ถึง 10 คน บางคณะไม่มีคนดูเลยแม้แต่ที่นั่งเดียว ตรงนี้จะต้องเก็บเอามาคิด

มิใช่พูดแต่เพียงว่า คณะของเราได้รับรางวัลชนะเลิศที่นั่นที่นี่ เมื่อนั้นเมื่อนี้ ระดับนั้นระดับนี้ หากความสามารถเหมาะสมกับรางวัล จะต้องมีคนดูมาให้กำลังใจบ้างบางคณะมีพิธีกรพูดว่า “ต่อไปนี้ท่านจะได้ชมเพลงอีแซวคณะ.....ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศมาจาก.......เล่นดีหรือไม่ดีขอเชิญท่านชมกันเอาเอง” ปรากฏว่าพอเริ่มแสดงคนดูก็หายไปจนหมด เหลือแต่ที่นั่ง ในการพูดนำพูดได้แต่ไม่ควรเกริ่นนำจนเกินไป เพราะรางวัลที่ได้รับในแต่ละครั้งได้มาจากคนที่ชอบเพียง 5-7 คน (กรรมการ) บางเวทีอาจจะน้อยกว่านี้เสียด้วยซ้ำ
เสียงร้องของนักแสดงที่เปล่งออกไปผ่านเครื่องขยายเสียงต้องถูกบังคับเสียงให้มีความเหมาะสมกลมกลืนน่ารับฟัง เสียงต้องมีเสน่ห์ชวนให้ไหลหลง อ้าวแล้วจะทำอย่างไรถ้าเสียงไม่ดีอยู่แล้ว ในการร้องเพลง เสียงที่เปล่งออกไปจะต้องผ่านการบังคับให้มีทำนองเพลง (เสียงสูง ต่ำ ช้า เร็ว) ได้แก่
- บังคับเสียงร้องให้มีระดับเสียงสูง เสียงต่ำได้อย่างกลมกลืน
- จะต้องลากเสียงร้องให้ยาวออกไปในตอนท้ายวรรค มีหางเสียง
- จะต้องดันเสียงขึ้นและแผ่วลงมิให้เสียงสูง เสียงต่ำหายไป หลบเสียง
- จะต้องร้องแบบยืดคำและรวบคำให้กระชับลงจังหวะได้อย่างพอดี
- จะต้องแบ่งคำร้องและเว้นวรรคได้อย่างมีชีวิตชีวา
- ฝึกร้องให้มีความคมชัด สดใส สะอาดเกลี้ยงเกลา ไม่คลุมเครือ
- เสียงที่ร้องออกไปจะต้องเต็มพลัง เต็มที่ (ร้องสุดคำ)
หากแต่การแสดง จะต้องนำเอาการปรุงแต่งเข้ามาผสมผสาน มิใช่นำเอาความจริงมาเสนอ คำร้องที่ออกมาจากนักแสดงจะต้องเป็นคำร้องที่ได้ผ่านระบบการกลั่นกรองมาเป็นอย่างดีกว่าที่จะออกไปเข้าหูผู้ฟังในแต่ละสถานที่ ตรงนี้เองจึงทำให้การแสดงเพลงพื้นบ้านเต็มไปด้วยศิลปะ ลีลาท่าทาง อารมณ์ความรู้สึกที่คล้อยตามนักแสดงบนเวทีจนไม่อยากที่จะลาไป
แต่ว่าเด็ก ๆ จะฝึกฝนอย่างไร แกคงทำไม่ได้รวดเร็วตามที่ครูผู้สอนอยากให้เป็น ผมต้องรอเวลานักแสดงบางคนกว่าที่จะเป็นแม่เหล็กของวงได้ รอจนขึ้นชั้น ม.6 ปีสุดท้ายของการเรียน โดยทั่วไปพ่อเพลง แม่เพลงจะเรียนอยู่ชั้น ม.4-6 ส่วนรุ่นน้อง ๆ ก็เป็นลูกคู่ไปก่อน มีบ้างเหมือนกันที่ทำหน้าที่เป็นนักร้องนำได้ตั้งแต่อยู่ชั้น ม.2-3
