“13 ปีผ่านไป เด็กวัดที่ได้เป็นหมออย่างผมกำลังหลงลืมใครบางคนอยู่หรือเปล่า?”
ชีวิตของบอยเริ่มต้นจากการเป็นเด็กวัดในโรงเรียนวัดสระแก้ว จังหวัดนครราขสีมา จนบัดนี้ที่ได้เรียนจบเป็นนายแพทย์อย่างภาคภูมิ ทั้งที่ควรจะยินดีกับความสำเร็จ..หากยังมีจุดเล็กๆ ในหัวใจที่คอยย้ำเตือนให้รู้สึกผิดมาโดยตลอด บอยกำลังลืมใครบางคน…
คนที่คอยทุ่มเทเอาใจใส่จนเด็กวัดคนนี้ได้เป็น ‘หมอ’
ใช่แล้ว…อาจารย์ของบอยเอง ‘อาจารย์เพชรา วรพรหมมินทร์’ อาจารย์โรงเรียนวัดสระเเก้ว ครูประถมที่บอยรักมากที่สุด…สนิทที่สุด คอยสอนคอยอบรมบอยตอนประถมศึกษาปีที่หก โดยแม่บอยให้ช่วยสอนพิเศษให้เพื่อติวให้ไปแข่งเลขโอลิมปิค ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำชั้นป.5/5 สอนวิชาวิทยาศาสตร์
วันนี้แหล่ะ…ที่บอยจะกลับไปเพื่อแก้ไขความผิดนั้น
ทันทีที่ได้พบหน้า อาจารย์เพชราที่เดินเข้ามาในห้องโถมเข้ามากอดบอยอย่างแนบแน่นพร้อมกับพูดด้วยเสียงอันดังก้องไปถึงหัวใจของบอย “นี่ลูกแม่...บอยเป็นอย่างไรบ้าง” น้ำตาที่ไหลออกมาคงเป็นความสุขอันเปี่ยมล้น ทำให้บอยพลอยน้ำตาซึมไปด้วย บอยสัมผัสได้ถึงความรักที่อาจารย์มอบให้...อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน และเริ่มเข้าใจความรู้สึกของพ่อแม่ที่ต้องพลัดพรากจากลูกมานาน 13 ปี !
คงเป็นเพราะอาจารย์เพชราไม่ได้ดูแลบอยตามหน้าที่ แต่ดูแลบอยด้วยความรักเหมือนเช่นลูกคนหนึ่ง ...
ความรักของอาจารย์ยังคงเหมือนเดิม แม้อาจารย์จะดูสูงวัยมากขึ้นตามจำนวนปีที่ผันผ่าน แต่กระนั้นไฟในตัวของอาจารย์ก็ยังคงลุกโชติช่วงให้ความอบอุ่นกับลูกศิษย์เสมอ หากเหมือนจะมีบางสิ่งที่ทำให้บอยสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลง…อาจารย์ดูเหน็ดเหนื่อยกว่าเดิมหรือเปล่า?
ทำให้บอยต้องย้อนกลับไปคิดนับตั้งแต่วินาทีที่ได้เดินกลับเข้ามายังสถานที่เดิมแห่งนี้อีกครั้ง
ก้าวแรกที่เหยียบ…ประตูเข้าก็ยังเหมือนเดิม แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นดูเล็กลงอย่างผิดหูผิดตา…อาจเป็นเพราะตัวบอยที่โตขึ้นกระมัง สนามหญ้าที่เคยดูกว้างกลับกลายเป็นพื้นคอนกรีตเล็กๆ เพื่อให้เด็กได้วิ่งเล่น ที่นั่งรอผู้ปกครองหน้าโรงเรียนกลายเป็นห้องประชาสัมพันธ์สวยหรู สหกรณ์ที่เคยมีเด็กนักเรียนขายร่วมกับครู…กลายเป็นจัดคนมาขายโดยเฉพาะ ที่เป็นแบบนี้คนขายเขาบอกว่า ‘เด็กจิ๊กตังค์บ่อย ก็เลยต้องมาขายเอง’
เออหนอ…ความเปลี่ยนแปลงนั้นชั่งจีรังโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์นั่นแหล่ะ สิ่งที่ยังคงเดิมเห็นจะเป็นสิ่งที่ไม่มีความรู้สึกนึกคิดอย่างตึกเรียนต่างๆ ที่เคยเป็นยังไง ก็ยังคงลักษณะเดิมไม่เปลี่ยนแปร
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้อง... ก็ได้พบกับภาพที่คุ้นตาสมัยวัยเด็ก กระดานดำที่บนสุดมีเขียนวันที่ไว้ด้วยชอล์กสีขาว โต๊ะและเก้าอี้ตัวเล็กๆที่มีเด็กตัวน้อยสวมเสื้อสีขาวกางเกงวอร์มนั่งอยู่ต่างส่งสายตาที่ต่างจ้องมองมาที่บอย พร้อมๆกับมีเสียงที่ดังเข้ามาทุกทิศทุกทางมากระทบหู “พี่ชื่ออะไรครับ”
“พี่ชื่อบอย...” ยังพูดไม่จบก็มีเสียงเด็กคนหนึ่งแทรกขึ้นมาทันที “มาทำไม?”
