ที่มาคำคม : ว. วชิรเมธี
สวัสดี...สวีดัด ....คร๊าบ
ชาว G 2 K ผม ครู เมศ หนุ่มชุมแพ หลานชายสุดหล่อของ
เสือเพิกชุมแพ มาคราวนี้ เจอกันครั้งที่สามแล้วนะครับ ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจที่เข้าไปโพสต์ให้กำลังกันตรึม โดยเฉพาะ สาว ๆ ..หนุ่ม ๆ ก็มีนะครับ อย่าเพิ่งงอน... 2 ครั้งที่ผ่านมา มีข้อคิดดี ๆ มาฝาก มาคราวนี้อยากจะเสนอบทความที่กระผมเขียนไว้ และเคยผ่านการประกวดมาแล้วที่สพท.ขอนแก่น เขต 5 แต่ตกรอบ ........ จ๋อย...........ฮ่า ..5555555555 ฮือ.....ฮือ.......อาจจะเป็นเพราะไม่มีความสามารถ เลยไม่เข้ารอบ...
แต่บอกก่อนนะว่าบทความนี้เขียนเองและเขียนด้วยใจและเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ....เลยไม่อยากเก็บไว้อ่านคนเดียว รางวัลได้ไม่ได้...ไม่เป็นไร ...แต่กระผมอยากโชว์ ความตั้งใจจริง ถ้าท่านใดมีข้อเสนอแนะดี ๆ ในการเขียนบทความ กรุณา โพสต์เข้ามาแนะนำกันได้นะคร๊าบพี่น้อง.........
“ เชิญอ่านกันได้เลยนะครับ”.............
“คนโง่...ไม่ชอบความว่าง...เปล่าไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ” |
“คนโง่...ไม่ชอบความว่าง...เปล่าไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ”
|
“ฤา.........
เพราะใจ.....ที่ว่างเปล่า”
กำหนดจิตดูให้ดี จากชั่วถึงดี จากดีถึงว่าง จากบาปถึงบุญ จากบุญถึงว่าง จากทุกข์ถึงสุข จากสุขถึงว่าง“คนโง่ไม่ชอบความว่างเปล่าไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ” คนโง่ชอบความวุ่นวาย ชอบเอร็ดอร่อย ชอบสนุกสนุกสนาน ไม่รู้ว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใดการนอนหลับ คือ เวลาที่จิตว่างเปล่า เงียบสงบ ทุกสิ่งหยุดการเคลื่อนไหว สมองไม่ได้คิดอะไร จิตใจไม่วุ่นวาย ไม่กังวลนี่คือความสุขที่แท้จริง หลายคนคิดอย่างนั้น แต่สำหรับตัวผม.......มัน ไม่ใช่ความจริง มีบางสิ่งบางอย่างที่ผมได้พบและประสบกับตัวเอง การค้นพบครั้งนี้ทำให้รู้ว่า คนที่เป็นเด็ก ถ้าถูกขัดเกลาหล่อหลอม
จากเบ้าหลอมชั้นดี จะทำให้เป็นเด็กที่มีจิตใจงดงาม การประพฤติปฏิบัติ
อยู่ในกรอบแห่งความดีงามมีศีลธรรม ไม่วุ่นวาย ไม่สับสน ไม่ดิ้นรน
รู้จักความพอดี.....พอเพียง และการค้นพบความสุขที่เกิดจากใจของตนเอง
ทุก ๆ วันพระ ผมเห็นและได้สัมผัสเด็ก ๆ โรงเรียนแห่งหนึ่ง
นั่น คือโรงเรียนบ้านแห่ประชานุเคราะห์ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น
เด็ก ๆได้มาปฏิบัติธรรม เจริญภาวนา สวดมนต์และฟังธรรมทุกวันพระ ณ อุทยานแห่งธรรมะวัดป่าบ้านแห่ ในแต่ละครั้งที่ผมได้สัมผัสเด็ก ๆกลุ่มนี้ มองแววตาของทุกคน เปี่ยมล้นด้วยความสุข ราวกับดอกไม้ที่แรกรับความชุ่มฉ่ำของน้ำค้างยามเช้าเมื่อได้รับแสงแห่งธรรม ก็มีความเบิกบาน ผ่องใส เหมือนพบแสงสว่างที่ส่องนำทางให้ก้าวเดินไป
ทีละก้าวๆ....ทุกก้าวย่างที่เดิน เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ ทั้งกาย และ ใจ มิใช่การบังคับ เป็นการปฏิบัติที่เป็นกิจวัตรที่ไม่สามารถหยุดได้...เปรียบเสมือนการรับประทานอาหารเพื่อบำรุงร่างกาย คนเราต้องรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ ร่างกายของเราจึงจะสมบูรณ์แข็งแรง ถ้าจิตใจของเราได้สัมผัสรสแห่งธรรมทุก ๆ วัน ก็เป็นการรับประทานอาหารใจ เพื่อสร้างจิตให้เกิดความสุข สงบ และค้นพบหนทางที่ดับทุกอย่างแท้จริง นั่น คือ “ความว่างเปล่า” การฝึกปฏิบัติเจริญภาวนาเป็นการจัดระเบียบจิตใจ ให้มีศีล สมาธิ ปัญญา ตามหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสอนให้ปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีงาม ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ชอบไม่ทำให้ตนเองผู้อื่นหรือสังคมเดือดร้อนไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางกาย วาจา ใจ ซึ่งการกระทำหรือคำบรรยายต่าง ๆเป็นสิ่งที่ออกมาจากใจโดยไม่ยึดติดอยู่กับตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ รวมทั้งไม่มองจากความรู้สึกซึ่งถือความคิดตัวเองเป็นใหญ่ย่อมเปรียบเสมือนว่าเป็นการตอบข้อสอบจากการค้นหาความจริงดังกล่าว ย่อมมีผลยกระดับคุณภาพความรู้ของตัวเอง อันนับได้ว่าเป็นสิ่งมีคุณค่าอย่างยิ่ง
“ภายในโลกใบที่อยู่ในจิตใจเราเองย่อมมีสองด้าน ด้านหนึ่งคือภาพที่ปรากฏเปลี่ยนแปลงให้สัมผัสได้จาก ภายนอก ซึ่งภาพเหล่านี้หาใช่มีตัวตนให้ยึดมั่นถือมั่นไม่ หากใครนำมายึดมั่น ย่อมถูกมันหลอกหลอนเสมือนเป็นผีที่สิงสถิตอยู่ในจิตใจของตัวเองอย่างปลดปล่อยได้ยาก ส่วนอีกด้านหนึ่งได้แก่ “ความจริงที่อยู่ในรากฐานจิตใจเราแต่ละคน” ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่หรือที่ควรจะสนใจเรียนรู้เพื่อใช้เป็นพื้นฐานการศึกษาหาความรู้ให้ถึงที่สุดได้อย่างตลอดปลอดภัย นอกจากนั้นยิ่งสนใจศึกษาหาความรู้ก็ยิ่งพบว่า “ความเป็นที่สุดของแต่ละช่วงกาลเวลา มันก็ไม่มีตัวตน หากมีแต่วิถีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสของโลกภายนอก”
ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาแล้ว ถ้าใครดำเนินชีวิตอย่างประมาท โดยปล่อยให้จิตใจหลงตามมันไป ในที่สุดตัวเองนั่นแหละที่จะต้องพบกับความหายนะ ยิ่งเป็นผู้ที่ช่วยตัวเองได้ยาก แม้จะร้องขอให้ใครอื่นช่วย ก็ยิ่งทำให้วิถีชีวิตที่ควรจะมีความจริงซึ่งอยู่ในรากฐานจิตใจตนเองถูกทำลายหนักมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นถ้าจะนำเอาคำว่า “ธรรมะ” มาพิจารณาเพื่อค้นหาความหมายสำหรับคนที่มีชีวิตก้าวไกลบนพื้นฐานของกาลเวลา ควรหยั่งรู้ความจริงได้ว่าธรรมะเป็นศาสตร์อีกสาขาหนึ่งที่มนุษย์อย่างเราทั้งหลายพยายามจะเข้าให้ถึง มนุษย์หาวิธีการแยกแยะหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าอะไรคือความจริง ในวิถีแห่งความเป็นมนุษย์สัจจธรรมของชีวิต คืออะไร ซึ่งมันก็คือ ความจริงที่อยู่ในรากฐานจิตใจของมนุษย์เองซึ่งมีสายสัมพันธ์ถึงศาสตร์ที่มีที่มาที่ไปอยู่ในรากฐานจิตใจของมนุษย์แต่ละคนอย่างเป็นธรรมชาติ พระธรรม คำสอน หลายคนเชื่อว่า เป็นเครื่องมือขัดเกลาพฤติกรรมความเป็นมนุษย์ของคนในสังคม ให้เป็นคนที่มีคุณธรรมจริยธรรมสร้างความดีงามให้แก่ชีวิตคนในชุมชนท้องถิ่นที่มีเงื่อนไขภายในรากฐานจิตใจตนเองอย่างหลากหลาย หากรู้ความจริงโดยไม่ยึดติดอยู่กับเงื่อนปมต่างๆ ที่แอบแฝงเข้ามาอยู่ในจิตใจ ย่อมคู่ควรแก่การยอมรับว่า “เป็นบุคคลผู้มีความรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นกระบวนการดำเนินชีวิตของมนุษย์แต่ละคนอย่างเป็นธรรมชาติ” จากเหตุดังกล่าวจึงน่าจะเชื่อมั่นได้ว่า “หลักธรรม คำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นหลักอริยสัจ 4 อิทธิบาท 4 พรหมวิหาร 4 ไตรสิกขา หรือหลักธรรม อื่น ๆ ล้วนเป็นหลักธรรมที่นำแสงสว่างมาสู่ความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ได้ทั้งภายใน ภายนอก” ก่อให้เกิดสติ ปัญญา และความสุข
อนึ่ง เรื่องนี้หาใช่ว่าแต่ละคนจะต้องเชื่อถือในความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างขาดการนำมาพิจารณาไม่ หากจำเป็นต้องนำปฏิบัติจากใจอย่างรู้เหตุรู้ผล ซึ่งควรจะสัมพันธ์ถึงสิ่งที่อยู่ในวิถีชีวิตมาแล้ว คนในสังคมทั่วไปที่มีความหลากหลายซึ่งควรจะใช้เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ให้
เป็นที่ยอมรับของตนเอง ซึ่งในที่สุดผู้ปฏิบัติย่อมพบกับความจริงจากกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวได้ทุกเรื่อง จึงจะเชื่อมั่นได้ว่า “ตนสามารถรอบรู้และเข้าใจได้ทั้งหมดถึงระดับหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม”
ดังพระธรรมคำสอนที่กล่าวไว้ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างภายในวิถีชีวิตของแต่ละคนควรมีผลสืบเนื่องมาจากการนำไปปฏิบัติด้วยตนเองเพื่อใช้เป็นพื้นฐานการก้าวไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นคงสมกับคำว่าเป็นผู้รู้จริง”
ทั้งนี้ทุกคนควรสร้างความดีงามให้เกิดขึ้นในรากฐานจิตใจตนเองก่อน นอกจากนั้น ควรเป็นผู้ที่มีรากฐานจิตใจอิสระ ทำให้มีคุณสมบัติที่ซื่อสัตย์ต่อตนเองเป็นที่ตั้ง อีกทั้ง ควรจะสนใจเรียนรู้ ทุกสิ่งทุกอย่าง โดยปราศจากการเลือกที่รัก มักที่ชัง ทำให้เป็นคนรอบรู้วิชชา ซึ่งมองจากทุกด้านช่วยให้เชื่อมโยงถึงกันได้หมด และมีความมั่นคงอยู่ในพระธรรมคำสอนสัจธรรมแห่งความจริงที่ดีงามให้ความสำคัญแก่เพื่อนมนุษย์เอาไว้เหนือตนเอง ถือว่าเป็นพื้นฐานความดีงามที่แท้จริง และในที่สุดจิตใจที่ว่างเปล่า ไร้ความโกรธ โลภ หลง สงบ ไม่วุ่นวาย ก็จะนำพาชีวิตไปสู่เส้นทางที่มีความสุขอย่างแท้จริง...........ตราบนิรันดร์
ปุญญโม
ผู้ปรารถนาซึ่งบุญ
16 มีนาคม 2553
ครูสัญญพงศ์ ดีบุญมี ณ ชุมแพ (ปุญญคโม) : ฅนเขียนเรื่อง
โรงเรียนบ้านแห่ประชานุเคราะห์
อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 5
