ผู้นำ

 

หลังจากที่นำเรื่องอักชารดาห์ม นิกายสวามีนารายันและช่างฝีมือชาวไทยที่ไปปิดทองที่อักชารดาห์ม รวมทั้งตามรอยสวามีมาแล้ว มาถึงอีกตอนหนึ่งที่สำคัญ นั่นคือการพบประมุข สวามี มหาราชซึ่งพิเศษมากๆ

ในโอกาสวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ซึ่งชาวพุทธไปวัด ฟังธรรมและทำบุญ ผมจึงขอนำเรื่องการไปพบสวามีมาเล่าสู่กันฟัง ณ โอกาสนี้ครับ

 

ภาพประวัติศาสตร์

ฯพณฯ เอกอัครราชทูตกฤต ไกรจิตติและผม

ถ่ายภาพกับประมุข สวามี มหาราช

 

วันที่ 10 มิถุนายน 2553 เป็นวันพิเศษสุดวันหนึ่งที่ต้องจดจำไว้ ว่าครั้งหนึ่งผมได้มีโอกาสได้สัมผัสกับกูรูชาวอินเดียที่มีชื่อเสียงระดับโลก ท่านคือ Pramukh Swami Maharaj ประมุขของศาสนาฮินดูนิกายที่มีชื่อตามศาสดาว่า Bhagwan Swaminarayan ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1781-1830

การพบครั้งนี้มีขึ้นที่ศาสนาสถาน Swaminarayan  Akshardham ซึ่งผมเคยไปแล้วและไม่ประทับใจนั่นเอง แต่ครั้งนี้ประทับใจมาก เพราะผมได้มีโอกาสติดตามบุคคลสำคัญไป นั่นคือเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ท่านกฤต ไกรจิตติและภรรยาได้รับเชิญจากอักชารดาห์มให้ไปพบประมุขสวามีมหาราชเป็นการเฉพาะและได้รับการต้อนรับแบบวีไอพี ต้องขอขอบคุณเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลีที่ได้ชักชวนผมให้ไปด้วยกันในวันนั้นด้วย

และด้วยการอธิบายจากไกด์ที่มาประจำคณะของเรา ทำให้ผมได้ทราบว่าการมาเยือนในวันนี้มีสิ่งพิเศษ 2 เรื่อง นั่นคือเรื่องที่หนึ่ง เราจะได้พบกับคนไทยจำนวน 17 คนที่เป็นช่างฝีมือที่มาทำงานในอักชารดาห์มซึ่งไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีคนไทยมาทำงานที่อักชารดาห์ม และเรื่องที่สองซึ่งพิเศษยิ่งขึ้นไปอีกคือเราจะได้เข้าพบสวามีซึ่งเป็นประมุขของนิกายนี้ด้วย ซึ่งนับว่าหาโอกาสได้ยากมากๆ

ในการไปอักชารดาห์มวันนั้น ก่อนที่จะเข้าพบสวามี สาธุได้พาไปกราบรูปปั้นสวามีที่ศาลา ได้เห็นการกราบโดยการนอนกับพื้น จากนั้นก็ถูกพาไปในห้องประชุมใหญ่ของมูลนิธิที่อยู่ข้างๆ เพื่อฟังเทศน์ มีคนนั่งฟังหลายพันคนเต็มห้องประชุม ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ผู้หญิงถูกจัดให้นั่งแยกอยู่แถวหลัง

บนเวที มีสาธุ Sadhu  (พระ) กำลังสาธยายข้อปฏิบัติให้สาธุชนฟัง บางช่วงก็จะมีการขับร้องหลักธรรมโดยมีดนตรีแขกประกอบ ซึ่งผู้คนที่นั่งกับพื้นอย่างเรียบร้อยก็จะปรบมือส่ายหัวไปตามจังหวะดนตรีด้วย ทำให้ได้ความรู้เพิ่มเติมว่าการเป็นสาธุของนิกายนี้นอกจากจะต้องเทศน์เก่งแล้ว ยังต้องร้องเพลงทำนองแขกเก่งด้วย ไม่นานนักสวามีนารายันก็มาถึงห้องประชุม มีการบูชาเทพเจ้าฮินดู รวมทั้งสวามีนารายันองค์ศาสดาองค์แรกด้วย