“มาเยี่ยมอาจารย์เพชรา พี่เป็นศิษย์เก่า” คำถามต่อมาเป็นเด็กหญิงที่ถามอย่างไม่เกรงกลัวว่า “พี่หนักเท่าไร สูงเท่าไร” บอยถามกลับว่าเอาไปทำอะไร แรกๆแกไม่ยอมตอบ จนตอนท้ายจึงได้ตอบมาว่าไว้เปรียบเทียบกับพวกดารา ??
เด็กสมัยนี้กล้าคิดกล้าทำมากขึ้นแตกต่างจากสมัยบอยอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งระหว่างการเรียนการสอนที่บอยมีโอกาสได้นั่งเรียนอยู่ท้ายห้องยิ่งแสดงออกถึงความเปลี่ยนแปลง…เด็กดูเกรงใจอาจารย์น้อยลง กล้าพูดแต่กลับไม่ค่อยสนใจเรียน มีหยิบกระจกส่องบ้าง หันไปคุยกับเพื่อนบ้าง เล่นมือถือบ้าง
เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน ก็มีแม่ครัวนำอาหารใส่หม้อใบใหญ่ วางไว้หน้าห้อง เพื่อให้เด็กๆมาตักอาหารกินเอง สำหรับเด็กจะมีกับข้าวเพียง 1 อย่างในทุกๆวัน ซึ่งต่างจากสมัยบอยเรียนที่จะมีกับข้าวให้ 2 อย่าง พร้อมกับผลไม้หรือขนมหวาน วันนั้นมีกับข้าวเป็นต้มยำ ที่น่าแปลกใจคือมีแต่เพียงห้องป.5/5 ที่อาจารย์มาตักข้าวให้นักเรียนไว้รอเลย บอยจึงถือโอกาสช่วยอาจารย์ตักข้าวให้เด็กด้วย เมื่อถึงเวลา 12.00 น. เด็กๆก็จะมาหยิบถาดเข้าไปกินในห้องเอง ใครที่เห็นว่าข้าวที่ตักไว้น้อยไปหรือเยอะเกินไปเขาก็จะตักเพิ่มหรือตักออกกันเอง เมื่อกินหมดก็ต้องลงไปเก็บจานที่ห้องครัวข้างล่างกันเอง
เหตุผลที่อาจารย์เพชราต้องคอยตักข้าวให้เพราะ เด็กเห็นเเก่ตัวกันมากขึ้นช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา จากสมัยก่อนที่เมื่อตักข้าวกันกินเองก็จะมีการคิดถึงคนอื่น ทุกคนจะได้กินข้าว แต่ตอนนี้เด็กๆจะรีบวิ่งแย่งกันออกจากห้องมาตักข้าว รีบกันตักแต่สิ่งที่ตัวเองอยากจะกิน จนกินได้แค่ 20 กว่าคน จาก 45 คน เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ประถมประถม 2,3 ส่วนคนที่ไม่ได้กินก็จะไม่ได้เรียกร้อง ไม่ไปแย่งกับคนอื่น เป็นความเคยชินกับความจำยอม ยอมจ่ายเงินไปซื้อข้าวกินเองที่โรงครัว
หลังกินอาหารเสร็จเด็กผู้ชายส่วนใหญ่จะแอบไปนั่งรวมตัวกันเล่นไพ่ ...ไพ่ยูกิ ไพ่แนวใหม่ที่เริ่มมีขายพร้อมๆกับการ์ตูนเกมกลคนอัจฉริยะเมื่อ 12 ปีก่อน ส่วนเด็กผู้หญิงจะรวมตัวกันนั่งดูรูปดารา หยิบกระจกบานเล็กๆมาส่อง และเริ่ม…
ปฏิบัติการเสริมความงาม !!!
