เราต้องทำตัวเฉกเช่นปลาว่ายทวนน้ำ คือไม่ไหลไปตามกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก เพราะปลาที่ว่ายตามน้ำ คือปลาที่ตายแล้ว

     น้องนักเรียนทุนระดับอุดมศึกษาของพูนพลังหลายคนเป็นชาวสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ค่ะ เลขาฯได้ไปเยี่ยมเยียนมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2546 หลังจากนั้นก็ไม่ได้ไปอีกเลยเนื่องจากสถานการณ์ค่อนข้างรุนแรง เวลาผ่านมา 6 ปี ปีนี้มีน้องๆที่ได้รับทุนและอยู่ในความดูแลของมูลนิธิ เรียนอยู่ที่จังหวัดยะลา สงขลา และนครศรีธรรมราช รวมแล้วถึง 7 คน บางคนพูดคุยกันด้วยตัวอักษรในจดหมายและอีเมล์ และด้วยเสียงทางโทรศัพท์มา 3-4 ปีแล้วยังไม่เคยเห็นหน้าสักครั้ง น้องๆอยู่กันอย่างไร เลขาฯตามไปเยี่ยมมาเมื่อวันที่ 16-19 กรกฎาคม ที่ผ่านมาค่ะ

     เลขาฯลงจากรถไฟในช่วงใกล้เที่ยง อดีตนักเรียนทุน 2 คน ที่ได้ร่วมกันสร้างครอบครัวและกำลังจะมีสมาชิกใหม่ที่รอคอยในเร็ววัน มารอรับอยู่ที่สถานี ฝ่ายชายปัจจุบันเป็นครูอาสาอยู่ที่ กศน. บาเจาะ ได้สอนอยู่ในศูนย์การศึกษาชุมชน มีนักเรียนทั้งผู้ใหญ่และเด็กวัยรุ่นมาเรียนรวมกัน หลายคนพูด อ่าน เขียน ภาษาไทยไม่ได้เลย จึงต้องสอนตั้งแต่ ก ไก่ ข ไข่  นอกจากนั้นก็สอนวิชาพื้นฐานอื่นๆด้วยทุกวิชา สำหรับการฝึกอาชีพ ครูอาสาจะเป็นผู้ประสานงานจัดหาวิทยากรมาให้ความรู้ตามความสนใจของกลุ่มชาวบ้าน

     ส่วนฝ่ายหญิงสอนชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนสายสามัญ ปัญหาที่ปัจจุบันพบบ่อย คือมีนักเรียนเข้าใหม่ชั้น ม.1 อ่าน (ภาษาไทย) ไม่ออกและเขียนไม่ได้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่เลขาฯได้ยินคุณครูทางภาคอีสานเคยบ่นมาว่า หลักสูตรภาษาไทยสมัยใหม่นี้ไม่สอนให้เด็กผสม สระ – พยัญชนะ เหมือนสมัยก่อน แต่ให้เด็กจำคำอ่านเป็นคำๆไปเลย ให้เด็กใช้ความจำ ไม่ได้ทำความเข้าใจ ความสามารถในการอ่านเขียนจึงลดลงกว่าเดิม อาจารย์บางท่านต้องนำเอาหนังสือเรียนเก่าๆจากห้องสมุดขึ้นมาปัดฝุ่น ใช้สอนร่วมกับหนังสือเรียนใหม่ ซึ่งก็ทำให้นักเรียนอ่านเขียนได้ดีขึ้น

     ด้วยความจำเป็นที่ทางฝ่ายหญิงไม่มีญาติผู้ชายอยู่ด้วย ครอบครัวนี้จึงอาศัยอยู่ที่บ้านของฝ่ายหญิง เพื่อความสะดวกในการเดินทางได้เริ่มผ่อนรถกระบะเมื่อ 4 เดือนก่อน ภาระนี้ยังต้องช่วยกันแบกต่อไปอีก 8 ปี หวังว่าวิชาที่ร่ำเรียนมาคงช่วยให้ทั้งสองสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในครอบครัวให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมได้

