ศาลพระภูมิที่ว่านี้ ยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจในเรื่องอื่นๆ อาทิ ยามเจ็บไข้ได้ป่วยเราก็ไปกราบขอพรและอธิษฐานกันที่นั่นเสมอ จะสอบแต่ละที ก็เห็นได้ชัดว่ามีนิสิตไปบนบานศาลกล่าวอย่างเนืองแน่น ศาลทั้งศาลก็จะเต็มไปด้วยพวงมาลัย และดอกไม้ธูปเทียน

ผมมีความฝันมากมายที่อยากจะทำในมหาวิทยาลัยแห่งนี้  บางอย่างลงมือทำไปแล้ว มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ บางอย่างยังไม่ได้ฤกษ์ลั่นระฆังลงมือทำสักยกเลยก็ว่าได้ 

หนึ่งในความฝันมากมายนั้น  ผมเฝ้าฝันว่าสักวันหนึ่งผมจะเล่าเรื่องสถานที่สำคัญๆ ที่ร้อยรัดอยู่กับวิถีชีวิตของนิสิตให้จงได้ 

บางทีมันอาจะเป็นมุมเล็กๆ ที่ถูกกาลเวลาถมทับไปแล้ว หรือบางทีอาจเป็นเรื่องของมุมๆ หนึ่งที่หยัดยืนท้าทายยุคสมัย หรือแม้แต่มุมใดมุมหนึ่งที่กำลังเสื่อมทรุดไปตามกาลเวลา...

ครับ,ผมพูดเสมอมาในทุกๆ เวทีว่า เราต้องมีเรื่องเล่าของเราเอง...เพราะเรื่องเล่าต่างๆ จะเป็นหมุดทางประวัติศาสตร์ของเรา และทุกที่ก็ไม่เคยปราศจากเรื่องเล่า เพราะเรื่องเล่าคือรากเหง้าของเราเอง ที่ใดปราศจากเรื่องเล่า ที่นั่นก็ไม่ต่างอะไรจากการปราศจากซึ่งรากเหง้าด้วยเหมือนกัน

ดังนั้น  ผมถึงบอกว่า "มุมความสุขเล็กๆ ของชาวมมส" เกิดขึ้นได้เสมอ และมุมที่ว่านั้น ก็ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ได้ด้วยเหมือนกัน

 

จนวันหนึ่ง, น้องๆ จากองค์การนิสิต ก็ได้เข้ามารบเร้าและออกอาการบังคับขู่เข็ญไปในตัว โดยให้ผมได้เขียนถึงเรื่องเล่าต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เพื่อนำไปลงในหนังสือรับน้องใหม่ 

แรกเริ่มรับรู้นั้นดีใจเป็นที่สุด เพราะนานมากโขเลยทีเดียวกับการไม่มีหนังสือรับน้องใหม่   ดังนั้นจึงตกปากรับคำอย่างมั่นแม่นว่าจะช่วยเขียนให้อย่างไม่อิดออด  แต่ครั้นพอถามว่า “จะเอาวันไหน” เท่านั้นแหละ “...ลมแทบจับ”  เพราะกำหนดการนั้น  มันช่างน่ารักน่าชังซะเหลือเกิน...

 

พวกเขายืนยันว่าถ้าผมสามารถเขียนให้เร็วได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี  เขียนให้ภายในสองสามวันยิ่งดีใหญ่ 

แต่ประทานโทษเถอะพี่น้อง  มันเรื่องเดียวเสียที่ไหน เพราะที่ว่านั้นมันมีมาให้เขียนกันตั้งหลายเรื่อง ไหนจะเรื่องสามแยกปากหมา, เรื่องศาลกระดิ่ง,เรื่องรับน้อง,เรื่องสัตว์ประจำรุ่น ฯลฯ พวกเขานึกยังไงไม่รู้  แต่ที่แน่ๆ พวกเขาทำราวกับผมเป็น
“ตู้วรรณกรรมเคลื่อนที่” ไปแล้วยังไงยังงั้น 
 

ฉะนี้แล้ว  ด้วยความเป็นคนรักเด็ก (แต่แสดงออกด้วยวาจาไม่เก่ง)  จึงจำต้องขีดเขียนให้เสร็จสรรพภายในไม่กี่นาที  เรียกได้ว่าไม่มีโอกาสพลิกฟื้นข้อมูลทางเอกสาร หรือสัญจรไปสัมภาษณ์ใครๆ  เลยก็ว่าได้  เพราะด้วยเงื่อนเวลาอันบึ้งตึงนั้น  พลอยให้ผมต้องทำการปลุกเสกความทรงจำอย่างเร่งด่วน  แต่ด้วยอายุอานามของความทรงจำที่นับวันจะดูผุกร่อนและโทรมชราขึ้นทุกวัน จึงได้แต่การพยายามกอบเก็บเอาความทรงจำที่กระจัดกระจายของตัวเองมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกันให้ได้มากที่สุด (เท่าที่จะพึงกระทำได้)  

ลองอ่านดูครับ  สำหรับเรื่องต่างๆ ที่ผมเปรยบ่นมาข้างต้น  เรื่องแต่ละเรื่องยืนยันว่าเขียนขึ้นแบบ “ด่วนดิบ”  ทั้งนั้น...