และช่วงระหว่างพักกลางวันเด็กๆ ส่วนใหญ่มักจะซื้อชาเขียวที่สหกรณ์แทบทุกวัน ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะที่โรงเรียนไม่ขายน้ำอัดลมหรือเปล่า? หรือเป็นเพราะกระแสการกินชาเขียวได้เข้ามาถึงเด็กประถมอย่างเต็มตัว? ทั้งๆที่เด็กได้เงินมาโรงเรียนประมาณ 30 บาทต่อวัน
ส่วนอาหารว่างที่สมัยแต่ก่อนเป็นนมถั่วเหลืองร้อนๆแสนอร่อย ที่มีคนทำจากเมล็ดถั่วเหลืองสดๆมาให้ดื่มกัน ตอนนี้ก็เปลี่ยนไปเป็นนมวัว เพราะนโยบายจากเบื้องบน ให้นมวัวถุง 200 ซีซี มีให้กิน 2 ถุงต่อวัน โดยช่วงเช้าให้กินนมจืด ช่วงบ่ายให้กินนมหวาน เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะ 4-5 ปีก่อน ตอนที่เริ่มเปลี่ยนไปเป็นนมถุงก็ให้กินนมจืด ปรากฎว่านมเหลือเยอะมาก มีเด็กไม่ถึง 10% ที่กินนมจืด จึงปรับให้ยืดหยุ่นโดยให้กินนมหวานได้ตอนบ่าย ผลก็คือนมหวานหมดเกลี้ยง เด็กแย่งกัน จนมีคนไม่ได้กินนมหวาน เพราะบางคนกิน 2 ถุง บางคนเก็บกลับบ้าน อาจารย์เพชราเลยต้องบังคับให้กินนมหวานได้คนละ 1 ถุง ส่วนนมจืดกินได้ไม่อั้น! บอยเห็นอนาคตของเด็กเหล่านี้ได้เลยว่าโรคอ้วนและโรคไขมันในเลือดสูงคงเพิ่มจำนวนให้บอยต้องรักษาเป็นแน่
ส่วนผู้เชี่ยวชาญในการทำนมถั่วเหลืองน่ะหรือ กลายไปเป็นภารโรง... เพราะไม่มีตำเเหน่ง !!!
มือ 2 มือกำลังจับถุงนมอย่างแน่น สายตาทั้งสองต่างจ้องไปยังจุดเป้าหมาย พร้อมๆกับคอที่ก้มให้ปากพอดีกับถุง ฟันที่ขบแน่นพร้อมๆกับกล้ามเนื้อคอด้านหลังที่เกร็งเพื่อกระชากจนถุงนมขาด จากนั้นใช้ปากดูด ...และดูด โดยไม่ใช้หลอด? ดูดนมหมดแล้วก็ยังดูดต่อ อมต่อ บางคนก็เป่าเล่นจนเป็นลูกแล้วไปตบให้แตก ภาพเหล่านี้กลายเป็นภาพที่คุ้นชินตาทั้งเด็กและครู แต่แปลกมากสำหรับบอย คิดๆแล้วก็ดีในเเง่ที่ว่าประหยัดหลอด คงช่วยลดโรคร้อนได้บ้าง เป็นทั้งของกินของเล่นที่สนุกและประหยัดเงิน แต่ถ้าโชคร้ายถุงที่ใส่นมเกิดสกปรก มีเชื้อโรค โรงพยาบาลคงคึกคักแน่นอน และในไม่ช้าอาจจะมีโรคที่เกิดจากการดูดถุงนมแบบไม่ใช้หลอดโดยเกิดจากการสะสมสารเคมีสีที่ถุงนมก็เป็นได้