----------

 

 

ไปนั่งคุยกับคุณแม่ของน้องที่เพิ่งจะเข้าเรียนปี 1   ต้องมีล่ามค่ะ เพราะแม่พูดภาษาไทยแทบไม่ได้เลยแต่ฟังพอรู้เรื่อง แม่บอกว่าอยากให้ลูกเรียนจบมาเป็นครูสอนโรงเรียนใกล้ๆบ้าน

 

     น้องๆนักเรียนทุนที่กำลังศึกษาอยู่แทบทั้งหมดเป็นผู้หญิง ทราบจากอาจารย์ที่สอนอยู่ในพื้นที่ว่านักเรียนหญิงมีแนวโน้มต้องการศึกษาต่อมากขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก โลกของผู้หญิงที่นั่นกำลังค่อยๆเปลี่ยนค่ะ แม่หลายคนสนับสนุนให้ลูกเรียนเต็มที่จะได้มีอนาคตที่มั่นคงแน่นอนกว่าตัวเอง แต่บางรายยังอยากให้ลูกสาวแต่งงานมีครอบครัวเสียโดยเร็ว น้องสาวของนักเรียนทุนสองคนเรียนไม่จบ ม.6 ก็แต่งงานมีลูกกันแล้ว

     น้องนักเรียนทุนคนหนึ่งร้องไห้พลางเล่าให้ฟังว่า แม่ไม่สนับสนุนให้เรียนมหาวิทยาลัย พยายามจะให้แต่งงานเสียตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลาย แต่ตัวเองอยากเรียน อยากเป็นครู อยากพึ่งตัวเองให้ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อเลี้ยงเคยทุบตีแม่และเลยมาถึงลูกด้วยในบางครั้ง น้องบอกว่าถึงช่วงนี้แม่ตั้งตัวได้พอมีเงินใช้จ่ายได้สบายแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเรื่องการเรียนให้เลย ค่าใช้จ่ายในปัจจุบันมาจากเงินกู้ กยศ. และทุนพูนพลัง ในช่วงปิดเทอมบางครั้งน้องก็ไปทำงานเพื่อเก็บเงินไว้ใช้ ครั้งหนึ่งน้องเก็บเงินได้ประมาณ 8,000 บาท นำไปให้แม่ 1,000 บาท และบอกว่านี่เป็นหน้าที่ของลูกที่จะต้องให้แม่ แม่ของน้องร้องไห้ รับเงินไว้แล้วบอกขอบคุณ แต่ก็ยังไม่เคยช่วยเหลือการเรียนของน้องแต่อย่างใด

     นี่คงเป็นความขัดแย้งในยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนแปลง แม่ของน้องนั้นไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ก็เพียรพยายามทำงานจนสามารถเลี้ยงดูลูกให้เติบโตขึ้น สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้ แม่คงคิดว่าเมื่อน้องถึงวัยก็ควรแต่งงาน มีลูก ทำงาน เหตุใดจึงต้องไปกู้หนี้ยืมสินมากมายรวมแล้วเป็นแสน ต้องเสียเวลาเรียนหลายๆปีเพื่อให้ได้มีงานทำ

     เลขาฯปลอบน้องไปว่า คำตอบที่ถูกต้องไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว แม่พิสูจน์มาแล้วว่าคำตอบของแม่นั้นถูกต้อง จึงอยากให้น้องเชื่อในคำตอบนั้นด้วย เพราะแม่รักและห่วงใยน้อง จึงไม่อยากให้ทำอะไรที่แปลกและเสี่ยงในความรู้สึกของแม่ แต่เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว อนาคตเป็นของน้อง จะทำอะไรก็เปิดตาดูเปิดหูฟังให้รอบด้าน แล้วนำมาคิดตัดสินใจด้วยตัวเอง อีกหน่อยเมื่อน้องสามารถพิสูจน์ให้แม่เห็นว่าคำตอบของน้องที่ต่างจากของแม่ก็ถูกต้องเช่นเดียวกัน แม่ก็จะยอมรับในสิ่งที่เราทำไปในที่สุด