วิธีร้องทำนองเพลงอีแซวควรเริ่มฝึกหัดร้องไปตามธรรมชาติก่อนส่วนการบังคับเสียงใช้วิธีค่อยแก้ไขไปทีละคำ กระทำบ่อย ๆ ผู้ร้องจะจับจุดได้ว่า ตัวอักษรใดควรยกเสียงสูง และคำร้องใดควรร้องด้วยเสียงต่ำ หลักการที่ผมได้รับมาจากครูเพลงเก่า ๆ ท่านแนะนำมาก็คือ
- ร้องตามบทเพลงด้วยเสียงพูดธรรมดาแต่มีการแบ่งวรรคตอนให้ถูกต้อง
- ฝึกร้องลากเสียงตรงรอยต่อที่จะต้องเว้นวรรคในแต่ละตอน
- ฝึกร้องรวบคำเมื่อมีคำยาว ๆ จะต้องเก็บคำร้องให้ลงจังหวะ
- ฝึกร้องเสียงสูงในคำต้นของวรรคที่ 2 เพื่อให้น่ารับฟัง
- คำลงเพลงในบทหนึ่ง ๆ จะต้องร้องด้วยเสียงต่ำ (เสียงสามัญ)
- เมื่อขึ้นต้นบทใหม่ฝึกร้องเอื้อนเอ่ยว่า “เอ๊ย..” ลากเสียงให้ยาวออกไป
- อักขระวิธี มีความสำคัญจะต้องออกเสียงให้ถูกต้องและชัดเจน
ครูเพลงรุ่นเก่า ๆ ท่านก็ร้องไม่เหมือนกัน แต่ฟังแล้วคล้าย ๆ กัน ความแตกต่างอยู่ที่ความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละท่านว่าจะมีคำร้องที่เรียกว่า โหนเสียง ห้อยท้าย หลบเสียง หลิ่วเสียง เอื้อนแทรก เล่นลูกคอหรือมีหางเสียง จะเห็นได้ว่าไม่ได้ออกเสียงแบบปกติธรรมดาแต่มีการควบคุมบังคับเสียงให้มีความไพเราะน่าฟังนั่นเอง

เพลงออกตัว อย่าลืมของไทย
--------------------------------------
แฟนๆ ที่เคารพ เรามาพบกันแล้ว (เอย...)
มาดูเพลงอีแซว กันให้แซบเข้าไส้
เพลงพื้นบ้านมาแล้ว อีแซวสุพรรณ
กลัวจะไม่หวานมัน เหมือนเพลงสมัยใหม่ๆ
กลัวไม่ฮิตติดอันดับ กลัวไม่ประทับใจท่าน
เพราะเป็นของโบราณ กลัวจะสูญสลาย
ขอให้ท่านอุปถัมภ์ อย่าให้ถลำเสียหลัก (เอย...)
โปรดจงช่วยอนุรักษ์ แล้วเพลงไทย (เอย...)
ปัจจุบันคนไทย อยู่ในสมัยเสรี
ของใหม่ๆ เขาก็ มีกันมามาก
ศิลปะของไทย กำลังจะหายห่างเหิน
ลิเกละครน้อยเกิน เพราะสังคมกลับกลาย
ตั้งแต่ดิสโก้ เข้ามาระบาดในบางกอก
มีทั้งฮาร์ดทั้งร็อก นิยมกันมากหลาย
ไม่ว่าแก่หรือหนุ่ม ชาวไร่ชาวนา
ดิสโก้กันก๋า บ้างก็ยืนบิดกาย
ไม่เห็นจะดีตรงไหน ไปสนิทสนม (เอย...)
โปรดอย่าได้ทับถม ศิลปะของไทย (เอย..)
