"ค่านิยมความเป็นจ้าวคนนายคนกับข้าราชการไทย" วิวัฒนาการของข้าราชการพลเรือน http://gotoknow.org/blog/bussayamas/350710 จากบันทึกเรื่อง "วิวัฒนาการของข้าราชการพลเรือน" ทำให้เราทราบถึงความเป็นมาของระบบข้าราชการพลเรือนไทย ว่ามีความเป็นมาอย่างไร?...เริ่มตั้งแต่ระบบศักดินา เจ้าขุนมูลนาย เพราะในสภาพนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ระบบแบบนั้น ซึ่งถ้าท่านใดได้รับราชการ มีเงินเดือนประจำ จะถือว่าเป็นจ้าวเป็นนาย เนื่องจากมีความรู้ ยศ ตำแหน่ง หน้าที่การงานที่มั่นคง... เมื่อตอนผู้เขียนยังเป็นเด็ก ๆ เวลาที่ผู้เขียนไปเยี่ยม ยายทวด...หรือแม่ของยาย... ท่านจะให้พรว่า "ขอให้เจริญสุข เจริญสุข โตขึ้นขอให้เป็นจ้าวคนนายคน" เป็นลูกผู้หญิงให้เรียนสูง ๆ ความหมายของท่าน คือ ให้ผู้เขียนเรียนจบปริญญา...จะได้ไม่เหนื่อยยาก... เพราะภาพการรับราชการในสมัยก่อน ผู้ใหญ่จะเห็นข้าราชการทำงานสบาย ๆ คือ นั่งทำงานบนโต๊ะทำงาน นั่งในห้องทำงาน ไม่ต้องไปเหนื่อยยากอยู่ที่กลางแจ้ง หรือกลางทุ่งนา...โดยตา... ลุง ... น้า ...ของผู้เขียนจะรับราชการกันเสียส่วนใหญ่... ในสมัยก่อนส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายที่รับราชการ แต่พวกยาย ลุง น้า มีความคิด... คือ ต้องการให้หลานสาว... เป็นข้าราชการเหมือนอย่างท่าน...ผู้เขียนก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร...เพราะตอนนั้นยังเป็นเด็ก เพียงแต่ยิ้ม... จำได้และรับรู้เท่านั้นเอง...นั่นแสดงว่าเป็นค่านิยมในสมัยนั้นว่า "การรับราชการ คือ การเป็นจ้าวคนนายคน"... ค่านิยมเหล่านั้นได้ติดมาถึงปัจจุบันนี้...แต่ปัจจุบันความหมายของคำว่า "ข้าราชการ"...ได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งรัฐให้ความหมายว่า การเป็นข้าราชการ เป็นการให้บริการต่อประชาชน ข้าราชการไม่ใช่นายของประชาชน...เพราะข้าราชการได้รับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน...แต่ยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังยึดติดค่านิยมเดิม คือ คิดว่าการเป็นข้าราชการ คือ การเป็นนายของประชาชน...โดยในปัจจุบันนี้จะเป็นช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงค่านิยม... คงต้องใช้ระยะเวลาอีกสักระยะหนึ่ง...ที่เราจะได้เห็นภาพของข้าราชไทยเปลี่ยนแปลงค่านิยมที่ชัดเจนขึ้น...
วัยเด็กผมเคยคิดตามผู้ใหญ่ครับ แต่วันนี้เปลี่ยนแปลงความคิดแทบหมดสิ้น ยอมรับความเป็นจริงดีกว่า
สวัสดีค่ะ...
คนเราถ้าได้ตำแหน่งหรืออำนาจมาแล้วมาเบ่ง โออวด ก็ย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ได้รับ แต่น่าละอายยิ่งสำหรับคนที่มองดูอย่างประชาชนตาดำๆ เช่นเราๆ..
"เช้าชามเย็นชาม 2 ขั้นที แต่คนขยันทำงานดี ไม่มี ไม่มี ไม่มองมา..."
ขอบคุณนะครับ...
สวัสดีค่ะพี่บุษยมาศ
หวังว่าคงจำหนูนงค์ได้นะคะ บัณฑิต ป4 ป5 นี่แร่ะ หนูกับพี่เคยคุยกันผ่าน msn พักหนึงแล้วก็หายจากกันไป คงต่างคนต่างยุ่ง
แต่คิดว่าพี่คงพอจำได้อยู่หรอกเนาะ
ชอบเข้ามาอ่านสิ่งที่พี่เขียนบ่อยๆ ได้ประโยชน์และได้รู้อะไรดีๆ เยอะแยะเลย
วันนี้ก็ได้รู้อีกอย่างว่าพี่กับหนูจบจากที่เดียวกันสาขาเดียวกันด้วย
บธ.บ. (การจัดการทั่วไป) จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อันนี้หนูจบตอนปี 47
หนูก็เป็นคนชอบเรียนค่ะ ถึงแม้ตอนนี้จะหันเหตัวเองมาเป็นผู้สอนแล้วแต่ก้ยังไม่ทิ้งที่จะเรียน
แอบอ่านประวัติพี่แล้ว ชื่นชมเป็นที่สุดเลย ใบประกาศคงจะเต็มบ้านแล้วป่านนี้
พอๆ กับหนูล่ะค่ะ ตอนนี้สะสมใบปริญญาได้ครึ่งโหลแล้ว (ป.ตรี 3 ป.บัณฑิต 1 และ ป.โท 1) มีแต่คนว่า บ้า เรียนไปทำไม
ตอนแรกที่เริ่มได้เรียนก็ไม่รุ้หรอกค่ะว่าจะเรียนไปทำไม แต่ถึงวันนี้แล้วมองย้อนกลับไปสิ่งที่เราไม่รู้คำตอบเมื่อก่อนมันช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นกว่าเดิมมากๆ และ
ก็คงจะเรียนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรง...รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแหกหาม..จริงมั้ยค่ะ
แล้วจะกลับมาเยี่ยมอีกนะคะ
สวัสดีค่ะ...คุณราชิต...
สวัสดีค่ะ...น้องนงค์...
สวัสดีครับ อ.บุษยมาศ
เป็นข้าราชการ รับราชการ ให้บริการประชาชน ด้วยสำนึกในคุณแผ่นดิน
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ...