ผมมีความฝันมากมายที่อยากจะทำในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ บางอย่างลงมือทำไปแล้ว มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ บางอย่างยังไม่ได้ฤกษ์ลั่นระฆังลงมือทำสักยกเลยก็ว่าได้
หนึ่งในความฝันมากมายนั้น ผมเฝ้าฝันว่าสักวันหนึ่งผมจะเล่าเรื่องสถานที่สำคัญๆ ที่ร้อยรัดอยู่กับวิถีชีวิตของนิสิตให้จงได้
บางทีมันอาจะเป็นมุมเล็กๆ ที่ถูกกาลเวลาถมทับไปแล้ว หรือบางทีอาจเป็นเรื่องของมุมๆ หนึ่งที่หยัดยืนท้าทายยุคสมัย หรือแม้แต่มุมใดมุมหนึ่งที่กำลังเสื่อมทรุดไปตามกาลเวลา...
ครับ,ผมพูดเสมอมาในทุกๆ เวทีว่า เราต้องมีเรื่องเล่าของเราเอง...เพราะเรื่องเล่าต่างๆ จะเป็นหมุดทางประวัติศาสตร์ของเรา และทุกที่ก็ไม่เคยปราศจากเรื่องเล่า เพราะเรื่องเล่าคือรากเหง้าของเราเอง ที่ใดปราศจากเรื่องเล่า ที่นั่นก็ไม่ต่างอะไรจากการปราศจากซึ่งรากเหง้าด้วยเหมือนกัน
ดังนั้น ผมถึงบอกว่า "มุมความสุขเล็กๆ ของชาวมมส" เกิดขึ้นได้เสมอ และมุมที่ว่านั้น ก็ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ได้ด้วยเหมือนกัน
จนวันหนึ่ง, น้องๆ จากองค์การนิสิต ก็ได้เข้ามารบเร้าและออกอาการบังคับขู่เข็ญไปในตัว โดยให้ผมได้เขียนถึงเรื่องเล่าต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เพื่อนำไปลงในหนังสือรับน้องใหม่
แรกเริ่มรับรู้นั้นดีใจเป็นที่สุด เพราะนานมากโขเลยทีเดียวกับการไม่มีหนังสือรับน้องใหม่ ดังนั้นจึงตกปากรับคำอย่างมั่นแม่นว่าจะช่วยเขียนให้อย่างไม่อิดออด แต่ครั้นพอถามว่า “จะเอาวันไหน” เท่านั้นแหละ “...ลมแทบจับ” เพราะกำหนดการนั้น มันช่างน่ารักน่าชังซะเหลือเกิน...

พวกเขายืนยันว่าถ้าผมสามารถเขียนให้เร็วได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี เขียนให้ภายในสองสามวันยิ่งดีใหญ่
แต่ประทานโทษเถอะพี่น้อง มันเรื่องเดียวเสียที่ไหน เพราะที่ว่านั้นมันมีมาให้เขียนกันตั้งหลายเรื่อง ไหนจะเรื่องสามแยกปากหมา, เรื่องศาลกระดิ่ง,เรื่องรับน้อง,เรื่องสัตว์ประจำรุ่น ฯลฯ พวกเขานึกยังไงไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ พวกเขาทำราวกับผมเป็น “ตู้วรรณกรรมเคลื่อนที่” ไปแล้วยังไงยังงั้น
ฉะนี้แล้ว ด้วยความเป็นคนรักเด็ก (แต่แสดงออกด้วยวาจาไม่เก่ง) จึงจำต้องขีดเขียนให้เสร็จสรรพภายในไม่กี่นาที เรียกได้ว่าไม่มีโอกาสพลิกฟื้นข้อมูลทางเอกสาร หรือสัญจรไปสัมภาษณ์ใครๆ เลยก็ว่าได้ เพราะด้วยเงื่อนเวลาอันบึ้งตึงนั้น พลอยให้ผมต้องทำการปลุกเสกความทรงจำอย่างเร่งด่วน แต่ด้วยอายุอานามของความทรงจำที่นับวันจะดูผุกร่อนและโทรมชราขึ้นทุกวัน จึงได้แต่การพยายามกอบเก็บเอาความทรงจำที่กระจัดกระจายของตัวเองมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกันให้ได้มากที่สุด (เท่าที่จะพึงกระทำได้)
ลองอ่านดูครับ สำหรับเรื่องต่างๆ ที่ผมเปรยบ่นมาข้างต้น เรื่องแต่ละเรื่องยืนยันว่าเขียนขึ้นแบบ “ด่วนดิบ” ทั้งนั้น...
.........................................................................................................
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อศาลพระภูมิเจ้าที่แปลงเปลี่ยนเป็น “ศาลกระฆัง” (ศาลกระดิ่ง)
...
ไม่รู้ยังไง ทำไมนิสิตสมัยนี้เรียกชื่อสถานที่ตรงนั้นว่า “ศาลระฆัง” (ศาลกระดิ่ง)
หรืออาจเป็นเพราะสถานที่ที่ว่านั้น เต็มไปด้วยระฆังใบเล็กๆ ห้อยระโยงระยางเป็นพุ่มเป็นพวงเต็มไปหมดหรือไรก็ไม่รู้
แต่ที่แน่ๆ อยากจะบอกตรงนี้เลยว่า สถานที่ตรงนี้อันที่จริงก็คือ “ศาลพระภูมิเจ้าที่” นั่นเอง


ในยุคก่อนเป็น “มมส” (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม : มศว มหาสารคาม) ศาลพระภูมิเจ้าที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจของนิสิตและบุคลากรเป็นอย่างมาก เป็นต้นว่า ก้าวแรกของนิสิตที่เข้ามาสู่มหาวิทยาลัย พี่ๆ ก็จะพาไปกราบไหว้พร้อมๆ กันทุกคน ซึ่งจะเป็นกิจกรรมเล็กๆ กิจกรรมหนึ่งในช่วงประชุมเชียร์ ครั้นพอถึงวันส่งพี่ปี 4 หรือโครงการส่งเทียนส่องทาง ผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็จะพานิสิตปีที่ 4 ไปกราบลาอีกครั้ง และช่วงนั้นก็จะเป็นห้วงเวลาประมาณหลังเที่ยงคืนต้นๆ...
ไม่เพียงเท่านั้น ศาลพระภูมิที่ว่านี้ ยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจในเรื่องอื่นๆ อาทิ ยามเจ็บไข้ได้ป่วยเราก็ไปกราบขอพรและอธิษฐานกันที่นั่นเสมอ จะสอบแต่ละที ก็เห็นได้ชัดว่ามีนิสิตไปบนบานศาลกล่าวอย่างเนืองแน่น ศาลทั้งศาลก็จะเต็มไปด้วยพวงมาลัย และดอกไม้ธูปเทียน และที่สำคัญหนุ่มสาวหลายคนก็เกี่ยวก้อยร้อยใจพาคนรักไปอธิษฐานขอพรกันที่นั่นเสมอๆ ด้วยหวังว่าความรักของพวกเขาจะมั่นคงยาวยืน,ชั่วฟ้าดินสลาย

สำหรับวันนี้ ศาลพระภูมิเจ้าที่ดูจะรกครึ้มและขรึมขลังอย่างบอกไม่ถูก ตัวศาลถูกห่มคลุมด้วยใบไม้อันดกหนา แถมบริบทรายรอบตัวศาลพระภูมิยังหลากล้นไปด้วยระฆังระโยงระยางเต็มไปหมด จนมองจากบางมุมก็แทบมองไม่ทะลุไปถึงตัวศาลพระภูมิ ครั้นเมื่อใดที่สายลมแผ่วผ่านมาต้องสัมผัสกับระฆังหรือกระดิ่งหลากรูปหลากสไตล์ ก็พลอยเกิดเสียงกังวานใสไล่เรียงกันเป็นจังหวะๆ ราวกับมีคนไปเดินเคาะและแกว่งไกวให้ต้องลมก็ไม่ปาน

จวบจนบัดนี้ ถึงแม้นิสิตที่พักอาศัยที่ “มอใหม่” อาจไม่คุ้นเคยนักกับ “ศาลพระภูมิ” (ศาลระฆัง,ศาลกริ่ง) เท่านิสิต “มอเก่า” ก็เถอะ แต่สำหรับผมแล้วถึงแม้เวลาจะล่วงผ่านมาเกือบยี่สิบปี แต่พอนึกถึงทีไร ภาพเก่าๆ ก็ยังแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เลยทีเดียว
....
หมายเหตุ
ปรับปรุงเนื้อหาจากหนังสือรับน้องใหม่ ปี 2553
เคยเห็นแถวมอดินแดง มีขอคะแนน ด้วยครับ เคมี๘๐ ชีวะ๗๕ โอ้ชีวิต
สวัสดีครับ
แวะมาอ่านเรื่องเล่าศาลระฆังนะครับ
การขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำให้เราเชื่อมั่น มั่นใจ และ มีสิ่งยึดเหนี่ยวเพื่อผ่านพ้นเรื่องยากๆอย่างมีสติ รู้เท่าทันนะครับ
ขอบพระคุณครับ...
ศาลพระภูมิ ที่มอดินแดงน่ารักจังค่ะคุณแผ่นดิน มีกระดิ่งๆ น่ารักมากมายเป็นเอกลักษณ์เลยนะคะเนี่ย ทำให้หวนคิดถึงช่วงอยู่เชิงดอยเลยค่ะ ไว้จะรออ่านเรื่องต่อไปนะคะ ;)
บางคนเขาแยะระหว่างศาลพระภูมิกับศาลเจ้าที่ว่า......คนละอย่างกัน
ศาลพระภูมิจะมีเสาตรงกลางเสาเดียว ส่วนศาลเจ้าที่จะมีสี่เสา ( ไม่ได้เกี่ยวกับบ้านของใครเลย )....ลองสังเกตดู
ที่บ้านจะมีแต่ศาลเจ้าที่ เพราะเคยมีคนขายผ้าไหมจากทางอิสานมาทักเมื่อเห็นหน้า ( ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยในชีวิต ) ว่ามีผู้หญิงแก่ๆนุ่งขาวห่มขาวเดินไปเดินมาอยู่หน้าบ้าน ( krugui ) ก็เลยไปซื้อศาลเจ้าที่มาตั้งไว้ให้เป็นที่อยู่พร้อมบริวารเรียบร้อย
พอมาอีกครั้งหนึ่ง พี่สะใภ้มาเยี่ยม ( ไม่เคยมาที่บ้านมาก่อนเพิ่งครั้งแรก ) ตกกลางคืนฝันว่ามีคนแก่นุ่งขาวห่มขาวมาบอกตัวเลข...แน่ะ ( เราอยู่มาตั้งนานไม่เคยมาบอกอะไรเลย ) ปรากฎว่าถูกเลขกันโดยถ้วนหน้าเป็นที่ฮือฮามาก ( ยกเว้นเจ้าของบ้าน...ฮา )
สิ่งเหล่านี้มันเป็นความเชื่อและเป็นความสุขทางใจ...ของใครของมันนะคะ
...เล่าเถอะค่ะจะติดตามอ่าน...และหวังว่ากระดิ่งที่แขวนเสียงที่ดังคงจะเป็นเสียงที่เตือนให้นักศึกษามีความเชื่อมั่นในความดีความสามารถของตนมากกว่าความเชื่อลมๆๆแล้ง..เชื่อโชคชตาขอหวยอย่างที่เป็นอยู่..ทั้งนอกและในสถาบัน..ออะะ...สวัสดี..ยายธีค่ะ
เรียนท่านอาจารย์แผ่นดิน
เรื่องความเชื่อเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนนะคะ โดยเฉพาะชาวอีสานบ้านเฮาจะเคารพและศรัทธาสิ่งที่มองไม่เห็นมากเลย ตอนที่ดิฉันผ่าตัดใหญ่(ตัดออกหมดทั้งมดลูก ท่อรังไข่และรังไข่) พอแผลหายดีพี่สาวก็เชิญหมอบ้านมาทำพิธีสเดาะเคราะห์พาไปรดน้ำมนต์ด้วย ทั้งๆที่เราเป็นพยาบาล "เอาล่ะจะทำอะไรก็ทำ" พวกพี่ๆก็สบายใจ ดิฉันเองก็สบายใจด้วย ถ้าเราเชื่อและศรัทธากำลังใจก็มาเองค่ะ
สวัสดีครับ คุณแผ่นดิน
มีรูปรับน้อง สมัยที่คนในครอบครัว ทำกิจกรรมที่ มศว.มหาสารคาม
บรรยากาศ ร่มคริ้ม ได้อารมณ์ รับน้องดีแท้
..