ก่อนที่จะได้เข้าพบบุคคลสำคัญระดับนี้ ต้องไม่ธรรมดา มีขั้นตอนนั่นคือการไปนั่งรอในห้องรับแขกเล็กๆ มีการตรวจร่างกายแบบง่ายๆ โดยจะมีมีเจ้าหน้าที่มาจับชีพจรของเรา และให้อ้าปาก เอาไฟฉายส่องลิ้น จนท.บอกว่าเพื่อตรวจสุขภาพโดยเฉพาะวัดว่าเป็นไข้หรือไม่ เพราะเกรงว่าจะนำเชื้อโรคเข้าไปด้วย จะเป็นการไม่ปลอดภัยกับสวามี

จากนั้นเมื่อได้เวลา ก็จะมีสาธุ (พระ) นำเข้าไปในห้องเล็กๆ ขนาด 4 คูณ 6 เมตร สวามีประทับอยู่บนเก้าอี้สูงมีหมอนสีขาววางอยู่บนตัก ข้างหลังเป็นม่านสีน้ำตาล มีเหล่าสาธุยืนเรียงรายข้างๆ ประมาณ 4-5 รูป

เรา (เอกอัครราชทูตกฤตและผม) ได้เข้าไปคุกเข่าทำความเคารพสวามีข้างหน้าท่านอย่างใกล้ชิด มีสาธุกล่าวแนะนำตัวให้เสร็จ จากนั้นสวามีจะยกมื้อข้างขวาแตะที่ศรีษะและไหล่ของเราที่ละคน มีการคล้องพวงมาลัยหรือภาษาฮินดีเรียกว่า “มาลา” ให้ รวมทั้งมอบดอกกุหลาบสีแดงให้เรา และในฐานะที่เป็นแขกผู้มีเกียรติ จึงมีการมอบกล่องขนมศักดิ์สิทธิ์ให้ด้วย 1 กล่อง และที่พิเศษสุดจริงๆ ก็คือการได้ถ่ายภาพร่วมกับสวามีซึ่งตามปรกติจะหาโอกาสเช่นนี้ได้ยากเหลือเกิน

พวงมาลัยทำโดยช่างฝีมือไทยพร้อมกล่องขนมหวาน

เพื่อมอบให้ VIP โดยเฉพาะ

ในตอนอำลา ผมได้มีโอกาสเข้าไปกราบสวามีใกล้ๆ ที่ตักอีกครั้ง สวามีได้ลูบศรีษะเบาๆ 2-3 ครั้งและแตะที่ไหล่ซ้าย นับเป็นความโชคดีอย่างมากที่คิดว่าคงหาไม่ได้อีกแล้วในชีวิตนี้ ที่กูรูอินเดียที่มีชื่อเสียงระดับโลกจะให้โอกาสแบบนี้

ณ วันที่ได้เข้าพบนั้น สวามีมีอายุเกือบ 90 ปี บวชมาแล้ว 70 ปี ธุดงค์ไปตามหมู่บ้านมากกว่า 15,500 หมู่บ้าน ไปเยือนประเทศต่างๆ มาแล้วกว่า 50 ประเทศ ไปโปรดบ้านคนมาแล้วกว่า 25,000 บ้าน ได้รับและตอบคำถามทางจดหมายกว่า  5 แสนฉบับ ให้คำแนะนำส่วนตัวและชี้ทางแก้ปัญหาชีวิตมากกวา  8 แสนคน สร้างวัดมาแล้วกว่า 700 แห่ง บวชและมีสาธุช่วยงาน 800 คน 

.......................................