เพราะศิลปะของไทย กำลังจะหายไปทุกที
จะทำอย่างไรกันดี คิดแล้วน่าเสียดาย
ของไทยที่ทำ อย่ามองว่าต่ำแตกต่าง
ไปหลงรอยฝรั่ง เขาเลี้ยงเราเมื่อไร
พี่น้องไทยที่รัก อย่าลืมของไทยเลย
อย่ามองของไทยเชย โปรดเอาไว้ใช้
ทั้งลิเกของเก่า หนุ่มสาวไม่สน (เอย... )
ปล่อยให้มันร่วงหล่น แทบจะไม่เหลืออะไร (เอย... )
เพลงอีแซวเพลงฉ่อย คนไทยไม่ค่อยศรัทธา
เหมือนดังเรือขาดท่า แล้วศิลปะของไทย
วัฒนธรรมตะวันตก เข้ามาถกเถือ
หมดความเค็มแล้วหรือเกลือ บ้านเมืองกลับกลาย
ของกินของใช้ ว่าของไทยแท้ๆ
ไม่มีใครเหลียวแล เอาของนอกมาไล่
มาอนุรักษ์ของเก่า ให้ไทยเราได้เกิด (เอย... )
มารักษาไว้เถิด นะพี่น้องชาวไทย (เอย.. )
-----------------------------------------
ประวัติเพลงอีแซว โดย ขวัญจิต ศรีประจันต์
-----------------------------------------------------
บรรจงจีบสิบนิ้ว ขึ้นหว่างคิ้วทั้งคู่ (เอิง เงอ เอ๊ย) คิ้วทั้งคู่
เชิญรับฟังกระทู้ เอ๋ยแล้วเพลงไทย (เอ่อ เอ้อ เอ๊ย) แล้วเพลงไทย
เชิญสดับรับรส กลอนสดเพลงอีแซว
ฝากลำนำตามแนว เพลงอีแซวยุคใหม่
เพลงอีแซวยุคใหม่ ผิดกับสมัยโบราณ
ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน นับวันจะสูญหาย
ถ้าขาดผู้ส่งเสริม เพลงไทยเดิมคงสูญ (เอิง เงอ เอ๊ย) แล้วคงสูญ
ถ้าพ่อแม่เกื้อกูล ลูกก็อุ่นหัวใจ (เอ่อ เอ้อ เอ๊ย) อุ่นหัวใจ
อันว่าเพลงพื้นเมือง เคยรุ่งเรืองมานาน
สมัยครูบัวผัน และอาจารย์ไสว
ประมาณร้อยกว่าปี ตามที่มีหลักฐาน
ที่ครูบาอาจารย์ หลายๆ ท่านกล่าวไว้
ทั้งปู่ย่าตายาย ท่านก็ได้บอกเล่า (เอิง เงอ เอ๊ย) ได้บอกเล่า
การละเล่นสมัยเก่า ที่เกรียวกราวเกรียงไกร(เอ่อ เอ้อ เอ๊ย)แล้วเกรียงไกร
ในฤดูเทศกาล เมื่อมีงานวัดวา
ทอดกฐินผ้าป่า ก็เฮฮากันไป
หรือยามตรุษสงกรานต์ ก็มีงานเอิกเกริก
งานนักขัตฤกษ์ ก็เอิกเกริกกันใหญ่
ประชาชนชุมนุม ทั้งคนหนุ่มคนสาว
ทั้งผู้แก่ผู้เฒ่า ต่างก็เอาใจใส่
ชวนลูกชวนหลาน ไปร่วมงานพิธี (เอิง เงอ เอ๊ย) งานพิธี
ถือเป็นประเพณี และศักดิ์ศรีคนไทย (เอ่อ เอ้อ เอ๊ย) แล้วคนไทย
ที่จังหวัดสุพรรณ ก็มีงานวัดป่า
คนทุกทิศมุ่งมา ที่วัดป่าเลไลยก์
ปิดทองหลวงพ่อโต แล้วก็โมทนา
ให้บุญกุศลรักษา มีชีวาสดใส
ได้ทำบุญทำทาน ก็เบิกบานอุรา
สุขสันต์หรรษา ทั่วหน้ากันไป
ได้ดูลิเกละคร เวลาก็ค่อนคืนแล้ว (เอิง เงอ เอ๊ย) ค่อนคืนแล้ว
เพลงฉ่อยเพลงอีแซว ก็เจื่อยแจ้วปลุกใจ(เอ่อ เอ้อ เอ๊ย) แล้วปลุกใจ
หนุ่มสาวชาวเพลง ก็ครื้นเครงล้อมวง
เอ่ยทำนองร้องส่ง ตั้งวงรำร่าย
ร้องเกี้ยวพาราสี บทกวีพื้นบ้าน
เป็นที่สนุกสนาน สำราญหัวใจ
เพลงพวงมาลัย บ้างก็ใส่เพลงฉ่อย (เอิง เงอ เอ้ย) แล้วเพลงฉ่อย
ทั้งลูกคู่ลูกข้อย ต่างก็พลอยกันไป (เอ่อ เอ้อ เอ๊ย) พลอยกันไป
ผู้ที่จะต้องมีบทบาทสำคัญคือ ครู ซึ่งจะต้องเป็นต้นแบบเป็นต้นเสียงให้นักเรียนได้ฟังทำนองเพลงอีแซวก่อนว่า มีแนวทางในการร้องอย่างไร ถ้าได้ครูเป็นต้นแบบที่ดี มีความสามารถสูง ลูกศิษย์ก็จะได้แนวทางในการฝึกปฏิบัติที่ตรงทาง ถูกต้อง ไม่มีผิดเพี้ยนไปจากรูปแบบของเพลงอีแซวที่แท้จริงครับ
ติดตาม ตอนที่ 4 ฝึกร้องได้แล้ว จะร้องลงเพลงอย่างไร