 .........................................................................................................

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อศาลพระภูมิเจ้าที่แปลงเปลี่ยนเป็น “ศาลกระฆัง” (ศาลกระดิ่ง)

  

       ...
       ไม่รู้ยังไง  ทำไมนิสิตสมัยนี้เรียกชื่อสถานที่ตรงนั้นว่า “ศาลระฆัง”  (ศาลกระดิ่ง)

       หรืออาจเป็นเพราะสถานที่ที่ว่านั้น เต็มไปด้วยระฆังใบเล็กๆ ห้อยระโยงระยางเป็นพุ่มเป็นพวงเต็มไปหมดหรือไรก็ไม่รู้ 
        แต่ที่แน่ๆ อยากจะบอกตรงนี้เลยว่า  สถานที่ตรงนี้อันที่จริงก็คือ
“ศาลพระภูมิเจ้าที่” นั่นเอง

 
 

      
         ในยุคก่อนเป็น
“มมส”  (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม : มศว มหาสารคาม)  ศาลพระภูมิเจ้าที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจของนิสิตและบุคลากรเป็นอย่างมาก  เป็นต้นว่า  ก้าวแรกของนิสิตที่เข้ามาสู่มหาวิทยาลัย พี่ๆ ก็จะพาไปกราบไหว้พร้อมๆ กันทุกคน  ซึ่งจะเป็นกิจกรรมเล็กๆ กิจกรรมหนึ่งในช่วงประชุมเชียร์ ครั้นพอถึงวันส่งพี่ปี 4  หรือโครงการส่งเทียนส่องทาง  ผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็จะพานิสิตปีที่ 4 ไปกราบลาอีกครั้ง และช่วงนั้นก็จะเป็นห้วงเวลาประมาณหลังเที่ยงคืนต้นๆ...

       ไม่เพียงเท่านั้น  ศาลพระภูมิที่ว่านี้ ยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจในเรื่องอื่นๆ  อาทิ ยามเจ็บไข้ได้ป่วยเราก็ไปกราบขอพรและอธิษฐานกันที่นั่นเสมอ  จะสอบแต่ละที  ก็เห็นได้ชัดว่ามีนิสิตไปบนบานศาลกล่าวอย่างเนืองแน่น ศาลทั้งศาลก็จะเต็มไปด้วยพวงมาลัย และดอกไม้ธูปเทียน  และที่สำคัญหนุ่มสาวหลายคนก็เกี่ยวก้อยร้อยใจพาคนรักไปอธิษฐานขอพรกันที่นั่นเสมอๆ ด้วยหวังว่าความรักของพวกเขาจะมั่นคงยาวยืน,ชั่วฟ้าดินสลาย


       สำหรับวันนี้  ศาลพระภูมิเจ้าที่ดูจะรกครึ้มและขรึมขลังอย่างบอกไม่ถูก  ตัวศาลถูกห่มคลุมด้วยใบไม้อันดกหนา แถมบริบทรายรอบตัวศาลพระภูมิยังหลากล้นไปด้วยระฆังระโยงระยางเต็มไปหมด  จนมองจากบางมุมก็แทบมองไม่ทะลุไปถึงตัวศาลพระภูมิ  ครั้นเมื่อใดที่สายลมแผ่วผ่านมาต้องสัมผัสกับระฆังหรือกระดิ่งหลากรูปหลากสไตล์  ก็พลอยเกิดเสียงกังวานใสไล่เรียงกันเป็นจังหวะๆ ราวกับมีคนไปเดินเคาะและแกว่งไกวให้ต้องลมก็ไม่ปาน

 

       จวบจนบัดนี้  ถึงแม้นิสิตที่พักอาศัยที่ “มอใหม่”  อาจไม่คุ้นเคยนักกับ “ศาลพระภูมิ” (ศาลระฆัง,ศาลกริ่ง) เท่านิสิต “มอเก่า”  ก็เถอะ   แต่สำหรับผมแล้วถึงแม้เวลาจะล่วงผ่านมาเกือบยี่สิบปี  แต่พอนึกถึงทีไร  ภาพเก่าๆ ก็ยังแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เลยทีเดียว

 

 ....

หมายเหตุ
ปรับปรุงเนื้อหาจากหนังสือรับน้องใหม่ ปี 2553