พออาจารย์สอนเสร็จก็ได้นั่งคุยถามทุกข์สุข ความเจ็บป่วย การดูแลเรื่องสุขภาพทั่วไป และถามเรื่องการเปลี่ยนเเปลงของเด็กตลอด 13 ปีที่ผ่านมา
อาจารย์เพชราเล่าว่าสิ่งที่เปลี่ยนไป คือ ความสนใจในการเรียน ความรู้ และความรับผิดชอบลดต่ำลงอย่างชัดเจน เนื่องจากมีสิ่งเร้าเยอะแยะไปหมด
ตอนนี้เด็กทุกคนในห้องมีมือถือกันหมด ส่วนใหญ่เริ่มมีมือถือกันตั้งแต่ประถม 1 แล้ว เด็กไม่สนใจเรียน คุยแข่ง จนหลายครั้งทำให้อาจารย์ต่างท้อและอยากจะสอนให้รีบๆ จบ แล้วรีบออกจากห้อง
ในส่วนวิชาของอาจารย์เอง อาจารย์เล่าเรื่องการประเมินผลให้ฟังว่า วิชาวิทยาศาสตร์จะแบ่งเป็นคะแนนสอบ 30% คะแนนความรับผิดชอบส่งงาน 70% สำหรับห้องธรรมดาคะแนนสอบได้คะแนนเกินครึ่งไม่ถึง 10% ส่วนคะแนนความรับผิดชอบก็ได้น้อยเช่นกัน ได้เฉลี่ยประมาณ 60 % จาก 100%
ที่เป็นแบบนี้อาจารย์เพชราเห็นว่าเป็นเพราะความหละหลวมของหลักสูตรที่ปล่อยเด็กให้ขึ้นชั้นได้แม้จะสอบตก เป็นนโยบายใหม่ที่ทางโรงเรียนไม่อยากให้เด็กซ้ำชั้น ทำให้เด็กคิดว่าเรียนยังไงก็ผ่าน ปัญหาที่ตามมาก็คือแม้เด็กประถม 5 ก็ยังอ่านหนังสือไม่ออก และเมื่อถึงเวลาสอบก็มีเด็กไม่น้อยที่ทำสอบโดยไม่อ่านข้อสอบเลย
อาจารย์ยังเล่าว่าความเครียดของอาจารย์ในยุคนี้มี 2 อย่าง
- เครียดที่เด็กไม่สนใจเรียน คุยเเข่ง เสียงดัง ไม่เกรงกลัวอาจารย์ จนต้องหลายๆครั้งทำให้ท้อ ต้องมองไปที่พัดลมแล้ว ต้องรีบพูดรีบสอนให้จบตามหน้าที่
- ทุกข์ที่ต้องคอยทำผลงานให้เกิด ทำงานตามเบื้องบน เพื่อให้เบื้องบนพอใจ เพื่อเลื่อนขั้น จนหลายๆครั้งใจที่อยากจะดูแลเด็กๆ กลายมาต้องคอยคิดหาทางเพื่อรายได้ให้กับตัวเอง เพราะโดนสังคมเปรียบเทียบ คอยทำงานที่ไม่เกิดผลกับเด็ก
ฟังแล้วทำให้นึกถึงตอนที่บอยฝึกงานอยู่โรงพยาบาลสุพรรณบุรี ได้ออกตรวจรักษาผู้ป่วยนอกแผนกอายุรกรรมก็พบว่าคนไข้ที่มาด้วยอาการปวดหัวเกินครึ่งเป็นครูกันทั้งนั้น !
