Malaysia (บินเดี่ยว เที่ยวง่ายๆ - มาเลเซีย) ภาค การเดินทาง (เล่าประสบการณ์) วันที่สอง มะละกา ภาค 1
วันที่สอง (มะละกา)
หลังจากนั่งรถโดยสารมาเป็นเวลาสองชั่วโมงก็เดินทางมาถึง มะละกา รัฐหนึ่งทางภาคใต้ของมาเลเซีย ซึ่งเป็นเมืองที่แฝงไปด้วยความเก่าแก่ของ สถาปัตยกรรม เมื่อเดินทางเข้ามาถึง สถานีขนส่งมะละกา (Meleka Sentral)

ก็ได้ลงจากรถโดยสาร (รถคันหลังนะ ไม่ใช่รถคันหน้า)
เพื่อนั่งรถ โดยสารภายในมะละกา จึงเดินเข้าไปภายในอาคารผู้โดยสาร ตรงไป หา Information ก่อนเป็นที่แรก ขอแผนที่ก่อนเลย และถามเรื่องรถโดยสารที่จะเข้าไปในเมืองว่านั่งสายไหนได้บ้าง ได้คำตอบมาครับเยอะแยะเลย ผมจึงเลือกรถสายเวียน (ที่เวียนภายในมะละกา และกลับมายัง สถานีขนส่งเดิม) ขึ้นรถ ซื้อตั๋ว ราคา 1 ริงกิต(10 บาท) รถออกจากท่ารถ แล้ว ก็เดินทางเข้าตัวเมืองครับ ผ่านใจกลางเมือง ย่านเมืองเก่า วนมา นั่งไปนั่งมา ถึงขนส่งแล้วเหรอเนี่ย ไม่ทันได้ลง ก็เลยต้องนั่งรถใหม่ อีกรอบ คราวนี้เริ่มจับหลักได้ เอาหล่ะ ลงย่านเมืองเก่าก็แล้วกัน ข้าวก็ยังไม่ได้กิน ออกจากสถานีขนส่งอีกครั้ง เมื่อถึง เมืองเก่า ก็ลง เดินย่านเมืองเก่า ผมค่อนข้างรู้สึกดีกับ มะละกานิดหน่อย เพราะเนื่องจาก เป็นเมืองเก่ามาก่อน จริงแล้ว ผมยังมีความรู้สึกเหมือนอยู่ใน สงขลาผสมหาดใหญ่ อย่างไรอย่างนั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมของย่านเมืองเก่า ก็ให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับ หาดใหญ่ (ย่าน สายหนึ่ง ที่เป็น สถาปัตยกรรมชีโน-โปรตุกีส และ ย่าน เมืองเก่าของสงขลาถนนนางงาม) ผมจึงรู้สึกดีขึ้นเมื่อเดินในตัวเมืองถึงกระนั้นก็ตาม การเดินทางก แต่ ก็ยังมีเรื่องที่ทำให้ผมไม่สบายใจเท่าไหร่ เพราะ ผมยังไม่ได้ จองที่พักไว้สำหรับที่ มะละกา (หมายเหตุ : เป็นสิ่งที่ Backpacker และ นักเดินทางที่ท่องเที่ยวทั้งหลายไม่ควรทำเลย การไม่ได้หาที่พักหรือจองที่พักไว้ล่วงหน้า เพราะอาจจะทำให้คุณตกที่นั่งลำบาก อย่างมาก)
แต่ก็ต้องก้าวเดินต่อไป หาที่พักไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เดินๆ ถ่ายๆ เริ่ม เดินๆ ก็เจอที่พัก ราคา 400 บาท ห้องน้ำรวม (แต่ผมยังไม่เอานะ ราคาสูงไปนิด เพราะที่หาราคามา มันอยู่ที่ 200-300) ก็เดินต่อ เรื่อยๆ มองซ้ายมองขวา เอาแล้ว เริ่มห่างไกลความเจริญ กว่าในตัวเมือง เอาแล้ว หลงทางอย่างแน่นอน ตอนนั้นหป้ายรถเมล์ ใหญ่เลยครับ เพราะว่า ถ้าเจอรถเมล์ ก็น่าจะพาเรากลับเข้าตัวเมืองไปได้ แต่ไม่เป็นอย่างนั้นครับ เพราะป้ายที่ผมยืนรออยู่เนี่ย เกือบครึ่งชั่วโมง รถไม่ผ่านซักคัน มีแต่ผ่านไปอีกทาง ไม่ได้เข้าเมือง ยืนรอจนท้อ กางแผนที่ เดินกลับเองก็ได้(วะ) เดิน เดาทางสุ่มไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง เข้ามาใกล้ ดาวน์ทาวน์ อีกครั้ง ก็เจอที่พักอีกหนึ่งที่ ราคา 600 บาท ไม่เอาแล้วกัน แพงกว่าเดิมอีก ผมก็ถามคนที่ดูแลอยู่ (น่าจะเป็นเจ้าของ) ว่ามีที่พักอื่นอีกหรือเปล่าที่ เป็น guest house เขาก็บอกมาครับ ใจดีมากๆ เลย จึงรีบตรงมายังที่ๆ เขาบอกมา ถึงแล้วที่ ที่อาจจะเป็นที่พักของเราในมะละกา กดกระดิ่ง เพื่อให้เจ้าบ้าน มาเปิดประตูให้ และคุยเรื่อง รายละเอียด ราคา สรุป ว่า มีห้องเดียวเหลืออยู่ห้องเดียว ราคา หน่ะเหรอ ครับ 200 บาท เจ้าบ้านยังบอกอีกนะ ว่า เค้าพึ่งออกไปพอดี จึงตกลงปลงใจพักที่นี้แหละ แต่ราคานี้ ไม่มีอะไรมาก มีห้องที่เป็นส่วนตัวก็ดีแล้วครับ เพราะ ห้อง มันมีขนาดเล็ก จริงๆ มี ห้อง มีเตียง มีห้องน้ำ ก็ทำให้ผมอยู่ได้แล้ว จัดการเรื่องที่พักเสร็จก็ เดินออกมาถ่ายรูป ย่ายใกล้ๆ ย่านตัวเมือง ถ่ายไปถ่ายมา เริ่มรู้สึกว่า นี้มัน บ่ายสองเกือบบ่ายสามแล้ว ทำไมหมอกยังไม่จางทั้งๆ ที่เมืองนี้ อยู่ทางใต้ ตอนผมไปก็ สิงหาคมแล้ว ยังมีหมอก อีกเหรอ อากาศก็ร้อนนิดหน่อย กลับมาถามเจ้าบ้านก็ได้ข้อมูลมาว่า ควันจากไฟป่าที่สุมาตรา อินโดนิเซีย หลังจากนั้นจึงเดินไปห้างในมะละกา เพราะ เนื่องจาก ข้อมูลที่หามาเรื่องค่าโทรศัพท์ ในมาเลเซีย คนที่เคยไปกันมาแนะนำให้หาซื้อ ซิมการ์ด ในมาเลเซียเอาไว้ จึง ไปหาซื้อเอาไว้ ในราคาแปดสิบกว่าบาท (กลับมาก็ยังใช้งาน roaming ได้ น้องเอาไปใช้งานต่ออีก) ก็ไปจัดการ เรื่องซิมเสร็จ ก็เดินเล่น ห้างใน มะละกา ชิววว ตกเย็นออกไปหาอะไรกินใกล้ ๆ ที่ พัก ลักษณะ คล้ายๆ กับโรงอาหารขนาดย่อมๆ เลยย เลือกกิน Laksa อารมณ์
เหมือนกินก๋วยเกี๋ยวใส่น้ำแกง ไตปลา นิดหน่อย กลับที่พัก พร้อบกับเพื่อนชาวญี่ปุ่น กลับมาถึง guest house พูดคุยกับ คนที่เข้าพักที่เดียวกัน จากเกาหลีบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง ฝรั่งเศส บ้าง ได้ความรู้จากการคุยมาอย่างนี้ เรื่องการเกณฑ์ทหาร ประเทศไทย ต้องไปเป็นทหาร 2 ปี หรือเรียน นศท. 3 ปี เกาหลีใต้ 2 ปีเช่นเดียวกัน เกาหลีเหนือ 20 ปี !!!!! ฝรั่งเศส นี้ 2 เหมือนกันครับ แต่ 2 วัน แค่พูดๆ และ ใครที่อยากเป็นก็เข้าไปเป็น ก็มีคนเข้าสมัครเป็นทหารนะครับ
ตกดึกหน่อยก็เข้านอน
คนเดียวเริ่มต้นเดินทางจากหาดใหญ่อย่างไร ยาวถึงมะละกา.....