ณ วันรตนะบรรเจิด
(วันเพ็ญเดือนอาสาฬห)
ภายหลังการเสด็จออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ เพื่อมุ่งที่จะแสวงหาโมกขธรรมนั้น ได้มีพราหมณ์ปัญจวัคคีย์ ที่มีโกณฑัญญะ (พราหมณ์หนุ่ม เมื่อครั้งได้ทำนายลักษณะของเจ้าชายว่า จะได้เป็นศาสดาเอกในโลก) เป็นหัวหน้า พากันออกมาปฏิบัติรับใช้ด้วยหวังว่า เมื่อพระองค์ตรัสรู้ก็จะสั่งสอนพวกตนด้วย
ครั้นเมื่อพระองค์หันมาบำเพ็ญเพียรทางจิต พวกพราหมณ์ทั้ง ๕ ก็ได้หลบหนีไป ทำให้พระองค์ได้ทรงมีเวลาที่จะใช้ความพากเพียรพยายาม และเมื่อทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว พระองค์ก็มารำพึงถึงความยากแห่งธรรมนั้นว่า สรรพสัตว์ไม่อาจจะรู้แจ้งเห็นจริงได้โดยง่าย แต่เมื่อมาทรงพิจารณาเสียใหม่ว่า
“ สรรพสัตว์ จะมีสภาพโง่เขลาไปเสียทั้งหมดก็หาไม่ บางคนโง่ บางคนฉลาด บางคนก็พร้อมจะรับฟังธรรม หรือบ้างก็ไม่มีปัญญาที่จะรับฟังธรรมได้ ” ก็ทรงใช้หลักพรหมวิหารธรรม นึกถึงคณาจารย์ที่เคยไปศึกษาด้วย แต่เมื่อทรงทราบว่า อาจารย์อาฬารดาบส และอุททกดาบส จากโลกนี้ไปแล้ว ก็จึงทรงหวนคำนึงถึงพวกปัญจวัคคีย์ และเสด็จมุ่งหน้าไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
เมื่อเหล่าปัญจวัคคีย์มองเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จตามมานั้น ด้วยเพราะปรารถนาจะหาผู้เฝ้าอุปัฏฐาก จึงทำการตกลงว่า จักไม่ลุกรับ จักไม่รับบาตร และจีวร จักไม่ไหว้ แต่จักปูลาดอาสนะไว้ให้ ครั้นพอพระพุทธองค์เสด็จมาใกล้แล้ว ด้วยความเคารพที่มี ทำให้พากันลืมข้อตกลง พร้อมเพรียงกันต้อนรับ และทำสามีจิกรรมดังเก่า แต่ก็ยังมีอาการกระด้างกระเดื่อง พูดออกพระนามและใช้คำไม่เหมาะสม แต่เมื่อพระพุทธองค์ตรัสบอกถึงการบรรลุอมฤตธรรมแล้ว จักได้แสดงให้ฟัง ตั้งใจปฏิบัติ มิช้าก็จักได้บรรลุธรรมนั้น
หมู่ปัญจวัคคีย์ก็กลับโต้แย้ง จนพระพุทธเจ้าต้องตรัสเตือน และโต้ตอบกันเช่นนี้อยู่ ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง พระพุทธองค์จึงตรัสให้หวนระลึกในหนหลังว่า วาจาเช่นว่านี้ เราได้เคยพูดมาก่อนหรือไม่ หมู่ปัญจวัคคีย์จึงได้ให้ความสำคัญในการฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า [๑]
เนื้อหาของปฐมเทศนาที่พระพุทธองค์ได้ชี้แจงแสดงให้แก่หมู่ปัญจวัคคีย์ ทั้งห้า คือโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิ ได้แก่ส่วนสำคัญ ๒ ประการ ต่อไปนี้
๑. สิ่งที่นักบวชไม่ควรจะเกี่ยวข้องด้วยดังนี้คือ
- กามสุขัลลิกานุโยค การประกอบตนด้วยความสดชื่นในทางกาม
- อัตตกิลมถานุโยค การประกอบตนด้วยการทรมานให้เดือดร้อนเปล่า
สิ่งที่นักบวชควรปฏิบัติให้เกิดจักษุ คือดวงตาเห็นธรรม อันจะทำให้เกิดความรอบรู้ และดับกิเลสทั้งมวล ได้แก่ มัชฌิมาปฏิปทาตามอริยมรรค มีองค์ ๘
๒. ครั้นเมื่อสามารถละหนทาง อันไม่ควรประกอบ และกลับมาเดินอยู่ในทางแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการแล้ว ทรงแสดงถึงอริยสัจ ๔ อันเป็นความจริงที่ทำให้บุคคลเป็นคนประเสริฐ ดังนี้คือ
