“ซังกุงชเวมิอาจต่อความใดๆ ได้อีก จึงเงยหน้าขึ้นมองไทเฮาตรงหน้า กิเลสที่มิอาจสมหวัง การยึดติดที่ไม่ละทิ้งความเกลียดชัง ความน้อยใจ ความผิดหวัง ความรู้สึกทั้งมวลรวมอยู่ในสายตาทั้งคู่จนหมดสิ้น”

หลักธรรมคำคมข้อคิดชีวิตรักจากแดจังกึม 27-1

โสภณ เปียสนิท

........................................

“ซังกุงชเวมิอาจต่อความใดๆ ได้อีก จึงเงยหน้าขึ้นมองไทเฮาตรงหน้า กิเลสที่มิอาจสมหวัง การยึดติดที่ไม่ละทิ้งความเกลียดชัง ความน้อยใจ ความผิดหวัง ความรู้สึกทั้งมวลรวมอยู่ในสายตาทั้งคู่จนหมดสิ้น” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า239)

 

                ซังกุงชเวเป็นตัวละครที่แสดงอารมณ์และความรู้สึกอย่างชัดเจนว่าเป็นปุถุชนที่หนาด้วยกิเลส “กิเลสที่มิอาจสมหวัง” คือคนที่ยังติดหล่มแห่งชีวิตโดยไม่ได้เรียนรู้หลักธรรม (หลักวิชา) ใดๆ ไว้สอนใจตน ปล่อยชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้าตามแรงแห่งความปรารถนาที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน ด้วยทิฐิอันผิด นี่คือตัวอย่างแห่งคนหมู่มากในสังคมนี้ แม้ผู้อ่านและผู้เขียนอาจไม่แตกต่างกัน

 

“ส่วนซังกุงชเวนั้นต้องโทษกบฏ ให้กลายเป็นทาสกวานบีแห่งสำนักคัมยองเชจูโด กงกรรมกงเกวียนเมื่อ 4 ปีก่อน ที่ได้กระทำไว้ต่อซังกุงฮันและจังกึม ได้หวนนำพาชีวิตของซังกุงชเวกลับไปด้วย” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า239)

 

                “กรรมที่กระทำไว้แล้วย่อมติดตามผู้กระทำ เหมือนรอยล้อเกวียนหมุนตามรอยเท้าโคไป” พุทธภาษิตบทนี้เปรียบเทียบได้ซาบซึ้งกินใจ ชีวิตของซังกุงชเวบอกคุณผู้อ่านว่า คำสอนแห่งพระศาสนาเป็นเรื่องจริงที่ถูกต้องแม่นยำ เรื่องราวแห่งศาสนาเป็นเรื่องที่ควรส่งเสริมให้เยาวชนได้ศึกษาเพื่อส่งเสริมความดีงามแห่งสังคม

 

“ฤดูร้อนที่มาเยือนพร้อมกับพายุฝน ที่สุดก็ได้สั่นแผ่นฟ้าสะเทือนผืนดิน ก่อนจากไปพร้อมพายุฝนอีกครั้ง หากฝนหยุดลง ฤดูใบไม้ร่วงคงกลับมา บรรดารวงข้าวในนาคงได้ออกดอกผล พร้อมให้เก็บเกี่ยวได้แล้ว” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า240)

 

                คำบรรยายฤดูกาลในตอนนี้แสดงการผันเปลี่ยนเวียนวนไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดนิ่ง การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ไม่เพียงทำให้เกษตรกรเร่งความเพียรทำการงานเพื่อดำรงชีพเท่านั้น หากยังนำพาชีวิตของสรรพสัตว์บนโลกใบนี้ให้ค่อย ๆ เสื่อมไปทีละน้อย ๆ เหมือนการเดินทางสู่จุดสุดท้ายปลายสะพานอันยาวไกลที่เลือนลางในสายหมอกอันหม่นมัว แม้ไม่อยากก้าวแต่ก็ยังคงต้องเดินไปข้างหน้า

 

“ในกาลก่อน ยามสูญเสียไก่ฟ้าคึมเก ครั้งที่คึมยองและจังกึมได้มายังที่แห่งนี้ ต้นฮเวฮวาต้นนี้ยังสูงเพียงเสมอหลังคาเช่นเวลานี้ ต้นไม้นั้นมิได้แปรเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ผู้คนนั้น เมื่อจากไปก็หลงเหลือไว้เพียงคำร่ำลือเท่านั้น” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า240)

 

                ต้นไม้ต้นเก่าในวัยเด็กเป็นพยานแห่งความรู้สึกที่ดีต่อกันระหว่างเพื่อนร่วมวังหลวง หลายปีต่อมาต้นไม้ยังคงเจริญเติบโตช้า ๆ มองดูแล้วเหมือนเดิม ส่วนสายสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในวังหลวงแห่งนี้ ถูกกาลเวลาและการแข่งขันในหน้าที่การงานและความรักกัดกร่อนจนความรักผุพังสลายกลายเป็นความเกลียดชังคั่งแค้นเต็มห้องใจ และส่งผลร้ายแก่ผู้ที่เก็บความรู้สึกเช่นนั้นไว้เอง “ไฟแห่งโทสะและอิจฉาเผารนผู้ตกเป็นทาสจนถึงตาย”

 

“ใต้กิ่งของต้นไม้ต้นนั้น สตรีในอาภรณ์ขาว แขวนคอห้อยอยู่นั้นเป็นคึมยอง ทั้งศีรษะที่เอียงลงด้านข้าง และสองเท้าที่ยึดออก ล้วนมุ่งตรงลงหาพื้นธรณีเบื้องล่างทั้งสิ้น” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า241)

 

                ชะตากรรมอันโหดร้ายเกิดจากการเดินตามทิฐิอันผิดซึ่งเป็นแรงปรารถนาในใจส่วนลึกแห่งตนเอง การมีทิฐิอันผิดนั้นนำพาชีวิตของตนก้าวสู่จุดสุดท้ายอันไม่พึงปรารถนา เป็นบทเรียนให้อนุชนได้ตระหนักและเรียนรู้ไว้เป็นตัวอย่างว่า อย่าได้เลือกก้าวเดินบนเส้นทางสายนี้ ไม่เช่นนั้นชะตากรรมสุดท้ายคงไม่ต่างกัน