จะลองสอบถาม เจ้าตัวดูว่า...เคยไปไหว้สถานที่แห่งนี้ด้วย หรือ ไม่
มาเยี่ยมบันทึกนี้ ด้วยความระลึกถึง ครับ
1. ศาล คือ ศาลา ที่พักเพื่อให้ หายเหนื่อย หายทุกข์..แต่ก็ไม่ค่อยอยากไปขึ้นศาล.. 2. เจ้าประจำศาล..คือ ผู้ที่อาศัย/เป็นใหญ่ในศาล..ศาลพระภูมิตามบ้านเรือน มีเสาเดียว ไม่มีประตู ด้านหลัง เขาว่ามี เทพประจำ ชื่อ เทพชัยมงคล (ส่วนศาลพระพรหม มักจัดไว้สำหรับองค์กร/ หน่วยงาน/สถานที่สาธารณะ มีสี่ประตู)..สำหรับ ศาลตา-ยาย จะมี สี่เสา เป็นที่อยู่ของผีผู้ดูแล คุ้มครองสถานที่(บ้าน)นั้นๆ (เขาว่า เป็นคน(ผี)ละผี กับผีเรือน.. ทั้งหมดนี้ จะมีขนาดเล็กจำลองส่วน 3. ต่างกะ ศาลเจ้า ของคนจีน ที่ ต้องมีผู้อาศัยอยู่ดูแลกิจการ..ซึ่ง คนไทย เอามาประยุกต์เป็น ศาลเจ้า แม่ ศาลเจ้าพ่อ ศาลพ่อปู่ และต่อมาพัฒนาเป็นสำนักเพื่อการบริหารจัดการ ...ทั้งหมดนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวจากประสบการณ์แบบพื้นๆของคนแก่ คนนึง..55555...(ที่รู้สึกรักและผูกพันกับ ม.สารคาม แม้จะไม่เคยไปเลย..แปลกนะ)
ศาลนี้ปัจจุบันมีอยู่ใหมคะ ไม่เคยเห็น
ดิฉันเรียนที่ มมส. เช่นกันคะ
น่าสนใจดีจัง ที่ศาลเจ้าพ่อมอดินแดง คงมีเรื่องเล่าน่าสนใจมากมายเช่นกันค่ะ
สวัสดีค่ะอ.แผ่นดิน
***เรื่องเล่าศาลระฆัง.. แปลก... เป็นที่ยึดเหนี่ยวของผู้ใกล้ชิด แค่มาแล้วสบายใจก็น่าจะเป็นวิถีทางแห่งความสุขแล้วค่ะ
*** ขอบคุณนะคะที่ทำให้ได้มาเรียนรู้
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ
ขอให้ผมสอบภาค ก ผ่านทีเถิด
เห็นมีพวกโมบาย กรุ๋งกริ๋งด้วยนะคะ
พอมาอยู่รวมกันมากขนาดนี้..เสียงคงกังวานดีจริงๆ