กระนั้นถึงแม้ว่าเด็กจะดื้อ พูดแข่งกว่าเดิมมากแค่ไหน ...แต่เมื่ออาจารย์ไม่สบาย หรือเจ็บคอ เด็กๆก็จะเงียบมากขึ้น พูดเสียงเบาลง ความงดงามตรงนี้คงเป็นตัวสะท้อนได้อย่างดีว่า เด็กทุกคนยังรับรู้ความรักที่ครูมอบให้ได้ และสามารถมอบความรักให้กับคนที่รักเขาได้ โดยการอดทนอดกลั้นนั่งฟังอยู่นิ่งๆ ทั้งๆที่ไม่อยากฟัง
นอกจากเรื่องเรียนแล้ว สิ่งที่อาจารย์ชี้ให้บอยเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเด็กยุคใหม่ก็ดูเหมือนจะมากมายจนแทบนับไม่ถูก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสื้อสีขาวของเด็กที่บอยนั่งสังเกตระหว่างอยู่ในห้อง ประมาณ 25% เป็นเสื้อที่ใช้หาเสียงของสุวัจน์ ลิปตพัลลพ สมัยก่อนยังเป็นแค่กล่องดินสอ ปากกา ตอนนี้พัฒนามาเป็นเสื้อ ...การเมืองยังคงเล่นหาเสียงตั้งแต่เด็กประถม เด็กน้อยที่ยังไร้เดียงสาต่อโลก มาทราบทีหลังว่าเสื้อขาวนี้ไว้สำหรับกิจกรรมโยคะตอนบ่าย
ไหนจะเรื่องพฤติกรรมแปลกประหลาดที่มีเด็กบางคนรวบรวมถาดอาหารกลางวันของเพื่อนๆ ลงไปเก็บในครัวจนบอยชื่นชมในน้ำใจ หากความเป็นจริงแล้วเด็กสมัยนี้หัวหมอ จะมีคนอาสาไปเก็บถาดอาหารให้เพื่อนๆ โดยแลกกับเงินตั้งแต่ 1-10 บาท ! บางคนถือเป็นการสร้างรายได้ วันหนึ่งได้เกือบร้อยบาท แค่เก็บถาดอาหารก็รวยได้ กลายเป็นว่าน้ำใจการอาสาพึ่งพาในยุคนี้ล้วนมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องไม่เว้นเเม้แต่เด็ก
ยังไม่นับการโตเกินวัยของบรรดาเด็กผู้หญิงที่คอยแต่จะแต่งหน้าแต่งตัว อาจารย์เพชราเล่าให้บอยฟังว่าสมัยเมื่อ 10-20 ปีก่อน จังหวัดพะเยาว์จะมีค่านิยมที่ให้พ่อแม่เลี้ยงลูกเพื่อให้ลูกได้แต่งงานกับฝรั่ง !!!
ดังนั้นเมื่อพ่อแม่เห็นเด็กผู้หญิงทำตัวเรียบร้อยก็จะดุว่า และสอนให้แต่งตัว เปิดนิดเปิดหน่อย หรือที่เขาเรียกกันว่า “สิบเอ็ดรอดอ” (11รด) สอนให้จับฝรั่งให้ได้โดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น เมื่อเร็วๆนี้เพื่อนอาจารย์เพชราที่เป็นครูสอนที่โรงเรียนในอำเภอประทาย จังหวัดโคราช ได้เล่าให้ฟังว่ามีเด็กมัธยม 4 ผู้หญิงป่วยไม่สบายขอครูไปห้องพยาบาล สักพักก็มีเด็กผู้ชายบอกว่าป่วยขอไปห้องพยาบาลบ้าง ครูก็ให้ไป ท้ายสุดมาทราบกันอีกทีคือทั้งสองคนไปมีเพศสัมพันธ์กันที่ห้องพยาบาล บางครั้งเปิดเรียนวันจันทร์ก็พบว่ามีถุงยางอนามัยอยู่ที่ห้องเรียน ขณะนั่งเรียนก็มีการลูบๆคลำๆกันต่อหน้าต่อตาครู จนครูคนนั้นทนไม่ได้อัดคลิบวีดีโอไว้ แล้วเอาคลิบนั้นไปให้ผู้ปกครองดู ที่น่าตกใจมากคือคำตอบขอผู้ปกครองที่ว่า
“ก็แค่จับๆกันเฉยๆยังไม่ได้มีอะไรกันสักหน่อย”
ค่านิยมเรื่องการแต่งงานกับฝรั่งนั้นเริ่มมีการระบาดไปทั่ว ตอนนี้เริ่มมาถึงโคราชแล้ว โดยเริ่มจากการที่ชาวต่างชาติที่เกษียรอายุจะได้เงินบำนาญ ซึ่งไม่พอต่อการซื้อปัจจัยสี่ที่ประเทศเขา ชาวต่างชาติที่เกษียรจึงมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยเพราะค่าเงินถูกกว่า แค่เงินบำนาญของเขาก็มีกินมีใช้ในไทยได้อย่างสบายแล้ว ร่วมกับการสอนกรอบแนวคิดที่ว่า “ลูกที่ดีคือลูกที่ทำให้พ่อแม่มีเงินใช้” ดังนั้นฝรั่งคือที่มาของเงิน…
ลูกจงไปทำอย่างไรมาก็ได้เพื่อให้ได้เงิน !!!