- · ทุกข์ หรือความไม่สบายกายไม่สบายใจ
นอกจากนี้แล้ว ยังชี้ด้วยว่า ความเกิด ความแก่ ความตายเป็นทุกข์ ความโศก คือแห้งใจ ปริเทวะ คือคร่ำครวญ รัญจวนใจ ทุกขะ คือทุกข์กาย โทมนัส คือทุกข์ใจ อุปายาส คือคับแค้นใจ อัปปิยสัมปโยค ความประจวบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ ปิยวิปโยค ความพลัดพลาดจากสิ่งที่เป็นที่รักเป็นทุกข์
กล่าวอย่างย่อ ขันธ์ ๕ ที่ยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละทุกข์
- ทุกขสมุทัย หรือความทะยานอยาก อันได้แก่ตัณหา
ตัณหา ได้แก่ ความดิ้นรนของใจ มีลักษณะซัดส่ายให้ไปสู่ภพใหม่เสมอ ทำให้มีความเพลิดเพลินยินดีเป็นอารมณ์ ได้แก่ ความเพลิดเพลินยินดีในกาม (กามตัณหา), ความดิ้นรนทะยานอยากไปในภพ คืออยากเป็นนั่นเป็นนี่ (ภวตัณหา) และความดิ้นรนไปในวิภพ คืออยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่
- ทุกขนิโรธ การดับตัณหาสิ้นเชิง
นั่นคือ ดับตัณหาเสียหมด สละคืนตัณหาได้ทั้งหมด พ้นจากตัณหา
และไม่อาลัยพัวพันในตัณหานั้น
- · ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา หรือมรรค มีองค์ ๘
มรรค คืออริยมรรค มีองค์ ๘ ประการ
๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง
๒. สัมมาสังกัปปะ ความคิดในทางกุศล เช่นความคิดจะออกจากกาม,
คิดไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน เป็นต้น
๓. สัมมากัมมันตะ การกระทำทางกายที่ถูกต้องดีงาม โดยจะต้องไม่ใช้กายนี้
ไปฆ่าใคร ไปลักขโมยของใคร ไปเป็นชู้กับคู่ครองของใคร
๔. สัมมาวาจา วาจาที่ดี คือวาจาไม่เป็นคำพูดเท็จ คำหยาบ คำส่อเสียด และ
คำเพ้อเจ้อ
๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพด้วยวิชาชีพที่สุจริต
๖. สัมมาวายามะ ความเพียรที่ถูกต้อง เป็นความเพียรที่ไม่ให้บาปเกิดขึ้น,
ละบาปที่เกิดมาแล้ว, เพียรพยายามสร้างบุญกุศล และรักษาอารมณ์ที่เป็นบุญ
อย่าให้สลายไปจากจิตใจ
๗. สัมมาสติ ความระลึกที่ถูกต้อง โดยตั้งความระลึกไว้ที่กาย เวทนา จิต ธรรม ว่าเป็นแค่สักว่ากาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา
๘. สัมมาสมาธิ ความที่จิตตั้งมั่น และมีสมาธิ
ทั้งหมดนี้ก็คือหัวใจแห่งคำสอนที่ทรงประทานแก่เหล่าปัญจวัคคีย์ และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลสังฆปรินายก ได้แสดงไว้ชัดเจนเช่นกันว่า
ทุ ส นิ ม ทุกข์ สมุทัย
นิโรธ มรรค หัวใจ อริยสัจจ์
พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ และตรัส
สั่งสอน วัจน์ พุทธศาสนา
ศึกษา ฟัง อ่าน จำ ตรอง ให้เข้าใจ
ดวงตาใน อริยสัจจ์ ที่เรียนมา
จำถึง หัวใจพุทธศาสน์ ด้วยปัญญา
เป็นที่มาสโมสรแห่งสรรพธรรม [๒]
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ควรจะปฏิบัติในแก่นแห่งคำสอน ซึ่งหลักของอริยสัจทั้ง ๔ นี้มีกิจ หรือหน้าที่พึงทำกับอริยสัจ ได้แก่การกำหนดรู้ การละ การกระทำให้แจ้ง และการเจริญ โดยต้องอาศัยความรู้ หรือญาณ มาโยงกับอริยสัจ ให้เข้ากับกิจ ก็จะเห็นขั้นตอนของการรู้เห็นตามเป็นจริงในอริยสัจครบปริวัฏ ๓ มีอาการ ๑๒ รวมกันเป็น ๑๒ ญาณทัสสนะ ดังนี้
|
ญาณ ๓
สัจจะ ๔ |
สัจญาณ |
กิจญาณ |
กตญาณ |
|
ทุกข์ |
รู้ทุกข์ คือดังนี้ = ปัญหา คืออะไร, = ตัวปัญหาอยู่ไหน? |
รู้ว่าทุกข์ ควรกำหนดรู้ = ปัญหานี้จะต้องเข้าใจถึงขอบเขตของปัญหา |
รู้ว่าทุกข์ กำหนดรู้แล้ว = ได้เข้าใจสภาพ และขอบเขตปัญหาแล้ว |
|
สมุทัย |
รู้ว่าสมุทัยคือดังนี้ = รู้ถึงสาเหตุแห่งปัญหา ว่า คืออะไร? |
รู้ว่าสมุทัย ควรละเสีย = รู้ว่าจะต้องแก้ไขที่สาเหตุของปัญหานั้น |
รู้ว่าสมุทัย ละได้แล้ว = รู้ว่าสาเหตุนั้นได้แก้ไข หรือกำจัดหมดไปแล้ว |
|
นิโรธ |
รู้ว่านิโรธคือดังนี้ = รู้ว่าภาระหมดสิ้น = ปัญหาที่ต้องแก้คืออะไร |
รู้ว่านิโรธควรทำให้แจ้ง = รู้ว่าภาระนั้นคือ จุดหมายที่ต้องไปให้ถึง |
รู้ว่านิโรธได้ประจักษ์แจ้ง = รู้ว่าได้บรรลุถึง จุดหมายนั้นแล้ว |
|
มรรค |
รู้มรรค คือดังนี้ = รู้ว่าวิธีแก้ไขปัญหา เป็นอย่างไร ? |
รู้ว่ามรรค ควรเจริญ = รู้ว่าวิธีแก้นั้น ต้อง ลงมือปฏิบัติการจริงๆ |
รู้ว่ามรรคนี้ ได้เจริญแล้ว = รู้ว่าได้ปฏิบัติตามวิธีแก้ปัญหานั้นเรียบร้อยแล้ว. |
ครั้นเหล่าปัญจวัคคีย์รับฟังธัมมจักกัปปวัตตนสูตรจบลงแล้ว ท่านโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และทูลขออุปสมบทเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา ส่วนอีก ๔ รูปนั้น ก็ได้บรรลุธรรมด้วยพระธรรมเทศนากัณฑ์เดียวกัน ก็คือ อนัตตลักขณสูตร
ในวันเพ็ญเดือน ๘ หรืออาสาฬหปูรณมีนี้ จึงจัดเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่คณะสงฆ์ในช่วงปีเฉลิมฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ได้ให้มติร่วมกันไว้ว่า สมควรที่จะทำการเฉลิมฉลองขึ้นเป็นพุทธบูชาอีกวันหนึ่ง จึงได้เกิดการกำหนดขึ้นมาตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๕๐๑ [๓]
เหตุนั้นวันอาสาฬหบูชาดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นวันที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น
- เป็นวันเพ็ญ เดือน ๘
- เป็นวันที่มีสังฆรตนะเกิดขึ้น
- เป็นวันที่พระรัตนตรัยครบทั้งสาม
- เป็นวันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนาครั้งแรกแก่เหล่าพุทธสาวกของพระพุทธองค์…
กาลสมัยผ่านพ้น ดลธรรม
เราท่าน ย่อมสืบนำ ไป่เว้น
ขอจงสำเหนียกนำ นาพ่อ
จวบโลกรุ่ง ล้างใจ ใส่ธรรม..
๑ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, อนุพุทธประวัติ,
(กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔), หน้า ๔
๒ หนังสืออนุสรณ์ นวกะพรรษากาล ๒๕๓๓,(กรุงเทพมหานคร : สำนักเรียนวัดบวรนิเวศ, ๒๕๓๓), หน้า ๑.
๓ พระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตโต, วันสำคัญของไทย,พิมพ์เนื่องในวันพระราชทานเพลิงศพ ศ.ดร. อุบล เรียงสุวรรณ. (กรุงเทพฯ : สหประชาพาณิชย์, ๒๕๔๑), หน้า ๒๕