----------

     ระหว่างการเดินทาง เลขาฯก็ขอค้างคืนกับน้องๆที่หอพักนั่นแหละค่ะ ฟื้นความทรงจำการเป็นเด็กหอ นอนเรียงกันเป็นตับบนพื้นห้อง ปิดไฟคุยกัน (แต่ด้วยอายุที่เลยวัยรุ่นมานาน เลยหลับไปอย่างรวดเร็วหลังปิดไฟ ไม่ได้นอนคุยกันทั้งคืนอย่างสมัยก่อน) น้องบางคนเลือกอยู่คนเดียวก็ได้อยู่ห้องเล็กหน่อย แต่ส่วนมากจะเลือกอยู่ด้วยกัน 2-3 คนพอให้อุ่นใจ และได้หยิบยืมช่วยเหลือกันในยามจำเป็น ค่าใช้จ่ายเรื่องการกินอยู่ดูไม่น่าเป็นห่วงนัก แทบทุกห้องจะมีเครื่องอำนวยความสะดวกเพียงหม้อหุงข้าวกับพัดลม ค่าหอเมื่อหารกับเพื่อนๆแล้วก็อยู่ที่ประมาณ 700-1100 บาทต่อคนค่ะ

 

นั่งคุยกันในหอพัก

 

----------

     น้องคนหนึ่งเรียนครูเอกภาษาไทย เป็นคนที่เล่าเรื่องได้สนุกสนานมาก น้องเล่าว่าช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาไปทำงานโรงงานถุงมือยางแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา ได้พบคนมากมายหลากหลาย เป็นประสบการณ์ที่จะไม่มีวันลืม แรงงานส่วนใหญ่ที่นั่นเป็นชาวพม่า เจ้าของบอกว่ายินดีรับคนพม่ามากกว่าเพราะขยันกว่าคนไทย ค่าแรงนั้นจ่ายให้เท่ากันไม่ว่าเป็นชาติไหน น้องไปนั่งฟังคนไทยกับพม่าคุยกัน คนไทยบอกว่าทำงานจะเก็บเงินไปซื้อมือถือ พม่าถามว่าเครื่องละเท่าไหร่ คนไทยตอบว่าหมื่นนึง พม่าทำตาโตแล้วบอกว่า “ที่บ้านฉันซื้อควายได้ตั้งสองตัว !!” น้องประทับใจมากว่าเพื่อนพม่าคนนี้เปรียบเทียบได้เห็นภาพชัดเจนดี เงินหมื่นบาทสำหรับคนพม่ามีค่ามากเหลือเกิน เหตุใดคนไทยจึงต้องซื้อมือถือราคาแพง

     เคยได้ยินมาว่าน้องอีกคนหนึ่งก็ไปทำงานโรงงานถุงมือยางเหมือนกัน แต่ทำได้เพียงสัปดาห์เดียวก็ต้องออก เพราะแพ้สารเคมีมาก  น้องคนนี้บอกว่าเขาก็แพ้เหมือนกัน เป็นผื่นขึ้นในช่วงสองสามวันแรก ผมก็ร่วงมากเพราะน้ำที่ใช้อาบในหอพักนั้นเป็นน้ำจากโรงงานที่เอามาบำบัด คงจะยังมีสารเคมีตกค้าง แต่เมื่อผ่านไปหลายๆวันก็ชินและทำอยู่ได้เป็นเดือน ด้วยความที่เป็นคนเล่าเรื่องสนุก เพื่อนๆที่ได้ฟังพากันอยากไปทำงานที่นั่นบ้าง และบอกให้ชวนด้วยถ้าจะไปคราวหน้า