การได้เงินจากการเรียนหนังสือสูงๆคงยาก‘แต่การจับฝรั่งง่ายกว่า สบายกว่า’ บอยฟังแล้วก็ได้แต่สะเทือนใจ สังคมสมัยก่อนพ่อแม่จะหวงห่วงลูกนักหนา แม้จะมีคนมีอิทธิพลมาซื้อลูกสาวพ่อแม่ยังไม่ขายให้ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าพ่อแม่เห็นลูกเป็นเพียงแหล่งทำเงิน คุณธรรม จริยาธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มันถูกเงินซื้อไปหมดแล้วหรือ ???
เด็กรุ่นใหม่ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายในวงการศึกษาทุกระดับชั้น...ไม่เว้นแม้แต่โรงเรียนแพทย์
คนไข้อีก 10-20 ปีข้างหน้าก็คงจะเป็นคนไข้ยุคใหม่เช่นกัน
คงถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะมาร่วมมือกันแก้ปัญหาเด็กยุคมือถือ จะหวังให้เพียงแต่ครูคงไม่ได้ โครงสร้างในทุกภาคส่วนของสังคมคงจะต้องเริ่มขยับ ปรับตัวให้สอดคล้องกับเด็กยุคใหม่อย่างรวดเร็วและถูกทิศทางมากขึ้น แพทย์ในทุกสาขาควรเข้าใจสังคม การเปลี่ยนแปลง และมีบทบาทที่เหมาะสมจึงจะสมกับการเป็นผู้ชี้นำสังคมไทยด้านสุขภาพ ซึ่งหลักสูตรแพทย์จะเป็นหลักสำคัญยิ่งในการสร้างแพทย์ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
เรื่องของเด็ก ถือได้ว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน
ถ้าเลือกได้...เราทุกคนคงอยากจะให้ลูกของเราไปเรียนโรงเรียนดีๆ ถ้าเลือกได้..คงไม่มีใครอยากให้ลูกไปเรียนโรงเรียนวัด แต่คนเราจะเลือกได้อย่างใจทุกคนหรือ? ถูกล่ะว่า…เด็กเหล่านั้นที่ไม่มีโอกาสเลือกอาจจะไม่ใช่ลูก ใช่หลานของเรา แต่ถ้ามองภาพใหญ่...คงไม่มีทางหนีพ้น เด็กที่มีปัญหาเหล่านี้นี่เเหละที่จะสร้างปัญหาให้เราในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นอาชญากร ยาเสพย์ติด เมาเหล้าขับรถชน ...เพราะเราต่างอยู่บนโลกใบเดียวกัน
แต่คงจะดีกว่าไหม...ถ้าทุกคนมาร่วมกันสร้าง “เด็กสร้างโลก”
จากโลกที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง สู่โลกใบใหม่ที่มีความดีงามเป็นตัวขับเคลื่อน
ก่อนกลับบอยได้ถ่ายรูปร่วมกับอาจารย์เพชรา กราบเท้าอาจารย์ คงเป็นความสุขอย่างสูงสุดของครูอย่างหนึ่ง...ในการที่ได้เห็นการเติบโตของลูกศิษย์
วันนั้นบอยกลับบ้านไปพร้อมกับความสุขใจอย่างแปลกๆ ในหัวเต็มไปด้วยความคิด ที่คิดถึงอาจารย์อีกหลายๆท่าน คิดถึงพ่อแม่ คิดถึงเพื่อนๆ คิดถึงบุญคุณที่เกื้อหนุนให้บอยได้มาถึงวันนี้ และคิดถึงก้าวย่างต่อไปของตัวเอง...หมอใหม่ที่จะเป็นแพทย์ในแบบที่สังคมต้องการ ไม่ใช่เพียงแพทย์ที่ตัวเองต้องการ
เยี่ยมโรงเรียนเมื่อ 4/3/53 เนื้อหาโดย บอย นศพ.ศุภชัย ครบตระกูลชัย โรงพยาบาลรามาธิบดี เรียบเรียงโดย เพชร นศพ.พรรณวิไล ตั้งกุลพานิชย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี นาง รำไพ แก้ววิเชียร เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน 7
สะท้อนถึงหัวอกคุณครูได้อย่างดีทีเดียว........เดี๋ยวนี้จะหาลูกศิษย์แบบเดิมน่ะ.............ยาก