----------

 

ไปทานอาหารเที่ยงที่โรงอาหารในมหาวิทยาลัย

 

     เรื่องที่ฟังแล้วรู้สึกเศร้าใจเป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยเสียส่วนมากค่ะ น้องๆพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามีอาจารย์ที่มีอคติกับชาวมุสลิม พูดให้น้อยใจอยู่หลายครั้ง เช่น เรียกกลุ่มนักเรียนหญิงว่า “กลุ่มที่คลุมผม” ว่านักเรียนสามจังหวัดชายแดนว่าเรียนแย่ ไม่ได้เรื่อง  ที่เศร้าที่สุดคือน้องที่เรียนเอกภาษาไทย อาจารย์ท่านหนึ่งพูดว่า “เธอมาเรียนเอกภาษาไทยได้ยังไง พูดภาษาไทยก็ไม่ชัด ไปเปลี่ยนเอกเสียไป” น้องคนนี้เลือกเรียนภาษาไทยก็เพราะชอบแต่งกลอน แต่งคำขวัญ และเห็นว่าคนแถวๆบ้านยังใช้ภาษาไทยได้ไม่ดี เรียนจบแล้วก็จะไปเป็นครูสอนให้กับคนในหมู่บ้านให้ใช้ภาษาไทยได้ดีขึ้น อาจารย์ท่านนั้นก็แปลกนะคะ แทนที่จะดีใจว่ามีน้องที่ใช้ภาษาอื่นเป็นภาษาแม่ ให้ความสนใจถึงขนาดมาเรียนเอกภาษาไทย กลับไปว่าเขาเสียอีก  อยากรู้นักว่าถ้ามีฝรั่งมาเรียนเอกภาษาไทยบ้าง อาจารย์จะว่าเขาไหม

     นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องที่อาจารย์จากนอกมหาวิทยาลัยเข้าไปสอนแล้วไม่รับผิดชอบ เมื่อเกรดออกมาแล้วนักศึกษาข้องใจขอดูข้อสอบ ก็ตอบว่าอาจารย์ไม่เกี่ยวแล้ว ไม่ได้สอนในมหาวิทยาลัยแล้ว ข้อสอบก็ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน หรือบางวิชานักเรียนชายได้ A ยกห้อง นักเรียนหญิงไม่มีใครได้ A เลย เพราะอาจารย์เป็นเกย์ (ตามที่น้องๆว่านะคะ) ถ้ามีอาจารย์อย่างที่ว่านี้จริงก็นับว่าไม่มีจรรยาบรรณเลยจริงๆ ไม่ควรให้มาสอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคณะศึกษาศาสตร์ ได้แต่บอกน้องๆไว้ว่า ที่ไหนๆก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี อะไรไม่ดีที่มีคนทำกับเรา ให้จดจำไว้ และอย่าไปทำแบบนั้นกับคนอื่นอีกเป็นอันขาด

     สังคมของนักศึกษามหาวิทยาลัยหลายๆแห่งมีความพยายามยัดเยียดความเป็น รุ่นพี่-รุ่นน้อง ผ่านการรับน้องที่ฟังแล้วก็แปลกประหลาดดีค่ะ เช่น มีกฎที่น้องๆต้องท่องเอาไว้สามข้อ ข้อแรกคือ รุ่นพี่ถูกทุกอย่าง ... ข้อที่สองและสามจำไม่ได้แล้ว แต่ถ้าสงสัยอะไรก็ให้กลับมาดูข้อแรกนี้ ... สอนกันอย่างนี้ทุกวันถึงสามทุ่มเป็นเดือนๆ ใครไม่ทำตามคำสั่งรุ่นพี่ก็จะขู่ว่าจะถูกโดดเดี่ยว ไม่มีใครยอมรับ น้องปีหนึ่งคนหนึ่งนับให้ฟังว่า ตั้งแต่เปิดเทอมมายังไม่ถึงสองเดือน เธอมีเสื้อนอกเหนือจากเครื่องแบบที่ต้องซื้อนับได้ 7 ตัว เสื้อคณะ เสื้อเอก เสื้อรุ่น ... อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด เงินก็ยิ่งไม่ค่อยจะมี รุ่นพี่แย้งว่าให้ถึงปีต่อๆไปจะยิ่งหนักกว่านี้ เพราะปีแรกเป็นผู้รับเลี้ยง พอปีถัดไปจะต้องพาน้องไปเลี้ยงข้าวไม่รู้กี่คน ไม่ทำก็ไม่ได้ ให้เตรียมเงินไว้ให้ดี

     เรื่องเหล่านี้ดูเหมือนจะมีดีกรีความรุนแรงต่างกันในแต่ละมหาวิทยาลัย ยิ่งเป็นที่ที่โด่งดังก็จะยิ่งมีมาก ถ้าเป็นราชภัฏก็จะน้อยลงหน่อย ทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาที่ต้องให้กับการสังคมในลักษณะนี้    

     มีน้องนักเรียนทุนคนหนึ่ง เลือกอยู่ชมรมผู้บริโภค ด้วยความที่เป็นคนกล้าพูดอยู่แล้ว ไปโต้วาทีชนะก็เคย น้องก็เลยกล้าเรียกร้องในสิทธิของตัวเองได้พอสมควรทีเดียว เช่น ค่าเทอมในเทอมแรกก่อนจะมีการอนุมัติ กยศ.ที่นักศึกษาจ่ายไปเองก่อนนั้น ทางมหาวิทยาลัยจะต้องจ่ายคืนให้ นักศึกษารุ่นน้องกลับได้รับคืนก่อนรุ่นพี่ น้องก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เงียบเฉย คอยติดตามทวงถามอยู่เสมอ หรือค่าเบี้ยเลี้ยงทำงานในมหาวิทยาลัยที่ทำไปนานมากแล้วก็ยังไม่จ่ายให้ น้องก็กล้าพอที่จะบอกเจ้าหน้าที่ว่า ให้เงินส่วนที่ทำไปออกมาก่อนแล้วจึงจะมาทำอีก 1 สัปดาห์ที่ค้างไว้ให้ครบเวลาที่กำหนด

     ต่างกับในอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง ที่นักศึกษามีการประท้วงสิทธิต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยจัดห้องให้ไม่เพียงพอต่อจำนวนนักศึกษาที่ลงเรียน หรือการประท้วงความไม่ชอบมาพากลในการให้เกรดของอาจารย์ แกนนำนักศึกษาถูกขู่ และสุดท้ายก็ต้องลาออกไป

-----------

     สมัยเรียนมัธยม เราต่างฝันกันว่ามหาวิทยาลัยจะเป็นสถาบันที่ให้ความรู้ สอนให้เราคิดเป็นทำเป็น แต่มหาวิทยาลัยในสมัยนี้เขาไม่ได้สอนกันตรงๆเสียแล้วค่ะ สังคมมหาวิทยาลัยกลายเป็นสิ่งท้าทาย ว่าเราจะสามารถรักษาตัวตนของเราให้อยู่รอดปลอดภัยจากกระแสสังคมในรูปแบบของมหาวิทยาลัยนั้นได้หรือไม่ น้องนักเรียนทุนที่จบไปแล้วคนหนึ่งเคยเขียนเอาไว้ในจดหมายว่า “เราต้องทำตัวเฉกเช่นปลาว่ายทวนน้ำ คือไม่ไหลไปตามกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก เพราะปลาที่ว่ายตามน้ำ คือปลาที่ตายแล้ว”  เลขาฯจับใจมากและส่งให้น้องนักเรียนทุนรายใหม่ได้อ่านด้วยทุกคนเลยค่ะ